สามวันต่อมา ณ ประตูเมืองทิศตะวันตก ซึ่งเป็นจุดนัดพบสำหรับภารกิจใหม่ "เบลด" หรือหลี่ชิงในชุดคลุมและหน้ากาก ก็ได้มาพบกับสมาชิกทีมเหยี่ยวเหล็กอีกครั้ง คร็อก บาร์ก และซิลค์ อยู่กันพร้อมหน้า พวกเขาดูเตรียมพร้อมและจริงจังกว่าครั้งก่อน อุปกรณ์และอาวุธถูกขัดเช็ดจนแวววาว และมีสัมภาระเพิ่มเติมที่ดูเหมือนจะเป็นอุปกรณ์ปีนเขาและเครื่องมือพิเศษ
"มาตรงเวลาดีนี่ เบลด" คร็อกทักทายตามปกติ แต่แววตาที่มองมานั้นมีความคาดหวังและยอมรับมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "พร้อมสำหรับงานใหญ่รึยัง?"
หลี่ชิงเพียงแค่พยักหน้าเป็นการตอบรับ
ไม่นานนัก กลุ่มผู้ว่าจ้างก็เดินทางมาถึง นำโดยชายสูงอายุชาวตะวันตก ผมสีดอกเลา สวมชุดสำรวจอย่างดี ท่าทางดูภูมิฐานและมีความมุ่งมั่นในแววตา เขาคือ "ศาสตราจารย์ อาร์มิเทจ" นักโบราณคดีชื่อดังผู้เชี่ยวชาญเรื่องอารยธรรมก่อนยุคเกท ตามมาด้วยผู้ช่วยอีกสองสามคน เป็นนักศึกษาหนุ่มสาวที่ดูตื่นเต้นระคนกับความประหม่า และคนงานอีกสองสามคนที่ช่วยขนอุปกรณ์สำรวจขนาดใหญ่หลายชิ้น
"ทีมเหยี่ยวเหล็กสินะ ข้าคือศาสตราจารย์อาร์มิเทจ" เขากล่าวแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ "พวกท่านคงทราบรายละเอียดภารกิจคร่าวๆ แล้ว เป้าหมายของเราคือ 'นครลอยฟ้าที่สาบสูญ' ข้าต้องการให้พวกท่านคุ้มกันทีมสำรวจของข้า เข้าไปจนถึง 'หอจารึกดารา' ที่อยู่ใจกลางนคร เพื่อทำการศึกษาจารึกและเก็บตัวอย่างวัตถุโบราณ"
"นครลอยฟ้า..." บาร์กพึมพำเบาๆ "ข้าเคยได้ยินแต่ในตำนาน ไม่คิดว่ามันจะมีอยู่จริง"
"มันมีอยู่จริง" ศาสตราจารย์ยืนยัน "ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเมฆาบนยอดเขาสูงชันที่สุดของเทือกเขามังกรค้ำฟ้า การเดินทางขึ้นไปนั้นอันตราย และตัวนครเองก็เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง กับดักโบราณ และอาจจะมี 'ผู้พิทักษ์' ที่ยังคงทำงานอยู่ด้วย ข้าจึงต้องการทีมคุ้มกันที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่จะหาได้" เขากวาดตามองสมาชิกทีมเหยี่ยวเหล็ก และหยุดสายตาที่เบลดเป็นพิเศษ "โดยเฉพาะ 'นักดาบสวมหน้ากาก' ผู้นี้ ข้าได้ยินชื่อเสียงเรื่องฝีมือดาบอันน่าทึ่งของเจ้ามา หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ"
ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของ "เบลด" จะเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นจริงๆ แล้ว หลี่ชิงเพียงแค่พยักหน้ารับเงียบๆ
"ไม่ต้องห่วง ศาสตราจารย์ พวกเราเหยี่ยวเหล็กรับงานแล้ว ไม่เคยทำให้ลูกค้าผิดหวัง" คร็อกกล่าวรับประกัน "เราเตรียมอุปกรณ์ปีนเขาและรับมือกับสภาพอากาศบนที่สูงมาพร้อมแล้ว ส่วนเรื่องอันตรายในนคร... ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเอง"
หลังจากตกลงรายละเอียดขั้นสุดท้ายและตรวจสอบอุปกรณ์แล้ว ขบวนเดินทางก็เริ่มต้นขึ้น พวกเขาไม่ได้เดินทางด้วยเท้าเหมือนครั้งก่อน แต่ใช้ "เรือเหาะขนาดกลาง" ที่ศาสตราจารย์เช่าเหมาลำมา เพื่อบินขึ้นไปยังบริเวณใกล้เคียงกับนครลอยฟ้า ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางบนพื้นราบไปได้มาก
