ท่านอ๋องคนต่อไป ต้องเป็นข้า

    ตอนที่ 35 ห้ามศึก

    ราชสำนักเฝ้าติดตามความเปลี่ยนแปลงของแคว้นเหอฉีอย่างเงียบๆมาเป็นเวลานานแล้ว ฮ่องเต้ทราบดีว่า บัดนี้แคว้นเหอฉีไม่ได้เป็นพันธมิตรที่ดีเหมือนเช่นแต่ก่อนอีกต่อไปแล้วความทะเยอทะยานของคุณชายชิงอวิ้น คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองเปลี่ยนไป

                แม้ฮ่องเต้จะยังคงให้ความสำคัญกับความผูกพันครั้งเก่าๆระหว่างพระองค์และท่านอ๋อง แต่พระองค์ทราบดีว่า เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ หากท่านอ๋องไม่มีความคิดเอนเอียงไปยังบุตรชายมีหรือจะปล่อยให้เขาทำอะไรตามอำเภอใจเช่นนี้

                ภายหลังจากที่ได้รับรายงานความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดฮ่องเต้เรียกประชุมขุนนางด่วนในทันที พระองค์ทราบดีว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งนี้ ท่านอ๋องย่อมมีประสงค์ที่ชัดเจนครั้นพระองค์จะนิ่งดูดาย แสร้งทำเป็นไม่สนใจเหมือนที่ผ่านมาคงจะไม่ได้แล้ว

                    ฮ่องเต้มีคำสั่งให้เมืองเหอผิงจัดเวรยามเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันศัตรูที่อาจจะบุกเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ในขณะเดียวกัน ได้มีการเสริมกำลังทหารตามแนวชายแดนที่อยู่ใกล้กับเมืองเทียนเฉิงให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น แม้ศักยภาพของเมื่องนี้จะไม่ใช่กองกำลังทหารที่เข้มแข็งมากนักก็ตามแต่หากรัชทายาทแห่งเหอฉี อยากจะใช้คนพวกนี้มาก่อนความวุ่นวาย ก็เป็นเรื่องที่อาจจะเป็นไปได้เช่นกัน

                ในขณะเดียวกัน ทางแคว้นเหอฉีก็มีความเคลื่อนไหวมากมายไม่แพ้กัน แม่ทัพคนใหม่อย่างหลี่ซือได้เรียกเกณฑ์ทหารเพิ่มมากขึ้น และมีการฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นตลอดเวลารายได้ที่มากขึ้นจากการทำการค้าที่ใต้เท้าลี่ถังควบคุมอยู่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ จนมีความทันสมัยกลุ่มชายฉกรรจ์จากเมืองหมิงและเทียนเฉิง ถูกเกณฑ์เข้ามาร่วมในการฝึกครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

                ก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดมากไปกว่านี้  ฮ่องเต้ได้ตัดสินใจที่จะทำบางสิ่งบางอย่างที่ขัดกับความรู้สึกของทุกคนนั่นคือ พระองค์แจ้งถึงความประสงค์ที่จะเสด็จเยือนแคว้นเหอฉีอีกครั้ง

                การเสด็จเยือนในครั้งนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับทุกฝ่ายเป็นอย่างมากนอกจากฮ่องเต้จะไม่ได้บอกถึงจุดประสงค์ที่พระองค์จะเสด็จไปแล้วพระองค์ยังคงเชื่อมั่นในท่านอ๋องเป็นอย่างมาก แม้ทุกๆ คนจะคอยทัดทาน เพราะในตอนนี้คุณชายแห่งแคว้นเหอฉีได้เปิดเผยอย่างชัดเจนแล้วว่าปรารถนาที่จะขึ้นเป็นฮ่องเต้การเยือนในครั้งนี้ จึงเหมือนกับการเข้าไปในดินแดนของศัตรูที่ไม่มีใครสามารถรับประกันความปลอดภัยได้เลย

