ปลายทวนสีทองพุ่งเข้าถึงตัวของทิวแรงต้านจากพลังของทั้งสองฝั่งก็ปะทะกันอย่างรุนแรง คลื่นพลังแผ่ออกไปโดยรอบแสงสีขาวรอบกายเขากลับเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ ทิวที่ยืนต้านการโจมตีอยู่เขาพยายามยันตัวไปข้างหน้า ในชั่วขณะที่แสงสีขาวแผ่ซ่านออกมา ทวนสีทองของเ้า…ก็เริ่มสั่นไหว ในไม่นานก็เกิดะเิขึ้น เสียงะเิดังไปทั่วท้องพระโรงคลื่นพลังที่สะท้อนกลับทำให้พื้นที่ตรงจุดปะทะปริแตกเป็วงกว้างเปลวแสงสีทองและสีขาวตีกันจนกลืนทุกอย่างในสายตาก่อนจะหยุดลง
เศษหินและฝุ่นควันทั่วบริเวณกระทั่งสายลมเบา ๆ พัดพาฝุ่นควันให้ค่อย ๆ จางหาย ทุกสายตาจ้องมองอย่างตื่นตระหนกก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น นั่นคือ ทิวที่ยืนอยู่พร้อมกับสภาพร่างกายที่ไม่มีร่องรอยของการาเ็ไม่นานแสงสีขาวไหลวนรวมตัวกัน กลายเป็เงาร่างชัดเจน ร่างช้างเผือกสามหัวขนาดมหึมาอยู่ที่ด้านหลังของเขา
ร่างโปร่งใสเรืองประกายสีขาวนวลดุจศศิธรเกล็ดพลังระยิบระยับเหมือนแสงดาว ดวงตาสีเงินนิ่งมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างสงบ สิ่งนั้นคือศาสตราวุธช้างเอราวัณ
เ้า : นั่นมัน!
จันทร์ : ช้างเอราวัณ…คงเป็ศาสตราวุธของเ้าเด็กนั่นสินะ เหลือเชื่อเลย
ทิวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆแล้วเงยหน้ามองไปที่ด้านหลัง ไม่นานร่างช้างเผือกสามหัวจะหายไปกลายเป็แสงสีเงินเรืองรางอยู่กลางหน้าผากของเขา เผยให้เห็น เกราะอาวุธส่วนหัวที่มีถึง ระดับ 3
เอกที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับอ้าปากค้างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนเห็น ว่าทิวร่วมเดินทางมาด้วยกัน ในสายตาของเอกทิวเป็แค่คนธรรมดาคนนึง ซึ่งดูท่าทีไม่มีแววจะมีพลังอะไรแต่มาตอนนี้เขายืนอยู่ตรงหน้าพร้อมศาสตราวุธ และเกราะอาวุธั้แ่ครั้งแรกที่แสดงศาสตราวุธออกมาได้อีก
ทิวหันสายตาช้า ๆมองกลับไปยังเื้ัของตนเอง แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้หัวใจของเขากระตุกเขาสะดุ้งถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ในจังหวะที่เท้าของเขายังไม่ทันยืนมั่นช้างเผือกสามหัวตัวนั้นก็ย่างเข้ามาหาเขาอย่างช้า ๆ เ้าที่เห็นแบบนั้นแล้วแทนที่จะหวาดกลัวกับสิ่งอยู่เบื้องหน้า แต่ไม่เลยมันยิ่งทำให้เ้ารู้สึกอยากจะฆ่าพวกเขามากยิ่งขึ้น
ในขณะศัตรูทั้งสองคนให้ความสนใจกับทิวเอกค่อย ๆ พยุงตัวกล้าลุกขึ้นอีกครั้ง แล้วค่อยเดินไปหาทิว ทิวที่เห็นแบบนั้นแล้วเขาวิ่งไปรับตัวพี่ชายของเขาไว้ทันที ทิวโอบพี่ชายของเขาไว้แน่นก่อนจะเอ่ยถามเสียงสั่นด้วยความเป็ห่วง
ทิว : พี่กล้า!พี่เป็อะไรมากไหม!! เกราะอาวุธของพี่…
กล้า : ไม่..แค่นี้..พี่ไม่เป็อะไรหรอก
กล้ากล่าวตอบทิวพร้อมยิ้มจาง ๆทั้งที่ตัวของเขาอ่อนล้าแทบไม่มีแรงเหลือเขามองขึ้นไปยังแสงสีเงินที่ส่องวาบเหนือหน้าผากของน้องชายดวงตาของกล้าเบิกกว้างเล็กน้อย เขายกมือขึ้นลูบหัวทิวเบา ๆพร้อมยิ้มให้ด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนกล่าวขึ้น
กล้า : ไอ้ทิว…เอ็งแสดงศาสตราวุธออกมาได้แล้ว แถมยัง..มีเกราะอาวุธระดับสามั้แ่ครั้งแรกอีกด้วย…
ทิวชะงักเล็กน้อยเขายังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นภาพสะท้อนของเกราะอาวุธสีเงินเหนือหน้าผากในดวงตาของพี่ชายแต่ยังไม่ทันได้กล่าวอะไรออกมา เ้าขว้างทวนเทพราชัยในมือของเขา ให้พุ่งตรงมาหาสองพี่น้องทิวที่หันไปเห็น เขารีบคว้าตัวกล้าหลบไปอีกทางทันควันปลายทวนเฉียดหน้าไปเพียงเส้นผมแล้วพุ่งตรงไปแทงกับเสาของท้องพระโรงที่อยู่ด้านหลังแรงกระแทกทำให้พื้นเสารอยร้าวขึ้น ก่อนจะลอยวนกลับไปยังมือของเ้า