เมื่อเรือเหาะบินสูงขึ้นเหนือเมฆ ทิวทัศน์เบื้องล่างก็กลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ นครลอยฟ้าที่สาบสูญค่อยๆ ปรากฏให้เห็นอยู่ไกลๆ มันคือกลุ่มสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่งที่สร้างจากโลหะและหินสีขาว ลอยตัวอยู่บนก้อนเมฆหนาทึบราวกับเกาะกลางอากาศ มีสะพานเชื่อมต่อระหว่างอาคารต่างๆ และมีหอคอยสูงเสียดฟ้าหลายแห่งตั้งตระหง่านอยู่ แม้จะอยู่ในสภาพทรุดโทรมและมีร่องรอยความเสียหายอยู่ทั่วไป แต่มันก็ยังคงแผ่รังสีของความยิ่งใหญ่และความลึกลับออกมาอย่างน่าประหลาด
"โอ้... สวรรค์..." หนึ่งในผู้ช่วยของศาสตราจารย์อุทานออกมาอย่างตกตะลึง
"นี่คือมรดกของอารยธรรมที่หายสาบสูญ... พวกเขามีเทคโนโลยีที่สูงส่งเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้" ศาสตราจารย์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ "แต่ก็น่าเสียดายที่มันต้องมาพังพินาศลง... ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น"
เรือเหาะไม่สามารถเข้าไปใกล้ตัวนครได้มากนักเนื่องจากมีกระแสลมแปรปรวนและสนามพลังงานบางอย่างรบกวนอยู่ พวกเขาจึงต้องลงจอดยังชะง่อนผาที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วใช้ทักษะการปีนเขาและอุปกรณ์ช่วยเหลือในการเดินทางต่อเข้าไปยังตัวนคร
การเดินทางช่วงนี้อันตรายและท้าทายอย่างยิ่ง พวกเขาต้องปีนป่ายหน้าผาที่สูงชัน ข้ามสะพานแขวนที่ใกล้จะขาด และต้องคอยระวังแผ่นหินที่อาจจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ ซิลค์ใช้ความคล่องแคล่วในการนำทางและตรวจสอบความมั่นคงของเส้นทาง บาร์กใช้พละกำลังในการสร้างจุดยึดเชือก ส่วนคร็อกก็คอยดูแลความปลอดภัยของศาสตราจารย์และทีมงาน หลี่ชิงนั้นเคลื่อนไหวได้อย่างง่ายดายด้วยค่าความว่องไวที่สูงส่ง เขามักจะปีนนำหน้าไปพร้อมกับซิลค์ และคอยระวังภัยจากด้านบน
ในที่สุด พวกเขาก็สามารถเหยียบย่างเข้าไปในเขตนครลอยฟ้าได้สำเร็จ ซากปรักหักพังของอารยธรรมโบราณแผ่กว้างอยู่ตรงหน้า ทางเดินที่เคยงดงามบัดนี้แตกร้าวและมีวัชพืชแปลกๆ ขึ้นปกคลุม อาคารต่างๆ ทรุดโทรมแต่ก็ยังคงตั้งตระหง่านอวดโครงสร้างอันซับซ้อน อากาศที่นี่เย็นและเบาบาง มีเสียงลมพัดหวีดหวิวผ่านซากอาคารตลอดเวลา
"ระวังตัวด้วยทุกคน" คร็อกเตือนเสียงเข้ม "จากข้อมูลที่ข้าได้มา นครแห่งนี้ไม่ได้ร้างอย่างที่เห็น มันมีระบบป้องกันตัวเอง และมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างปรับตัวให้อยู่ที่นี่ได้"
คำเตือนของคร็อกเป็นจริงแทบจะในทันที! ขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านลานกว้างแห่งหนึ่ง แผ่นศิลาบนพื้นก็เลื่อนเปิดออก! เผยให้เห็นช่องว่างเบื้องล่าง!
"กับดัก!" ซิลค์ตะโกนเตือน แต่ก็สายไปเล็กน้อย! ผู้ช่วยศาสตราจารย์คนหนึ่งเสียหลักกำลังจะร่วงลงไป!