                “เราไม่ได้ไปหาศัตรูเราแค่อยากไปหาน้องชายของเรา มีหรือ เขาจะให้ความปลอดภัยกับเราไม่ได้”  คำดำรัสของพระองค์ มองท่านฮ่องเป็นดั่งน้องชายไม่ได้สร้างความสบายใจให้กับขุนนางคนอื่นเลยแม้แต่น้อย

                “เรารู้ดีว่าพวกท่านทุกคนเป็นห่วงความปลอดภัยของเราเราก็ทราบถึงความเสี่ยงในครั้งนี้ดีกว่าใคร คุณชายชิงอวิ้นคนนั้นมันอาจจะดูโง่ๆทำอะไรโดยขาดความยังคิดไปบ้าง แต่เราเชื่อว่าต่อให้พวกเขาอยากจะฆ่าเรามากถึงเพียงใดก็ตาม  แต่ถ้าเราไปหาเขาถึงบ้านคงไม่มีใครกล้าทำกับแขกเช่นเราได้หรอก” ฮ่องเต้ยังคงยืนยันคำเดิม

                เมื่อไม่อาจทันทานความประสงค์ของพระองค์ได้แล้วเหล่าบรรดาขุนนางก็ทำได้เพียงแค่ยอมรับมัน การวางแผนการเดินทางรวมถึงการวางกำลังอารักขา เพื่อคุ้มกันฮ่องเต้ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีมีการส่งสายลับเข้าไปปะปนกับคาราวานสินค้าที่เดินทางไปมาระหว่างสองเมือง เพื่อไปหาข่าวในแคว้นเหอฉีหน่วยลาดตระเวนถูกส่งไปตรวจสอบเส้นทางนับสิบรอบ ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ

                ฝ่ายเหอฉีเองบัดนี้กลับมีความกังวลเป็นอย่างมากกับการเสด็จเยือนในครั้งนี้ พวกเขาไม่ทราบว่าฮ่องเต้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่จึงเสด็จมาในเวลาเช่นนี้

                การประชุมราชกิจในช่วง 2-3วันที่ผ่านมา มีแต่ประเด็นของการเสด็จเยือนในครั้งนี้แต่เหล่าขุนนางกลับไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า พระองค์เสด็จมาเพื่ออะไร

                “พวกเจ้านี้ใช้ไม่ได้สักคน”รัชทายาทบันดาลโทสะออกมา เมื่อเห็นว่าขุนนางทุกคนไม่มีใครสามารถให้ความคิดเห็นที่ตรงใจกับพระองค์ได้มิหนำซ้ำพวกเขาก็ไม่ได้มีแผนอะไรรองรับกับการมาเสด็จเยือนในครั้งนี้เลย

                “หวังหย่งอยู่ไหน  ข้าอยากได้ความเห็นของเจ้า”เมื่อเห็นว่าหมดหนทางแล้วที่จะได้ความเห็นที่ดีๆ จากคนที่มีอยู่รัชทายาทจึงเรียกหาหวังหย่งในทันที

                “เขาไม่ได้เข้าร่วมประชุมราชกิจนานแล้ว”  หวังเหล่ยรายงาน

                “งั้นไปตามตัวมันมา”  รัชทายาทรับสั่งออกไป  หลี่ซือก้าวออกมาคัดค้านในทันที

                “บัดนี้คนผู้นั้นถูกปลดจากตำแหน่งขุนนางแล้ว อีกอย่างล่าสุดที่เราพบเห็นเขานั้น  ดูเหมือนว่าสุขภาพของเขาก็ใช่ว่าจะดีนัก  เห็นทีจะไม่เหมาะหากจะให้เขาเข้าร่วมประชุมกับพวกเรา”หลี่ซือหันไปถามความเห็นของขุนนางคนอื่น ก็มีเสียงตอบรับกลับมาจากขุนนางหลายคนเขาจึงกล่าวต่อไป