จากนั้นเ้าเริ่มเดินลากทวนตรงมาที่พวกกล้าและทิวเสียงปลายทวนที่เสียดสีกับพื้นหินดังกรีดเข้าในหูทุกคนสายตาของเขาจ้องมองไปยังสองพี่น้องด้วยความเกรี้ยวกราด จันทร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลเขาเหนี่ยวคันศรในมือขึ้นแล้วเล็งไปที่พวกเขา ทันใดนั้น เอกและรำพาที่เพิ่งลุกขึ้นมาได้รีบวิ่งไปยังสองพี่น้องทันที พวกเขายืนเคียงข้างกันอย่างไม่ลังเลพร้อมจะเผชิญหน้ากับศัตรูเบื้องหน้า กับศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่มีใครยอมใคร
ทางด้านของยุพินที่เห็นแบบนั้นเธอรู้ได้ทันทีว่าเมื่อทั้งสองฝั่งเข้าปะทะกันจะต้องเกิดการปะทะที่รุนแรงแน่เธอจึงค่อยลากร่างที่หมดสติของทิศใต้ ไปแอบหลังเสาต้นหนึ่งของท้องพระโรงอย่างเงียบๆ ก่อนจะชะเง้อมองสถานการณ์และหาจังหวะโจมตีช่วยอยู่ห่าง ๆ ด้วยความเป็ห่วง
ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้สายลมหนาวพัดพาไอร้อนระอุไปทั่วบริเวณ ทำให้การต่อสู้ได้เริ่มขึ้นโดยเ้าวิ่งไปข้างหน้า แล้วเปิดการโจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับ 1ราชันสะบัดฟ้า พลังสีทองปะทุขึ้นที่แขนขวาของเขาพื้นหินเบื้องล่างแตกร้าวจากแรงกดดันเพียงชั่วพริบตาก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งเข้าใส่ศัตรูด้วยความเร็วเหนือการมองเห็นเอกกับรำพาที่เห็นเขาวิ่งมา จึงตั้งท่ารับการโจมตีเต็มรูปแบบ
ทันทีที่เข้าใกล้เข้ามาร่างของเ้ากลับพลิกตัวออกไปอีกทาง เหลือไว้เพียงเงาจาง ๆของร่างสีทองที่ยังคงพุ่งเข้ามาอย่างจงใจหลอกตา และทันใดที่มันสลายหายไปในอากาศทั้งคู่ก็รู้ตัวทันทีว่าถูกหลอก
รำพา : เขา..หายไปไหนแล้ว!
เอก : นี่มันความสามารถบ้าบออะไรกัน!
เอกกับรำพาพยายามมองไปรอบ ทันใดนั้นเ้าเคลื่อนตัวฉับพลันไปอยู่ด้านหลังของกล้าโดยไร้สุ้มเสียงก่อนจะฟาดทวนใส่กลางหลังของเขาอย่างเต็มแรง
ทิวที่เห็นแบบนั้นเขาเหวี่ยงหมัดเข้าใส่เ้าทันทีแสงสีเงินเรืองวาบรอบหมัดของเขาพร้อมกับร่างของช้างเผือกสามหัวที่เคลื่อนตามการโจมตี หนึ่งในหัวของมันแหงนขึ้น พร้อมปกป้องนักรบของมันทว่ายังไม่ทันที่หมัดจะถึงตัว เ้าเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ทันใดนั้นเขาหายไปจากสายตาก่อนจะปรากฏขึ้น ด้านหลังของทิวแล้วถีบเขาที่กลางแผ่นหลังของเขาเต็มแรง แรงถีบทำให้ทิวกระเด็นล้มลงไปด้านหน้า
รำพาที่เห็นทิวโดนถีบกระเด็นไปเธอให้ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 2 ประกายแสงนิโลบล ขว้างปิ่นทองเข้าไปก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปตามแล้วสู้ในระยะประชิดกับเ้า เธอออกหมัด เตะ เข่า สลับฟาดด้วยสันมืออย่างรวดเร็วแต่ทว่า เ้าที่อยู่ในความสามารถของเกราะอาวุธนี้สามารถต้านการโจมตีกายภาพระดับต่ำไปจนถึงระดับกลางได้ทำให้ทุกการโจมตีของรำพาถูกต้านไว้ราวกับต่อยเหล็ก จนเธอต้องถอยห่างพยายามอ่านจังหวะหาจุดอ่อนของเขาเพื่อโจมตีแทน
ในจังหวะนั้นเองเ้าสามารถจับทางการเคลื่อนไหวของเธอได้แล้วเขาได้เหวี่ยงทวนในมือไปฟาดใส่เธออย่างจัง จนร่างของเธอกระเด็นออกไป