วูบ! หลี่ชิงใช้ [ฟันดาบฉับพลัน] เคลื่อนที่ไปคว้าแขนของผู้ช่วยคนนั้นไว้ได้ทันเวลาพอดี! แล้วดึงเขากลับขึ้นมายืนบนพื้นได้อย่างปลอดภัย
"ขะ... ขอบคุณมาก!" ผู้ช่วยคนนั้นกล่าวเสียงสั่น หน้าซีดเผือด
"รอบคอบกว่านี้หน่อย!" คร็อกตวาดใส่ผู้ช่วยคนนั้น ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้หลี่ชิง "ขอบใจมาก เบลด"
พวกเขาเดินทางต่อไปอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น ซิลค์ต้องใช้ทักษะทั้งหมดในการตรวจสอบและปลดชนวนกับดักต่างๆ ทั้งแผ่นกด, ลำแสงพลังงาน, หรือลูกดอกอาบยาพิษที่ยิงออกมาจากผนัง แต่แล้ว พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับ "ผู้พิทักษ์" ของนครแห่งนี้เข้าจนได้
มันคือ "โกเลมศิลาเวหา" หุ่นยนต์รบโบราณที่สร้างจากหินสีขาวและโลหะที่ไม่รู้จัก รูปร่างคล้ายมนุษย์แต่สูงใหญ่กว่าสามเมตร ดวงตาของมันเป็นเลนส์สีแดงก่ำ แขนข้างหนึ่งเป็นสว่าน อีกข้างเป็นค้อน มันเคลื่อนที่เข้ามาหาพวกเขาอย่างเงียบเชียบแต่รวดเร็ว! ระดับ Lv 60+
"ศัตรู!" คร็อกคำราม "ตั้งขบวนรับมือ! บาร์ก! เข้าปะทะ! เบลด! เข้าสนับสนุนบาร์ก! ซิลค์! หาจุดอ่อนมัน! ศาสตราจารย์! ถอยไปอยู่ข้างหลัง!"
บาร์กคำรามเสียงดัง เหวี่ยงขวานเข้าปะทะกับโกเลมอย่างเต็มแรง!
เคร้งงง! เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่น! บาร์กถึงกับเซถอยหลังไปเล็กน้อย! "บ้าเอ๊ย! แข็งชิบ!"
โกเลมตอบโต้ด้วยการเหวี่ยงค้อนเข้าใส่บาร์ก!
หลี่ชิงพุ่งเข้าไปช่วยทันที! "[กำแพงดาบ]!" เขายกดาบขึ้นป้องกันการโจมตีนั้นไว้ได้! แต่แรงปะทะก็ยังหนักหน่วงจนเขารู้สึกได้!
"[เพลงดาบวายุ]!" เขาเปิดใช้งานสกิลเสริมความเร็ว โจมตีเข้าใส่ข้อต่อและส่วนที่ดูเปราะบางของโกเลมอย่างต่อเนื่อง!
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! ดาบเหล็กดาราของเขาสามารถสร้างรอยร้าวบนเกราะหินของโกเลมได้!
"ทางซ้าย! แขนสว่านนั่น!" ซิลค์ตะโกนบอกจุดอ่อนที่เธอสังเกตเห็น
หลี่ชิงไม่รอช้า! "[ฟันดาบฉับพลัน]!" เขามุ่งเป้าไปที่แขนสว่าน!
ฉึก! เปร๊าะ! ดาบแทงทะลุเข้าไปในกลไกแขนสว่านได้สำเร็จ! ทำให้แขนข้างนั้นหยุดทำงานทันที!
โกเลมคำรามเสียงแหบแห้ง มันหันมาใช้ค้อนทุบใส่หลี่ชิงอย่างบ้าคลั่ง!
"หลบเร็ว!" คร็อกตะโกนเตือน
แต่หลี่ชิงกลับยืนหยัดรับมือ! เขายังคงเปิด [เพลงดาบวายุ] และ [กำแพงดาบ] ไว้! ดาบในมือตวัดปัดป้องและสวนกลับอย่างต่อเนื่อง! แสดงให้เห็นถึงทักษะดาบอันน่าทึ่งและความเร็วที่เหนือมนุษย์!
ในที่สุด ด้วยการประสานงานกันของทีมเหยี่ยวเหล็ก บาร์กคอยดึงความสนใจ ซิลค์ชี้จุดอ่อน คร็อกยิงสนับสนุนจากระยะไกล และพลังโจมตีอันมหาศาลของหลี่ชิง พวกเขาก็สามารถทำลายแกนพลังงานของโกเลมศิลาเวหาลงได้สำเร็จ!