                “มันชัดเจนอยู่แล้วว่าฮ่องเต้มีเจตนาจะยั่วยุเรา การเสด็จมาในครั้งนี้เหมือนเป็นการท้ารบหากปล่อยให้ฮ่องเต้พร้อมกับกองทัพของพระองค์ย่างกรายเข้ามาในเมืองนี้  หม่อมฉันเกรงว่า มันยิ่งแสดงให้เห็นถึงงความอ่อนแอของพวกเราคนพวกนั้นจะยิ่งได้ใจ ไม่คิดจะเกรงกลัวพวกเราอีกต่อไปบัดนี้กองทัพของเรามีความเข้มแข็งกว่าแต่ก่อนมากแล้วเราควรนำทัพออกไปตั้งรับที่หน้าประตูเมือง ต่อให้พวกนั้นจะมากันมากแค่ไหนกำแพงเมืองแห่งนี้ แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องพวกเราได้  อาวุธยุทโธปกรณ์ของเราก็ไม่ได้ด้อยกว่า กระหม่อมคิดว่าเราไม่ควรให้พวกเขาเหยียบเข้ามาในเมืองของเราในเวลาเช่นนี้” 

                “เจ้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคิดหรือว่า ทหารในมือของเจ้าจะสามารถเอาชนะทัพหลวงเป็นแสนๆ นายได้”  เฟยฉี อดีตเสนาบดีกลาโหมคัดค้านทันทีเขาเองไม่พอใจหลี่ซืออยู่ก่อนแล้ว ที่เข้ามาแย่งตำแหน่งของเขาแม้เขาจะได้ตำแหน่งเสนาบดีกรมพระคลังมาครอบครองก็ตามแต่เขาไม่เคยภูมิใจเท่ากับการเป็นเสนาบดีกลาโหมเลย ที่สำคัญงานในกรมพระคลังทั้งหมด ก็ถูกอัครมหาเสนาบดีลี่ถังควบคุมไว้ทั้งหมดอยู่แล้ว เขาเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดที่ไร้ซึ่งอำนาจเท่านั้น

                “ท่านกลัวข้าจะได้ความดีความชอบใช่หรือถึงได้ออกมาห้ามข้าเช่นนี้”  หลี่ซือได้ทีถามกลับไป

                “กี่ครั้งแล้วที่เราออกรบพร้อมกับแม่ทัพด้อยประสบการณ์ ทุกท่านก็เห็นแล้วว่าผลเป็นอย่างไรบัดนี้ ฮ่องเต้เสด็จมาเยือนที่นี่ ชัดเจนแล้วว่า พระองค์ย่อมมาดี หาไม่แล้วพระองค์คงไม่ให้คนส่งข่าวมาบอกล่วงหน้าเช่นนี้ ทำไมเราจะต้องเป็นกังวลด้วยเล่าในเมื่อสภาพของเราตอนนี้ หากพระองค์อยากจะโจมตีพวกเราพระองค์ไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าด้วยซ้ำ ทัพหลวงนับแสน พร้อมแม้ทัพคนเก่งอีกมากมายหลายสิบคนแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่พวกเขาจะจัดการพวกเราได้ภายในวันเดียว”  เสียงตะโกนดังออกมาจากด้านนอกท้องพระโรงพร้อมกับคนๆ หนึ่งเดินเข้ามา

                “หวังหย่ง” รัชทายาทอุทานเบาๆ

                    หวังหย่งในสภาพอิดโรยของคนป่วยก้าวเข้ามาในท้องพระโรงอย่างช้าๆ ขุนนางทุกคนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ที่ได้พบหวังหย่งที่นี่อีกครั้ง ไม่มีใครนึกว่าหวังหย่งที่ถูกปลดไปแล้วจะมีใจเป็นห่วงบ้านเมืองยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้  เพียงแต่ว่าสภาพของเขาในตอนนี้ดูเหมือนจะทรุดโทรมหนักขึ้นไปอีกสีหน้าของเขาไม่ได้ดีขึ้นเลย จากการปรากฏตัวของเขาในครั้งก่อน