เ้าไม่รอให้เธอได้ตั้งตัวเขาพุ่งตัวตามเข้าไปทันที ในขณะที่เขากำลังจะโจมตีซ้ำใส่รำพาทิวพุ่งตัวเข้าใส่แล้วเสริมด้วยพลังจากศาสตราวุธชกเข้าไปที่ด้านหลังของเ้าจนเซถอยหลัง ก่อนช่วยพยุงตัวรำพาให้ลุกขึ้น
ทิว : เ้าเป็อะไรไหมรำพา
รำพา : ไม่..ข้าไม่เป็อะไร
เบื้องหน้าทั้งสอง เ้าค่อย ๆยันตัวลุกขึ้น ยืดไหล่ตั้งหลักอีกครั้ง ทันใดนั้นเองจันทร์ก้าวเข้ามาใกล้อย่างเงียบ ๆ เขาวางมือข้างหนึ่งบนไหล่น้องชายของเขาเบา ๆดวงตาจ้องไปยังศัตรูตรงหน้า ก่อนกล่าวขึ้น โดยไม่แม้แต่จะหันมาสบตาน้องชาย
จันทร์ : เ้าถอยไปก่อนเดี๋ยวพี่จัดการเอง
เมื่อเ้าที่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับก้าวถอยหลัง จันทร์เบิกดวงตาคมกริบ จ้องมองศัตรูเบื้องหน้าด้วยความเยือกเย็นก่อนจะยกคันศรขึ้นเล็งไปที่พวกมัน เปลวไฟสีแดงค่อย ๆ ลุกโชนรอบปลายศรเขาหลับตาลงข้างหนึ่ง ถอนหายใจแ่เบา แล้วจึงปล่อยศรออกไป ทิวก้าวไปข้างหน้ารำพาก่อนตั้งท่ารับการโจมตีอย่างเต็มรูปแบบ
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากด้านข้าง เอกวิ่งเข้ามาแล้วใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัวระดับที่ 1มหิงสาคุ้มกัน คลื่นพลังแผ่ออกมากลายเป็รูปร่างของมหิงสาขนาดใหญ่ค่อยๆ ลโน้มตัวลง แล้วเกิดเป็โล่สีทองคุ้มกันพวกเขาไว้ต่อมาศรเพลิงก็ได้พุ่งชนเข้ากับโล่เปลวเพลิงสีแดงพุ่งฟุ้งกระจายราวกับคลื่นทะเลเพลิงซัดผ่านเสาและผนังจนเกิดรอยแตกร้าวเป็ทางยาว คลื่นพลังะเืพื้นหินจนแตกเป็วงกว้างก่อนค่อยหยุดลง
ษควันและเปลวเพลิงยังคุกรุ่นอยู่ร่างกายของเอกไหวเล็กน้อยจากแรงกระแทกแต่ยังคงยืนมั่นคง
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะหายเหนื่อยจันทร์กระหน่ำยิงศรมาใส่เข้าอีกครั้งอย่างหนักหน่วงศรเพลิงสีแดงฉานพุ่งตรงเข้ามาราวกับสายฝน จากนั้นเขาเคลื่อนที่ไปรอบและยิงศรใส่ทุกทิศทางเพื่อจะทำลายโล่ศรเพลิงพุ่งชนโล่เสียงดังสนั่น เปลวไฟซัดกระแทกทำให้โล่เริ่มสั่นไหวและรอยร้าวบางจุดเริ่มปรากฏ เอกกัดฟันแน่นแรงกระแทกแต่ละครั้งผลักเขาถอยหลังไปทีละก้าวเขาเริ่มรู้ตัวว่าเขาไม่อาจต้านได้นาน ก่อนหันมาหาคนอื่น ๆ แล้วกล่าวขึ้น
เอก : ทุกคน!ข้าคงทนรับการโจมตีนี้ได้อีกสักพักนะ!!
รำพา : ห๊ะ!แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดีล่ะ!
เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยด้วยความกลัวเธอยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก แต่ในมือกำปิ่นแน่นจนข้อนิ้วขาวสายตาจับจ้องไปที่ศัตรูตรงหน้ากล้าที่ยืนใกล้ ๆ เขายืนนิ่งและมองไปรอบ ๆพร้อมประเมินสถานการณ์อยู่ครู่นึง ก่อนก้าวเข้ามาใกล้ ๆแล้วกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
กล้า : คงยากที่จะชนะพวกมันตอนนั้นพวกเราเสียเปรียบเื่ขั้นพลังมาก แถมตอนนี้ทิศใต้ก็ยังไม่ฟื้นเลย หนำซ้ำเกราะอาวุธของพี่ก็ยังมาแตกอีก…
ทิว : เกราะอาวุธแตก..หมายถึงใช้ความสามารถของเกราะอาวุธไม่ได้เลยหรอครับ
กล้า : ใช่..แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามพี่ก็จะสู้ช่วยอีกคน ถึงแม้ว่าจะไม่มีความสามารถของเกราะอาวุธก็ใช้หมัดธรรมดานี่แหละ
ทิว : พี่กล้า..
ทิวมองพี่ชายของเขาด้วยสายตาที่กังวลในใจเขาพยายามจะใช้ความสามารถจากเกราะอาวุธส่วนหัวของเขาที่เพิ่งได้มาแต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใด ๆ จากเกราะเลย
ทิว : เ้าเกราะอาวุธนี่ทำไมมันถึง.. ใช้การอะไรไม่ได้เลย
รำพา : ไม่จริงน่าเ้าเพิ่งได้มันมานะ มันจะใช้ความสามารถไม่ได้.. ได้ยังไงกันน่ะ!
