“ไป๋ฮวาเ้ามีบิดามารดาหรือไม่” เป่ยจินถามไป๋ฮวาออกไปด้วยน้ำเสียงสบายๆ อย่างหาเื่พูดคุยเรื่อยเปื่อย ด้วยคนตรงหน้าทำตัวเยี่ยงคนว่างงานเสียเหลือเกิน ทั้งๆ ที่นางและหยางคงพึ่งย่างก้าวเข้าสู่แค้วนต้าเฉียงเสียด้วยซ้ำ
“ต้นหลิวคงมิอาจให้กำเนิดคนงามเช่นข้าออกมาได้ เ้ามิคิดเช่นนั้นหรือ” ไป๋ฮวาตอบกลับคนตรงหน้าออกไปอย่างอารมณ์ดี แล้วพลางเอื้อมมือออกไปหยิบชาดอกท้อแล้วจิบเบาๆ บิดามารดาแน่นอนว่าคนอย่างไป๋ฮวานั้นย่อมมี เพียงแต่บิดามารดาคงมิได้มีบุตรคนเดียวเช่นนางตลอดไปได้
“หืม ข้าถามตรงๆ นะ เ้ามิมีสหายคนอื่นหรอกหรือ” เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่านางช่างทำตัววุ่นวาย เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งใดกันแน่
และแน่นอนว่าคุณหนูใหญ่นางหนึ่ง จะมาทำตัวไร้แก่นสารเช่นนี้ไปเพื่อการใด หากมิใช่เพราะมีสาเหตุอื่นๆ
“ก็มีอีกนั้นแหละ หรือเ้ามิยินดีรับข้าเป็สหาย” ทันทีที่ไป๋ฮวาได้ยินคำถามนั้น นางก็ชะงักไปชั่วครู่นึง แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะให้หยางคงที่นั่งสังเกตคนตรงหน้าได้ทันเห็นแววตาหม่นมองไปชั่วขณะหนึ่ง เพียงแว็บเดียวเท่านั้น
และแน่นอนเป่ยจินเอง ก็พอจะเดาความรู้สึกของไป๋ฮวาได้จากน้ำเสียงได้เช่นกัน หญิงสาวที่สดใสร่าเริงแต่ภายนอกเช่นนี้ ล้วนมีสิ่งใดในใจเสมอ หากแต่นางยังมิอาจเก้าล่วงความในของคนอื่นได้เช่นกัน
เพียงแต่ก็มิอาจปล่อยปละละเลย ให้คนตรงหน้าคิดว่าตนเองคือสหายเล่น คิดจะทำเช่นไร เพียงใดย่อมได้ หากคิดเป็สหายกับนาง หนึ่งสิ่งที่ต้องมีนั่นคือความจริงใจ…
“เช่นนั้นเหตุใด จึงทำเหมือนข้ามิใช่สหายเล่า” เป่ยจินยังคงนั่งฟังเหตุการณ์ตรงหน้าพร้อมๆ กับหยางคงที่นั่งอยู่ข้างๆ มิได้เข้าร่วมในบทสนทนาของทั้งคู่ ด้วยมิใช่เื่ของตนโดยตรง
“ข้าเปล่า…เพียงแต่เื่บางเื่อาจต้องใช้เวลา ข้า…ข้ามิรู้จะเริ่มต้นเล่าอย่างไร หากแต่เ้ามิยินดี…” ไป๋ฮวาที่เอาแต่ก้มหน้านิ่ง ภายใต้แขนเสื้อนั้นกำมือเข้าหากันแน่น เอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก
“หากมีวาสนาแม้ห่างกันพันลี้ยังได้พบหน้า หากไร้วาสนาแม้อยู่ใกล้ก็ไม่เจอกัน หากเ้ามาด้วยใจจริง เช่นนั้นนับแต่นี้ไป เ้ายินดีรับข้าเป็สหายของเ้าหรือไม่” เป่ยจินนั้น ถึงแม้จะมิอาจล่วงรู้เื่ภายในได้ แต่กระแสความจริงใจและอาการที่คนตรงหน้าแสดงออกมาก็พอจะให้นางรับรู้ได้ ว่าคนใดมาอย่างมิตร คนใดมาอย่างสหาย