                “ได้ยินว่าพระองค์เรียกหากระหม่อม”หวังหย่งเข้าไปคารวะรัชทายาทเสร็จแล้วก็หันหน้าไปหาแถวขุนนางที่ยืนตะลึงอยู่ในเบื้องหลัง

                “สภาพเช่นเจ้าในเวลานี้จะทำอะไรได้ฮ่าๆๆๆ” เสียงตะโกนดังมาจากแถวขุนนางด้านหลังพร้อมกับเสียงหัวเราะดังตามมา

                “การศึกต้องใช้สมองหาใช่กำลังเพียงอย่างเดียว ตัวข้าแม้จะป่วยไข้ แต่สมองของข้ายังทำงานอยู่ ไม่เหมือนกับพวกท่าน”หวังหย่งสวนกลับไปทันที

                “นี่เจ้ามีสิทธิอะไรมาใช้วาจาสามหาวเช่นนี้”ขุนนางหลายคนไม่พอใจ ได้ตะโกนสวนกลับมาเช่นกัน

                “ให้เขาพูดให้จบก่อน”รัชทายาทยกมือห้าม พร้อมกับผายมือเชิญให้หวังหย่งพูดต่อไป

                “ข้าแปลกใจเหลือเกินที่เจ้าคิดจะเอากองกำลังเล็กๆของเจ้าไปต่อกรกับทัพหลวงเช่นนี้” หวังหย่งหันไปยิ้มเยาะใส่หลี่ซือ   “บัดนี้เราไม่มีอะไรที่จะไปต่อกรกับพระองค์ได้ทำไมพวกท่านจึงคิดจะเปิดศึกด้วยเล่า ไหนๆ แผ่นดินนี้ก็เป็นของพระองค์อยู่แล้วพระองค์จะเสด็จไปไหนก็เป็นสิทธิ์ของพระองค์ หากอยากจะเอาตัวให้รอด สิ่งที่พวกเราควรกระทำก็คือการคุ้มกันขบวนเสด็จให้ปลอดภัย พระองค์ไม่ต้องการอะไรจากพวกเรามากไปกว่าความจงรักภักดีอย่าให้คำร่ำลือที่คนเขาพูดกันมันเป็นจริงในเวลานี้ ข้าเชื่อว่าพระองค์เสด็จมาในครั้งนี้ย่อมมีบางอย่างที่สำคัญมากที่พระองค์จะต้องเสด็จมาจัดการด้วยพระองค์เองแต่คงจะไม่ใช่จะมารบทัพจับศึกกับพวกเราหรอกเรื่องนี้ปล่อยให้ฮ่องเต้กับท่านอ๋องจัดการกันเอง พวเราทางนี้อย่าเคลื่อนไหวใดๆเลยจะดีกว่า”

                “เจ้ากำลังบอกว่าที่พระองค์เสด็จมาเพียงเพราะอยากจะมาหาท่านอ๋องงั้นหรือ” อัครมหาเสนาบดีลี่ถังถามแทรกขึ้นมา

                “ถูกต้อง ในเมื่อพระองค์บอกเช่นนั้นก็คงเป็นเช่นนั้น เชื่อเถอะ สิ่งที่พวกท่านทำอยู่ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับพระองค์แม้แต่น้อย แต่หากพวกท่านเลือกทำอะไรโง่ๆ ดั่งเช่นที่โอรสของใต้เท้าเสนอมา   ข้าเชื่อเหลือเกินว่า ลูกหลานของพวกท่านทุกคนคงจะไม่มีแผ่นดินให้อยู่เป็นแน่”