ทิว : ข้าไม่รู้…
ในจังหวะที่ทุกคนยังสับสนค้นหาคำตอบว่าทำไมเกราะศาสตราวุธของทิวที่เพิ่งได้มาถึงใช้การไม่ได้เอกที่ยังยืนใช้ความสามารถเกราะอาวุธกางโล่ให้กับคนอื่นก็หันกลับมาแล้วกล่าวขึ้น
เอก : ข้าจะไม่ไหวแล้วนะ!!
คำพูดของเขาทำเอาทิวกับรำพาสะดุ้งสุดตัวขึ้นก่อนที่ทั้งสองหันไปมองทันทีรอยร้าวขนาดใหญ่บนโล่ที่เริ่มแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วราวกับใยแมงมุมบนกระจกใกล้แตก ทำให้สถานการณ์กลับมาเคร่งเครียดพวกเขาทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนเงียบได้ยินแต่เสียงการโจมตีของจันทร์ที่ปะทะเข้ากับที่การป้องกันด้วยเกราะอาวุธของเอก
ทันใดนั้น กล้าก้าวไปข้างหน้าสายตาจ้องมองไปยังศัตรูที่อยู่ด้านนอกอย่างไม่กลัวตาย ก่อนกล่าวขึ้น
กล้า : ตอนนี้ระดับพลังของพวกมันห่างกับเรามากสู้ไปยังไงก็ไม่ชนะหรอก.. ฉะนั้นแล้ว หลังจากโล่แตกให้ทุกคนไปซะ พี่จะ..พี่จะสู้กับพวกมันเอง..
รำพา : พี่กล้า…
ทิว : ไม่ได้เด็ดขาดข้าจะไม่ทิ้งพี่ไว้ที่นี่แน่!
ทิวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแต่นั่นไม่ได้ทำกล้าเปลี่ยนความคิดแต่อย่างใด เขาไม่อาจให้ทิวและคนอื่น ๆ มาตายที่นี่ได้เขากระชากไหล่ของทิวเข้ามาหาเขา ก่อนกล่าวขึ้น
กล้า : ไอ้ทิวฟังพี่นะ!พี่เคยบอกกับแม่ไว้ว่าพี่จะดูแลเอ็งให้เป็อย่างดีในสถานการณ์ตอนนี้มันก็อันตรายเกินไป พี่ไม่อาจให้เอ็งเป็อะไรไปได้และคนอื่น ๆก็ด้วย ที่พ่อแม่ของพวกเ้าให้พวกเ้ามากับพี่เขาก็คงไม่ได้หวังจะให้พวกเ้ามาาเ็หรอกจริงไหม
ทันทีที่สิ้นเสียงทิวก็ผลักตัวเองออกจากมือพี่ชายอย่างแรง ก่อนกล่าวตอบกลับไป
ทิว : ไม่พี่กล้า!คนอื่นเขาจะไปไหนก็เชิญ แต่ข้าไม่ไป!!
รำพา : ข้าก็ไม่ไปเหมือนกันพวกเราทุกคนต่างก็ผ่านอะไรมาร่วมกันมา พี่ก็เคยช่วยข้ากับไอ้เอกนะ ฉะนั้นแล้วข้าก็จะอยู่สู้ไปพร้อมกับพี่ จะไม่มีใครทิ้งใครไปไหนทั้งนั้น
เอก : ไอ้พาพูดถูกนะพี่ไม่ว่ายังไง พวกเราผ่านอะไรมาด้วยกัน จนมาถึงตอนนี้พี่จะให้พวกข้าวิ่งหนีทิ้งพี่ไว้ตรงนี้ได้ยังไงกัน
ทิว : ไม่ว่าจะเป็หรือตายข้าก็จะอยู่กับพี่!