ไป๋ฮวาที่ได้ยินเช่นนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มออกมาอย่างยินดี
“เช่นนั้น พี่เหมย ช่วยรินน้ำชาจอกใหม่หน่อยเ้าค่ะ น้ำชาดอกท้อร่วมกา สาบานความเป็สหายกัน” หันไปสั่งสาวรับใช้ข้างกาย ด้วยบนโต๊ะนี้มีเพียงชาดอกท้อกาเดียว
“หืม เ้าเล่นใหญ่ไปหรือไม่ไป๋ฮวา” เป่ยจินที่เห็นดังนั้นถึงกับหัวเราะออกมาให้กับความเล่นใหญ่ของอีกฝ่าย แค่ยินดีเป็สหายด้วยถึงกับต้องร่วมสาบานเชียวหรือ คราหลังนางจักต้องเก็บจอกชาไว้ไกลๆ ไม่สินางจักต้องไม่สั่งชามาเด็ดขาด หากมีผู้ใดอยากเป็สหายกับนางอีก
และในอนาคตอันใกล้แน่นอนว่าจะมีคนพกจอกชาติดตัวไว้เพื่อสาบานเป็สหายกับนาง
“ข้าถูกชะตาเ้าจริงๆ เป่ยจิน เ้าไม่คิดหรือว่าข้าและเ้าควรเป็เพื่อนกัน หากจะกล่าวถึงอืม…ช่างเถิดๆ มิว่าจะเป็อันใด ข้าและพวกท่านก็เหมาะสมแล้วที่จะเป็สหายกัน”
ในคราแรกไป๋ฮวาจะเอ่ยเื่ความเหมาะสมในเื่ของฐานะ แต่นางก็มิรู้อีกนั้นแหละว่าคนตรงหน้าคือใคร ดังนั้นจึงเลือกที่จะตัดเื่ราวของความเหมาะสมออกไป เพราะแค่ความจริงใจที่สหายของนางแสดงออกมาก็เพียงพอแล้ว
“ได้ๆ ข้ายอมเ้า”เป่ยจินกล่าวพร้อมกับยกจอกชาขึ้นมาจิบเบาๆ
“แล้วข้าเล่าคุณหนูไป๋ฮวา มิใช่ว่าลืมพี่ชายคนดีอย่างข้าไปเสียแล้วหรือ อือ มันน่าน้อยใจนัก”
“ท่านก็เช่นกันเ้าค่ะพี่หยาง” ว่าจบก็ก็หันไปยิ้มกว้างให้แก่หยางคง
“เป็สหายเ้านะหรือ” หยางคงที่เห็นว่าอีกฝ่ายช่างซื่อตรงในความรู้สึกตัวเองยิ่งนักก็ให้รู้สึกอยากแกล้ง
“เอ่อ เช่นนั้น ได้หรือไม่เ้าค่ะ” ชายหญิงปกติก็แบ่งแยก มิรู้ว่านางจะล่วงเกินคนตรงหน้าหรือไม่เช่นกัน
“หืม เอาสิ หากเ้ามิรังเกียจ ข้ายินดี” หยางคงเอ่ยออกมาพร้อมกับหันไปยิ้มให้แก่เด็กสาวด้านหน้าของตนทันที เป่ยจินที่เห็นเช่นนั้นจึงทำท่าทางให้ทุกคนชนแก้วชาเพื่อสาบานในทันที
อย่างไรเสียออกจากแคว้นของตนเองมาได้แล้ว การเริ่มต้นใหม่ในแค้วนต้าเฉียงแล้วมีมิตรสหายที่ดีเช่นนี้ ก็มิเป็ไรกระมัง
“เช่นนั้น ชนนนนนนน”
“เพียงเท่านี้พวกเ้าก็เป็สหายกับข้าแล้ว ข้าดีใจเสียจริง เช่นนั้นเราไปเที่ยวตลาดกันหรือไม่ ข้าจะนำทางพวกเ้าเอง” ไป๋ฮวาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสดใส
“อืม ไปสิ” นางก็อยากไปเดินตลาดเหมือนกัน อยากไปสำรวจให้มันทั่วๆ จะได้รู้ว่าการค้าขายในเมืองแห่งนี้เป็เช่นไร อีกทั้งเื่ของผู้มีพลังปราณและสิ่งที่นางตามหานั้นอีก