                สิ้นคำพูดของหวังหย่งความเงียบเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้แต่นิ่งคิดอยู่เงียบๆ ทุกคนรู้ดีว่าต่อให้ในตอนนี้เหอฉีจะมีกองกำลังที่เข้มแข็งมากเพียงใดแต่หากเทียบกับเมืองหลวงแล้วนั้น ยังห่างชั้นนัก ความคิดโง่ๆ ของหลี่ซือ แสดงให้เห็นว่า อำนาจที่ตกอยู่ในมือคนที่ไม่เหมาะสมมันอันตรายเพียงใด

                ได้หวังหย่งมาช่วยเตือนสติรัชทายาทก็เริ่มคิดได้

                “สั่งทุกหน่วยงานให้เตรียมการรับเสด็จฮ่องเต้ดั่งเช่นที่หวังหย่งได้บอกมาจัดกองกำลังอารักขาอย่าให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นเด็ดขาดความปลอดภัยของพระองค์คือสิ่งสำคัญที่สุด เราจะเก็บงำความปรารถนาในใจเอาไว้ และต้อนรับพระองค์อย่างสมพระเกียรติ”รัชทายาทรับสั่งออกมา โดยมีเหล่าขุนนางน้อมรับอย่างพร้อมเพรียง

                    “หม่อมฉันเกรงว่า การต้อนรับคงไม่จำเป็น”หวังหย่งคัดค้าน

                “ทำไมจะไม่จำเป็นด้วยเล่าพวกเราจะต้องแสดงละครให้แนบเนียนที่สุด” รัชทายาทไม่ฟังคำคัดค้านของหวังหย่งยังคงยืนกรานที่จะจัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่หวังหย่งเห็นดังนั้นก็หมดคำจะคัดค้าน เป็นอีกครั้งที่เขารู้ตัวว่า บัดนี้เขาคงหมดความสำคัญต่อคนพวกนี้แล้วได้แต่เดินส่ายหน้าออกจากท้องพระโรงไป ทั้งๆ ที่การประชุมยังไม่จบด้วยซ้ำ

    ………………………………………….

                “ท่านไปช่วยพวกเขาอีกแล้วเหรอ”องค์หญิงหนิงอันทำเสียงไม่พอใจเมื่อทราบว่าหวังหย่งแอบไปเข้าร่วมประชุมขุนนางทั้งๆ ที่เขาถูกปลดออกแล้ว

                “ข้าไม่ได้ช่วยพวกเขาหรอกข้าช่วยบ้านเมืองของเราต่างหาก”

                “ดูสิ่งที่คนพวกนั้นทำกับท่านท่านพี่ก็ยังคอยช่วยเหลือพวกเขาอยู่อีก”

                “พวกเขาที่ไหนกันนั่นคือเสด็จพี่ของเจ้านะ”

                “เสด็จพี่เหรอถ้าเขาจะรู้สึกว่าพวกเราเป็นน้องของเขาบ้างก็คงจะดีไม่น้อย”

                “เจ้าอย่าคิดมากไปเลย อย่างไรเสียมันก็คือบ้านเมืองของเรา อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยกันไปอย่าเอาความโกรธมาทำให้เสียหายต่อบ้านเมืองเลย”

                “แล้วพวกเขาว่าอย่างไรพวกเขาจะเชื่อฟังท่านหรือ”

                “เชื่อสิเจ้ารู้มั้ยว่าพวกเขาจะทำอย่างไร” หวังหย่งทำเสียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะถามต่อ“พวกนั้นจะยกทัพไปดักรอที่ประตูเมือง พวกเขาจะเปิดสงครามกับฮ่องเต้ ฮ่าๆ”

                “ใครกันที่คิดอะไรโง่ๆ เช่นนี้”

                “จะเป็นใครอีกละถ้าไม่ใช่คนที่พระชายาอยากจับคู่ให้กับเจ้า ฮ่าๆๆๆ”

                “ท่านพี่ชอบล้อน้องอยู่เรื่อยเลยใครจะไปเอากับคนแบบนั้น” เสียงหัวเราะของหวังหย่งเงียบไป พร้อมๆ กับสีหน้าของเขาที่เปลี่ยนไปในทันที