กล้าเงียบไปชั่วครู่สายตาของเขาไล่มองทีละคน แต่ละสายตาล้วนแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวไม่มีใครคิดจะถอยหัวใจของกล้าสั่นไหว เขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี แต่ยังไม่ทันให้เขาได้คิดอะไรเพิ่มศรเพลิงดอกหนึ่งก็พุ่งเข้ามาทำลายการป้องกันจากความสามารถของเกราะอาวุธเอก
โล่สีทองขนาดใหญ่พังทลายลงกลุ่มเปลวเพลิงะเิออกเป็วงกว้าง กระแทกจนร่างของเอกเซถอยไปด้านหลังเล็กน้อยแต่ยังมีรำพาที่เขามาพยุงเอาไว้
เ้าเห็นว่าพี่ชายของเขาสามารถทำลายเกราะป้องกันได้แล้วเขาเดินลากทวนมากระแทกกับพื้นเบา ๆ ด้วยท่าทางที่ใจเย็นก่อนหยุดยืนเคียงข้างพี่ชาย รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นตรงมุมปากเอกที่เห็นแบบนั้นก็ก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยมารวมตัวกับคนอื่น ๆและตั้งท่ารับการโจมตีอย่างเต็มที
ในขณะที่ทั้งสองฝั่งต้องเผชิญหน้ากันความเงียบ เริ่มเข้าปกคลุมทั่วทั้งท้องพระโรง เพียงเสียงเปลวไฟที่ลุกไหม้ผนังกับเสียงสายลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านเศษซากกำแพงหล่นลงเป็ระยะ ๆราวกับเสียงลมหายใจสุดท้ายของสถานที่แห่งนี้ ต่อมาไม่นานจันทร์ยกคันศรขึ้นแล้วเล็งปลายศรไปยังศัตรู โจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้ายระดับ 2ศรเพลิงทำลายล้าง ศรเพลิงสีแดงฉานพุ่งเป็เส้นตรงด้วยความร้อนระอุเผาทำลายพื้นท้องพระโรงเป็แนวยาวจนแตกร้าวและกลายเป็สีดำเกรียม
ขณะที่ศรเพลิงตรงมาที่พวกเขากล้ากับทิวยกแขนตั้งสองข้างขึ้นตั้งการ์ดให้มั่น เพื่อเตรียมรับการโจมตีส่วนเอกใช้ความสามารถ เกราะอาวุธระส่วนตัว ระดับ 2 พุ่งชนทลายภูพาน และรำพาใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับ 1พายุปิ่นกรีบบัว สกัดการโจมตีเอาไว้
ทันทีที่ศรเพลิงปะทะการป้องกันของพวกเขาก็ไร้ผล ความต่างของระดับพลังนั้นชัดเจนเกินไปต่อให้ใช้ความสามารถในระดับเดียวกัน แต่พลังทำลายจากเกราะอาวุธจะเพิ่มขึ้นตามขั้นยิ่งสูง ก็ยิ่งรุนแรง เสียงะเิดังสนั่นสะท้อนทั่วท้องพระโรงพร้อมกับเปลวไฟที่ลุกไหม้มากยิ่งขึ้น แรงปะทะฉีกเกราะป้องกันของทุกคนจนแตกกระจายพวกเขาถูกซัดกระเด็นออกไปด้านหลังก่อนจะกระแทกพื้นอย่างรุนแรง
เ้า : พวกเ้า..ทำได้แค่นี้เองหรอ
จันทร์ : หยุดติดเล่นซะทีไอ้เ้า!
เ้า : เอาน่าพี่จันทร์เล่นสนุกบ้างเถอะไหน ๆ พวกมันก็ตายอยู่แล้ว นี่ ๆ พวกเ้า รีบลุกขึ้นมาสิ
จันทร์ที่ได้ยินแบบนั้นแล้วเขาได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับและถอนหายใจอย่างเอือมระอา กับการติดเล่นเป็นิสัยและความประมาทเป็สันดานของผู้เป็น้องชาย
ทางฝั่งของกล้าและคนอื่น ๆพวกเขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยแรงที่เหลืออยู่ เ้ายิ่งเห็นแบบนั้นเขายิ่งยิ้มกว้างขึ้น เหมือนยิ่งเห็นพวกเขาดิ้นรนเขายิ่งสนุกในขณะที่ทุกคนพยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นสู้จันทร์ยกคันศรแล้วเล็งมาที่พวกเขาอีกครั้ง กล้าเดินลากร่างกายที่บอบช้ำมาข้างหน้าคนอื่นๆ แล้วเตรียมรับการโจมตีครั้งต่อไป
จันทร์มองไปที่เขาด้วยสายตาที่ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความเมตตาเสียงสายธนูที่ถูกดึงอย่างช้า ๆ เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล กล้ายืนตรงมองไปยังปลายศรโดยไม่ละสายตา แม้เขาจะรู้ดีว่าสิ่งที่กำลังมาอาจจะจบของชีวิตเขาได้ แต่เขาก็ไม่กลัวแม้น้อย
กล้า : ถ้าเ้าจะยิง…ก็ยิงมาเลย แต่ข้าจะไม่มีทางถอย
เสียงของเขาอาจเบาเพราะแรงที่เหลือน้อยเต็มทีแต่ใจของเขาไม่เคยหวั่นในห้วงแห่งความคิด เขานึกถึงเพียงทิวผู้เป็น้องคนที่เขาสาบานกับแม่ไว้ว่า จะปกป้องจนวินาทีสุดท้าย
เ้า : เฮ้อ…ข้าล่ะเสียดายจริง ๆ ที่พวกเราต้องมาฆ่าพวกคนที่มีศาสตราวุธแต่ก็เอาเถอะ..ถ้ามันจำเป็จริง ๆ
จันทร์ : ถ้ามันไร้ประโยชน์นักก็ฆ่าทิ้งซะ!