หยางคงขอตัวออกไปรอด้านหน้าโรงเตี๊ยม ระหว่างที่รอให้คุณหนูทั้งสองนาง ช่วยกันจัดแจงเสื้อผ้าอยู่นั้น ส่วนสาเหตุเพราะเป่ยจินซุ่มซ่ามไม่ทันระวัง มือไปปัดโดนจอกชาทำให้น้ำชาเปื้อนชุด นั้นเอง
ซึ่งระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินออกจากโรงเตี๊ยมหลงจันทร์อยู่นั้น เสียงของสตรีนางหนึ่งก็ลอยเข้ามา
“ใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปื้อนดำ เ้าต้องดูให้ดีเข้าใจหรือไม่ซินเออร์” หลัวซีซี คุณหนูตรกูลหลัว เอ่ยออกมาพร้อมกับชำเลืองปลายสายตาเล็กน้อยไปยังเป้าหมาย กิริยาที่แสดงออกมาคล้ายกับกับสตรีชนชั้นสูงที่สนทนากันในเื่ของสำนักศึกษาที่ได้ไปเรียนมา
“หืม เช่นไรกันหรือซีซี” และเพื่อนอย่างหลวนซินคุณหนูตระกูลหลวน ที่แสดงกิริยาใสซื่อออกมาอย่างแนบเนียบ ทำตัวราวดอกบัวขาวให้คนทั่วไปที่มองมา หลงเชื่อได้ว่าเป็สตรีอ่อนโยน อ่อนต่อโลกจริงๆ
“ก็เ้านะเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ ย่อมต้องคิดให้มากหากคบหาสหาย เ้าควรคบหาสหายที่เหมาะสมกับฐานะของเ้าอย่างไรเล่า”
“หืม เข้าใจแล้ว ข้าจะจำไว้” หลวนซินยังคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เรียกได้ว่าคนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับตามสุภาษิตว่าไว้นั้นเอง
เป่ยจินที่กำลังยืนฟังงิ้วอยู่นั้น ก็ชักให้รู้สึกรำคาญขึ้นมา
“มิทราบว่าคุณหนูทั้งหลายจะหลีกทางให้ข้าและสหายได้หรือยัง” เป่ยจินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบปกติ มิได้แฝงไว้ด้วยห้วงอารมณ์ใดนอกเสียจากความเบื่อหน่ายเบาๆ
“อุ๊ย ขออภัยเ้าค่ะ ข้ามิทราบว่าทางเดินมันคับแคบเช่นนี้” หลัวซีซีได้ยินเสียงที่ดังออกมา ก็ให้หันไปหาแล้วมองด้วยสายตาดูิ่ แต่ก็เพียงแค่แว็บเดียวเท่านั้น หากมิสังเกตคงมองมิเห็น เพียงแต่สายตาทั้งสี่คู่ที่จับจ้องกันมาั้แ่ก่อนแล้ว มองอย่างไรก็ชัดเจนเสียยิ่งกว่ากระไร
“เช่นนั้นก็สมควรทราบได้แล้วกระมัง หลีก” ไป๋ฮวาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
“คิดว่าผู้ใดเสียอีก เ้านี่เอง คุณหนูใหญ่ไป๋ฮวา” หลวนซินที่นิ่งเงียบมานานเอ่ยออกมา
“ใช่ ข้าเอง แล้วเ้าหลีกได้หรือยัง น่ารำคาญเสียจริง” ไป๋ฮวาที่เบื่อจะสนทนากับทั้งสองคนเอ่ยออกมาอย่างตัดรำคาญ
“เ้า เ้า” หลินซีซีที่เถียงมิออก ทำได้เพียงยกนิ้วมือขึ้นมาแล้วชี้ไปยังไป๋ฮวาด้วยท่าทางสั่นๆ จนใจที่ทำอันใดมิได้ต่อหน้าผู้คนมากมาย