                “มีเรื่องใดอีกหรือที่ท่านพี่ไม่สบายใจ”

                “ข้าเกรงว่า การเสด็จมาในครั้งนี้จะเป็นการยื่นคำขาดในสิ่งที่รัชทายาทกำลังทำอยู่ ฮ่องเต้คงปรารถนาจะให้ท่านอ๋องวางตัวให้ชัดเจนว่าจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ข้ากังวลเหลือเกินว่าอีกไม่นานสงครามครั้งใหม่คงจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่ข้าทำในวันนี้เป็นเพียงการยืดเวลาออกไปได้เล็กน้อยเท่านั้น” เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของหวังหย่งในตอนนี้มีแต่ความเครียดและจริงกับสิ่งที่เขาได้กล่าวออกมา

                “แต่เสด็จพ่อพูดเสมอว่าตราบใดที่เสด็จพ่อยังอยู่ จะไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเรา”

                “แน่นอน ไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเราหรอกแต่ครั้งนี้เป็นพวกเราที่เริ่มลงมือก่อน ฮ่องเต้คงจะยอมไม่ได้อีกแล้วที่สำคัญ”  หวังหย่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เครียดกว่าเก่าพร้อมกับจ้องมองหน้าองค์หญิงเหมือนจะบอกความลับอะไรบางอย่าง

                “เท่าที่ข้ารู้มาความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองใช่ว่าจะดีนักนับตั้งแต่ที่เสด็จพ่อของเจ้าไปสังหารคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งจนหมดสิ้นดูเหมือนว่าในจำนวนนั้น มีคนรักของฮ่องเต้รวมอยู่ด้วยแม้พ่อของเจ้าจะบอกว่าสตรีผู้นั้นจะเสียชีวิตจากโรคระบาดไปก่อนหน้านั้นแล้วแต่ฮ่องเต้ยังไม่ปักใจเชื่อมากนัก จากนั้นดูเหมือนความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเปลี่ยนไป เจ้าไม่เคยสังเกตหรือว่าทำไมฮ่องเต้จึงยกเมืองนี้ให้กับเสด็จพ่อของเจ้า แต่กลับเอาขุนพลคนอื่นๆไปอยู่ที่เมืองเหอผิง นั่นเพราะพระองค์ห่วงว่าเสด็จพ่อของเจ้าอาจจะคิดการใหญ่ขึ้นมาในสักวันและหากวันนั้นมาถึงเมืองเหอผิงจะเป็นปราการชั้นยอดที่คุ้มกันเมืองหลวงได้เจ้าไม่เคยเห็นหรือว่า นับตั้งแต่ที่เสด็จพ่อสร้างเมืองนี้ขึ้นมาฮ่องเต้ไม่เคยเสด็จมาที่นี่แม้แต่ครั้งเดียว นั่นเพราะแม้ว่าพวกเขาจะบอกว่าเป็นพี่น้องกัน แต่ในใจลึกๆ แล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้แน่นแฟ้นเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว” หวังหย่งเล่าสิ่งที่เขารู้มาให้องค์หญิงฟัง

                “เช่นนี้สถานะของพวกเราก็น่ากลัวยิ่งนัก”

                “ถูกต้องแม้พระองค์จะตรัสเสมอว่าจะมอบบัลลังก์ให้กับเสด็จพ่อ แต่พระองค์ก็ไม่เคยทำและจะไม่มีวันทำมันอีกแล้ว” หวังหย่งสรุปทิ้งท้ายก่อนที่คนทั้งสองจะนั่งคิดเรื่องราวต่อไปเงียบๆ โดยไม่ได้พูดคุยกันอีกเลย

    คล้ายกับเรื่องท่านอ๋องคนต่อไป ต้องเป็นข้า ที่คุณอ่าน