สิ้นสุดเสียงนั้นศรเพลิงสีแดงถูกปล่อยออกจากคันศรทันที กล้ายืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ ไม่หลบไม่แม้แต่ละสายตา เขาเผชิญหน้ากับศรแห่งความตายเพียงเพื่อปกป้องทุกคนที่อยู่ข้างหลังเอาไว้
ขณะที่ศรเพลิงใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วในชั่ววินาทีแห่งความเป็และความตาย ก็มีสายฟ้าผ่าลงมาอยู่ต่อหน้าของกล้าสายฟ้านั่นผ่าลงมาสกัดศรเพลิงของจันทร์เอาไว้ เสียงะเิดั่งสนั่นบริเวณเปลวไฟแดงและคลื่นสายฟ้าที่สว่างวาบลงปกคลุมทั่วทั้งท้องพระโรงทำให้เกิดแรงะเิซัดกระแทกจนฝุ่นควันฟุ้งกระจายจนแทบบดบังทุกสิ่งตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งที่วิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ กล้าและคนอื่น ๆต่างมองไปยังต้นตอของเสียง
ฝุ่นควันที่ฟุ้งอยู่ทั่วบริเวณจะค่อย ๆบางลงและปรากฏร่างของ ธีระ กับ พระยาเดโช และกองกำลังทหารที่มุ่งหน้ามายังท้องพระโรงในตาของกล้าและคนอื่นเบิกกว้างด้วยความดีใจ เมื่อเห็นพวกเขากำลังมาทางนี้
มีเพียงจันทร์ที่มีสีหน้าที่เคร่งเครียดเนื่องจากโจมตีเมื่อครู่ของเขาถูกทำลายโดยหนึ่งในพวกเขานั่นแสดงว่าคนคนนั้นต้องมีขั้นพลังนักรบเท่ากันกับเขา หรือไม่ก็ต้องสูงกว่าเขาถึงจะสามารถทำลายการโจมตีได้ ก่อนหันไปยังต้นตอของเสียงนั้นแล้วกล่าวขึ้น
เ้า : ใครมาอีกล่ะทีนี้..มันชักจะไม่น่าสนุก ข้าเริ่มรำคาญแล้วนะ!
จันทร์ : ชิ..เ้าพวกแมลงหวี่แมลงวันนี่
เมื่อมาถึงพระยาเดโชได้สั่งให้กองกำลังล้อมรอบชายทั้งสองเอาไว้ทันทีส่วนตัวเขาและธีระได้วิ่งไปช่วยพยุงเด็ก ๆ ขึ้น กล้าที่เห็นแบบนั้นจึงถามด้วยความสงสัย
กล้า : ท่าน…ไหนบอกว่าท่านแค่มาช่วยชาวบ้าน แล้วท่าน.. มาที่นี่ได้ยังไงหรอครับ…
พระยาเดโช : จริงอยู่…ข้าตั้งใจจะมาช่วยแค่ชาวบ้าน แต่ตอนที่ข้าไปช่วยแต่ชาวบ้านบอกว่ามีคนที่จะเข้ามาก่อนหน้านี้ถูกจับตัวไปข้ารู้ทันทีว่าเป็พวกเ้าแน่ บวกกับการที่ข้าได้ข่าวการเคลื่อนไหวของทหารเมืองอิตราที่พากันไปที่วังหลวง แค่นั้นข้าก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเ้าต้องถูกจับมาที่นี่แน่
ทิว : แล้วครูธีระก็มาด้วย!
ธีระ : เ้าเด็กน้อยเอ้ยข้าก็อุตส่าห์ให้พวกเ้ารอด แล้วให้ไปขอความช่วยเหลือไม่ได้ให้พวกเ้ามาช่วยข้าเอง มันอันตรายมากนะรู้ไหม!!
ทิว : ข้ารู้ แต่..ข้าก็ไม่อยากรอ โดยที่ไม่ทำอะไร…
พระยาเดโช : เื่นั้นข้าเข้าใจช่างมันเถอะ
พระยาเดโชกล่าวจบก็หันกลับไปยังชายสองคนตรงหน้าเขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ พร้อมกับสีหน้าเรียบนิ่งแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น ก่อนจะโค้งศีรษะเล็กน้อย แสดงความเคารพอย่างสุภาพ
พระยาเดโช : พวกท่านทั้งสองคงจะเป็องค์ชายของเมืองแห่งนี้สินะเดิมทีพวกเราเพียงเข้ามาเพื่อนำตัวคนของพวกเรากลับไปหากเด็กน้อยเหล่านี้ก่อความไม่สงบขึ้นในเขตเมืองของท่านข้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
เ้า : เด็กพวกนี้น่ะหรอ…โถ้ว ๆ..ข้าไม่ถือสาพวกมันหรอก..