ผู้คนฝั่งหนึ่งก็เลือกฝ่ายหนึ่ง ผู้คนอีกฝังก็เลือกอีกฝ่าย แต่ทั้งหมดล้วนเอ่ยว่า คุณหนูไป๋ฮวาช่างไร้มารยาท วาจาก้าวร้าว มิสมกุลตรี ส่วนอีกฝั่งก็ว่าคุณหนูหลินและคุณหนูหลวนต่างหาก ที่เสียมารยาท คิดจะหยุดก็หยุด ขวางทางคนอื่น เถียงกันไปกันมา ราวกับว่าเป็เื่ของตนเองไปเสียได้ รั้งให้เป่ยจินที่มิอยากเป็จุดสังเกตต้องเอ่ยปากออกมา เพื่อจบการสนทนานี้เสียที
“พอได้หรือยัง ข้าอยากออกไปข้างนอกแล้วฮวาฮวา” เป่ยจินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแสดงออกให้รู้ว่าตนเองเริ่มมิพอใจแล้ว แต่คนที่กำลังเป็ประเด็นหาได้รับรู้ถึงความรู้สึกไม่ ยังคงเอ่ยปากออกมาอย่างมิหยุดยั้ง
“เหอะ ที่แท้ก็มีสหายใหม่นี่เอง เดี๋ยวนี้เ้าถึงกับต้องลดตัวลงมาคบกับพวกขอทานแล้วเช่นนั้นหรือไป๋ฮวา” หลินซีซีเอ่ยออกมาอย่างดูถูกพร้อมกับหันไปมองเป่ยจินด้วยสายตาเหยียดหยาม
“เ้า หยุดดูิ่สหายข้า” ไป๋ฮวาที่ได้ฟังหลินซีซีดูถูกสหายคนใหม่ของตนก็ร้อนที่จะตะหวาดออกไป
ทำให้หยางคงที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียง จึงรีบเดินเข้ามาด้านในทันที
“จินเออร์ ฮวาฮวา เกิดอันใดขึ้น ทำไมยังไม่ออกไปเสียที ข้ารอพวกเ้านานแล้วนะ” หยางคงเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าคุณหนูและสหายอย่างฮวาฮวากำลังยืนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านคนอื่นๆ พร้อมกับดดนจับจ้องจากบุคคลรอบๆ กาย
คุณหนูหลินซีซีและคุณหนูหลวนซินที่เห็นชายหยางคงเดินมา ข้างๆ ตนเองแล้วหยุดลง ต่างเอ่ยออกมาพร้อมกัน ด้วยมิคิดว่าจะขวางทางใครอื่น
ต้องทวนความให้รู้ว่าหยางคงนั้นรูปร่างของเขาคล้ายคุณชายเ้าสำอางค์ยิ่งนัก แม้แต่การแต่งตัวยังส่งเสริมไปในทางบัณฑิตคนหนึ่ง มิคล้ายผู้มีพลังปราณ เมื่อทั้งสองเห็นจึงเผลอให้แสดงกิริยาบอบบาง ดั่งดอกบัวขาวออกไป เพื่อเรียกร้องความเห็นใจ
“อ๊ะ คุณชายขออภัยเ้าค่ะ” หลินซีซีและหลวนซินเอ่ยออกมาพร้อมกัน
เรียกให้หยางคงหันไปมองพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะในลำคออกมา เรียกความฉงนให้แก่ทั้งสองยิ่งนัก ด้วยกลัวจะเกิดความเห็นต่างอันใดหรือไม่
“หึหึ” หยางคงหัวเราะออกมาเบาๆ
“ขออภัยพี่หยางเ้าค่ะ” ไป๋ฮวาเอ่ยออกมาเบาๆ เรียกความสงสัยให้แก่แม่นางทั้งสอง ที่เห็นถึงความสนิทสนมจากการเรียกขานชื่อหยางคงจากปากของไป๋ฮวาทันที