"แฮ่ก... แฮ่ก... แข็งแกร่ง... สมกับเป็นผู้พิทักษ์นครโบราณจริงๆ" คร็อกพูดอย่างเหนื่อยหอบ เขามองไปยังเบลดด้วยความทึ่ง "ฝีมือดาบของเจ้านี่มัน... พัฒนาขึ้นอีกแล้วรึเปล่าเนี่ย? ข้านึกว่าตอนนั้น เจ้าใช้พลังเต็มที่แล้วเสียอีก"
หลี่ชิงเพียงแค่ส่ายหน้า ไม่ได้ตอบอะไร เขาเก็บดาบเข้าฝักตามเดิม
หลังจากจัดการกับผู้พิทักษ์ตนแรกไปได้ พวกเขาก็เดินทางต่อไปอย่างยากลำบากยิ่งขึ้น ต้องเผชิญหน้ากับกับดักที่ซับซ้อนกว่าเดิม และผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งขึ้นอีกหลายตน ทั้ง "วิหคผลึก" ที่ยิงสะเก็ดผลึกแหลมคมออกมาได้ หรือ "อสูรเงามายา" ที่สามารถล่องหนและสร้างภาพลวงตาได้ ทุกครั้งที่เกิดการต่อสู้ หลี่ชิงในฐานะ "เบลด" ก็จะเป็นกำลังหลักในการเข้าปะทะและสร้างความเสียหายเสมอ ทำให้ทีมเหยี่ยวเหล็กเริ่มจะ "เคยชิน" กับความเก่งกาจอันเหลือเชื่อของเขาไปเสียแล้ว
ในระหว่างการเดินทาง ศาสตราจารย์อาร์มิเทจก็ทำงานของเขาอย่างขะมักเขม้น เขาตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่ค้นพบ ทั้งจารึกบนผนัง, เศษวัตถุโบราณ, หรือภาพวาดฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของอารยธรรมที่หายสาบสูญนี้
"น่าทึ่งมาก!" ศาสตราจารย์ร้องออกมาขณะกำลังตรวจสอบจารึกภาษาโบราณบนแผ่นศิลาขนาดใหญ่ "จารึกนี้กล่าวถึง 'แหล่งพลังงานแกนกลาง' ที่ให้พลังงานแก่นครแห่งนี้... และดูเหมือนว่า... พวกเขาจะสามารถ 'ควบคุม' หรือ 'เชื่อมต่อ' กับพลังงานที่คล้ายกับ 'เกท' ได้ด้วย!"
"อะไรนะ?! ควบคุมเกทงั้นเรอะ?!" คร็อกเบิกตากว้าง "เป็นไปได้ยังไงกัน?!"
"ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจในรายละเอียด" ศาสตราจารย์ส่ายหน้า "แต่จารึกนี้มันบ่งบอกถึงเทคโนโลยีหรือความเข้าใจในมิติพลังงานที่สูงส่งกว่าพวกเราในปัจจุบันมากนัก... บางที... ต้นกำเนิดของเกทที่ปรากฏขึ้นในยุคของเรา อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับอารยธรรมโบราณเหล่านี้ก็เป็นได้"
หลี่ชิงที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ รู้สึกสนใจในข้อมูลนี้เป็นอย่างมาก ต้นกำเนิดของเกท... มันอาจจะเกี่ยวข้องกับการตายของครอบครัวเขา และอาจจะเกี่ยวข้องกับคลาส [ดาบ] ของเขาด้วยก็ได้ เขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์บางอย่างบนจารึกนั้น... มันเป็นรูปดาบที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่าง... สัญลักษณ์ที่ดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด...
‘สัญลักษณ์นี่... เหมือนกับ...’ เขานึกย้อนไปถึงตอนที่เขาปลุกพลังครั้งแรก แต่ก็ยังนึกไม่ออกชัดเจน ‘มันมีความหมายอะไรกันแน่?’
ในที่สุด หลังจากฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย พวกเขาก็เดินทางมาถึงเป้าหมายหลัก "หอจารึกดารา" มันคือหอคอยทรงสูงที่ใจกลางนคร แม้จะดูทรุดโทรม แต่ก็ยังคงตั้งตระหง่านและแผ่พลังงานลึกลับออกมา แต่ทางเข้าหอคอยนั้น กลับถูกปิดผนึกไว้ด้วยประตูโลหะขนาดมหึมา และมี "ผู้พิทักษ์" ตนสุดท้ายยืนเฝ้าอยู่!
มันคือ "อัศวินดาราทองคำ" หุ่นยนต์รบที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ สวมเกราะสีทองอร่ามทั้งตัว ในมือถือดาบใหญ่ที่เปล่งแสงสีทองเรืองรองออกมา ออร่าพลังที่แผ่ออกมาจากตัวมันนั้นแข็งแกร่งและกดดันอย่างมหาศาล! ระดับ A หรืออาจจะ A Lv 70+
"นี่มัน... บอสใหญ่ของที่นี่สินะ" คร็อกกลืนน้ำลายเอื๊อก "ดูท่าทาง... จะแข็งแกร่งกว่าเจ้าโกเลมศิลาเวหานั่นหลายเท่า!"
"ทุกคน! เตรียมตัวรับมือ!" กัปตันทีมเหยี่ยวเหล็กคำราม "นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายแล้ว! เบลด! ข้าฝากความหวังไว้ที่เจ้า!"
หลี่ชิงพยักหน้ารับรู้ เขาก้าวออกมาข้างหน้า ชักดาบเหล็กดาราออกมา เผชิญหน้ากับอัศวินดาราทองคำตนนั้นโดยตรง แววตาภายใต้หน้ากากเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความตื่นเต้น! นี่คือบททดสอบที่แท้จริงของเขา!
การต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่อเข้าสู่ความลับของนครลอยฟ้า... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!...