พระยาเดโช : ต้องขอบพระทัยในความเมตตาขององค์ชายถึงยังไง… ข้าก็ต้องขอรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น
คำพูดของพระยาเดโชดูอ่อนน้อมถ้อยคำชัดเจนว่าไม่้าให้เหตุการณ์ลุกลามแต่สิ่งนั้นก็ทำให้กล้ากับทิวและคนอื่น ๆที่อยู่ด้านหลังรู้สึกขัดใจกับสิ่งที่พระยาเดโชกล่าวออกไปอย่างมากพวกเขากัดฟันแน่น แววตาแสดงความไม่ยอมรับ ความอึดอัดคุกรุ่นอยู่ในอกทุกคน จนกระทั่งทหารนายหนึ่งของพระยาเดโชเดินมายืนข้าง ๆ แล้วใช้ตบไหล่กล้าเบา ๆ พลางกระซิบเบา ๆ
ทหารนายหนึ่ง : พวกเ้าไม่ต้องห่วงหรอกนะที่ท่านต้องพูดแบบนั้นก็เพราะไม่้าให้เกิดาระหว่างเมือง
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วกล้ากับทิวก็พยักหน้าช้า ๆ แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่พวกเขาก็ยอมรับว่าการที่พวกเขาบุกรุกเขามาในเมืองอินตราแบบนี้ก็อาจทำให้เกิดาจากทั้งสองเมืองก็เป็ได้ ทำให้พวกเขาต้องยอมรับแม้จะไม่เต็มใจ
ทันใดนั้นเ้าผู้เป็น้องชายก้าวเดินออกไปยืนด้านหน้าของพี่ชายด้วยความมั่นใจแววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเย่อหยิ่งก่อนที่เขาจะหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าจันทร์และกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เ้า : ถ้าท่านพี่ไม่ถือสาถ้าอย่างงั้น… ข้าก็ขอฆ่าพวกมันเลยก็แล้วกัน
สิ้นสุดคำกล่าวนั้น เ้าพุ่งตัวออกไปในชั่วพริบตา ศาสตราวุธทวนเทพราชัย ในมือของเขา ฟาดเหวี่ยงออกไปเสียงหวีดร้องของทวนแหวกอากาศดังสนั่นคลื่นพลังเวทแห่งศาสตราแตกตัวเป็เส้นตรงไปยังด้านหน้า
ในเสี้ยววินาทีพระยาเดโชแสดงศาสตราวุธออกมานั่นคือ ดาบหลวงคู่ ดาบคู่สีเงินสะท้อนประกายแสงพลังปรากฏตรงหน้าคลื่นพลังรุนแรงเขาใช้ดาบทั้งสองอันไขว้กัน กลั้นพลังไว้ด้วยสองมือ
แสงสีทองจากดาบทั้งสองตัดผ่านคลื่นเวทและตรึงมันไว้อย่างสมบูรณ์สายลมแรงะเิออกจากจุดปะทะ เสียงะเิดังก้องสะท้านทั่วโถงแต่พระยาเดโชยังยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าผู้ใต้บังคับบัญชา ร่างไม่แม้แต่สั่นคลอนเขาช้อนสายตามองเ้าด้วยแววตาแน่นิ่ง แต่แฝงแววของนักรบที่ไม่หวั่นเกรงใด ๆ
การที่พระยาเดโชแสดงศาสตราวุธออกมาทำให้เห็นว่าเขาเป็ นักรบขั้น 4 ซึ่งหลอมเกราะอาวุธไปแล้ว4 ส่วน นั่นคือเกราะอาวุธส่วนแขนซ้ายและแขนขวา ครบ 3 ระดับ อีกทั้งยังมีเกราะอาวุธส่วนขาซ้ายและขาขวา ครบทั้ง 3 ระดับเช่นกัน ซึ่งขั้นพลังและความสามารถของเขาห่างชั้นกับเ้ามากกว่าแต่ถึงจะรู้อย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่ได้ทำให้เ้ารู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด
แต่มันกลับทำให้เ้าอยากจะฆ่าคนที่เก่งกว่าเขามากขึ้นเขาจ้องมองไปยังชายที่อยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวพร้อมกับรอยยิ้มเหยียดขึ้นที่มุมปากหลังจากนั้น เขาพุ่งตัวเข้าโจมตีในทันที พร้อมกับศาสตราวุธทวนเทพราชัยที่อยู่ในมือใช้ฟาดฟันอย่างรุนแรงในการต่อสู้ระยะประชิดแต่พระยาเดโชก็ตั้งรับการโจมตีและหลบหลีกการโจมตีของเ้าโดยไม่มีการตอบโต้ใด ๆ
แรงปะทะของเ้าหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆจนพระยาเดโชต้องค่อย ๆ ก้าวถอยหลังเล็กน้อย ยอมเว้นพื้นที่เพื่อควบคุมจังหวะประกายพลังของศาสตราวุธทั้งสองสาดกระจายไปทั่วท้องพระโรง ทว่า... ทหารที่เป็กองกำลังของพระยาเดโชกลับไม่มีใครห้ามหรือเข้าไปช่วยเลยสักคนทำให้ธีระที่ยืนดูสถานการณ์อยู่จึงได้สั่งให้กองกำลังทหารคอยคุ้มกันพวกกล้ากับทิวและคนที่เหลือได้
ธีระ : ทหารทุกนายคุ้มกันพวกเด็กเอาไว้ให้ดีนะ
ทหารนายหนึ่ง : เดี๋ยวก่อน!แล้วเ้าจะไปไหนล่ะ
ธีระ : ก็จะไปช่วยเขาไงล่ะ
ทหารนายหนึ่ง : เ้าไม่ควรเข้าไปนะและอีกอย่างการโจมตีแค่นั้น ไม่ได้ทำให้ท่านพระยาาเ็ได้หรอก
ธีระ : แล้วพวกเ้าจะปล่อยให้เขารับการโจมตีอยู่แบบนั้นรึไงกัน!
ทหารอีกนาย : เื่นี้ปล่อยให้ท่านพระยาจัดการเถอะพวกเราได้รับสั่งมาให้แค่นำตัวชาวบ้านกลับไป ถ้าพวกเราทำอะไรมากกว่านั้นลงไปอาจเกิดปัญหาตามมาก็จะเป็เื่แน่
ธีระ : ข้าไม่สน!!
สิ้นสุดเสียงนั้น ธีระได้พุ่งตัวเข้าไปช่วยพระยาเดโชทันทีประกายสายฟ้าสีน้ำเงินเกิดขึ้นทั่วร่างของเขาในตาที่เคยเป็สีดำสนิทก็เปลี่ยนเป็สีน้ำเงินที่เรืองแสง เส้นผมของเขาค่อย ๆกลายเป็สีบอร์นทองอ่อน ๆ ปลายฟ้า และที่ด้านหลังปรากฏ แมงมุมแม่ม่ายอัสนี ขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังของเขาแล้วพุ่งตัวเข้าไปโจมตีเ้าด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
เส้นสายฟ้าสีน้ำเงินยาวตวัดจากฝ่ามือของธีระฟาดเข้าใส่ร่างของเ้าอย่างรุนแรงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวก่อนที่ร่างขององค์ชายจะกระเด็นปลิวออกไปกลางอากาศแต่ยังไม่ทันที่เขาจะตกกระแทกลงบนพื้น จันทร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็พุ่งตัวเข้ามารับร่างน้องชายของเขาไว้ได้ทันราวกับสัญชาตญาณของพี่น้องที่เชื่อมถึงกัน
ซึ่งการกระทำเช่นนั้นทำให้พระยาเดโชและเหล่าทหารต่างก็ยืนอึ้งไปตาม ๆ กันเนื่องจากการที่ธีระทำร้ายองค์ชายของเมืองอินตราก็อาจจะทำให้เกิดาระหว่างเมืองได้ และแน่นอนว่าจันทร์ผู้เป็พี่ชายก็ไม่พอใจเช่นกันที่น้องชายของเขาได้รับาเ็ ถึงแม้จะไม่มากก็ตามเขาค่อยพยุงน้องชายแล้วหันมากล่าวกับธีระด้วยความอาฆาต
จันทร์ : เ้ากล้าทำร้ายน้องชายข้าได้…งั้นพวกเ้าก็เตรียมตัวตายกันทุกคนเลย!
สิ้นสุดคำกล่าวจันทร์แสดงศาสตราวุธคันศรเพลิงโทสะโชติ่ของเขาออกมาอีกครั้งเขาเล็งปลายศรมายังธีระที่อยู่เบื้องหน้า ก่อนใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับ 1ศรเพลิงเผาผลาญ ศรเพลิงจำนวนมากถูกยิงออกไปเป็เส้นสายสีแดงราวกับสายฝนที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งและยิ่งทำให้เกิดเพลิงที่ลุกไหม้ท้องพระโรงแห่งนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
เอกจึงใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัวระดับ 1มหิงสาคุ้มกัน แสงสีทองแผ่ออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่พลังจะก่อตัวเป็รูปมหิงสาขนาดใหญ่ค่อย ๆ โน้มตัวลงแล้วเกิดเป็โล่ที่รับการโจมตีเอาไว้ เสียงศรเพลิงกระทบกับโล่ดังรัว ๆแต่เอกยังคงยืนปล่อยพลังของเขาให้เป็โล่รับการโจมตีให้คนอื่น ๆและแน่นอนว่ามันคงทนได้ไม่นาน
ขณะเดียวกันพระยาเดโชที่ยืนอยู่เื้ั กำหมัดแน่นและมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดการต่อสู้ที่กำลังเริ่มต้นและความผิดที่พวกเขาทำลงไปโดยไม่ตั้งใจแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาไม่ได้กลัวความตายแต่เขาเสียใจที่ไม่สามารถรักษาสันติภาพเอาไว้ได้
พระยาเดโช : พวกเราไม่มีทางถอยได้อีกแล้ว…
พระยาเดโชกล่าวเบา ๆราวกับพูดอยู่คนเดียวเขาได้แต่เพียงก้มหน้ายอมรับสถานการณ์ในตอนนี้อย่างไม่สามารถแก้ไขอะไรได้พวกเขาทำได้เพียงอย่างเดียวคือสู้เพื่อเอาชีวิตรอดกลับไปเท่านั้น ก่อนจะค่อย ๆเงยหน้าขึ้น ก่อนะโออกมาดังลั่นท้องพระโรง
พระยาเดโช : กองกำลังทั้งหมด!โจมตี!!
สิ้นสุดเสียงสั่งการเหล่าทหารที่เดิมลังเลต่างหันขวับมาทางเขาด้วยแววตาไม่เชื่อหูตนเองและทำอะไรไม่ถูกจากนั้นเอกได้ลดโล่ป้องกันลงทันที ธีระพุ่งตัวออกไปเป็คนแรกสายฟ้าสีน้ำเงินแผดลั่นพร้อมกับเงาร่างของ แมงมุมแม่ม่ายอัสนี ที่ปรากฏขึ้นอีกครั้งตามมาด้วยพระยาเดโชกับศาสตราวุธ ดาบหลวงคู่ ของเขาประกายแสงจากดาบสะท้อนกับเปลวเพลิงเป็แสงสีแดงฉานกับสายฟ้าฟาด
ทางของจันทร์กับเ้าก็พยายามตั้งรับอย่างเต็มรูปแบบทำให้ทั้งสองฝั่งต้องแยกตัวออกไปสู้กันตัวต่อตัว และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไม่ว่าพรุ่งนี้เขาจะต้องเผชิญหน้ากับศึกาหรืออะไร เขาก็พร้อมจะยอมรับมัน