ศิลาทยานร่างกลับเข้ามาใกล้ชายฝั่งอันเป็นน่านน้ำปกติที่จะไม่ดูดพลังชีวิตของผู้เล่นที่สัมผัส สีหน้าของเขาแสดงออกมาถึงความหนักใจขีดสุด ตอนนี้เขาไม่สามารถติดต่อกับพวกภุชจังได้เลย ก่อนอื่นเขาต้องทราบให้ได้ก่อนว่าพวกที่บุกมาจู่โจมพวกเขาเป็นใคร ผู้เล่น? ฝ่ายนีโอ? สัตว์อสูร? เทพ? และพวกที่มาจู่โจมพวกเขารู้ได้ยังไงว่าเขากำลังต่อเรืออยู่ที่นี่ทั้งที่อาชญากรก็มีเต็มป่าหิมพานต์ การที่พวกมันเข้ามาถึงเขตหิมพานต์ส่วนที่ลึกสุดได้ขนาดนี้คิดได้อย่างเดียวคือพวกมันต้องแอบเข้ามาและเป้าหมายคือที่นี่หากไม่ใช่แล้วพวกมันจะต้องปะทะกับพวกอาชญากรเขตรอบนอกก่อนอย่างแน่นอนและจะทำให้เขารู้ตัวว่ามีเทพสงครามบุกลุกเข้ามา
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่อึดใจเดียว ก่อนอื่นเขาต้องเชื่อมั่นในสัตว์อสูรของตนเอง พวกหงอคงไม่มีทางเสียท่าง่ายๆแน่นอนดังนั้นสิ่งที่เขาต้องทำคือจัดการเจ้าคราเคนตรงหน้าและแร่เนื้อกระดูกของมันมาทำเรือ หากมันอยู่ในทะเลบริเวณน่านน้ำลึกได้แสดงว่าพลังชีวิตของมันไม่ลดหากเขาคิดไม่ผิดถ้าเอาชิ้นส่วนร่างกายของคราเคนมาทำเรือพวกสัตว์อสูรในทะเลอาจจะไม่รู้ตัวว่ามีผู้เล่นกำลังผ่านเขตแดนของพวกมัน พวกมันอาจจะคิดว่าเป็นคราเคนพวกเดียวกันที่ว่ายน้ำผ่านไป
“เฮ่ย....ริวจิน” ศิลาร้องสุดเสียง ชายหนุ่มริวจินหันมามองพร้อมกับศิลาพูดขึ้นว่า “ถ่วงเวลามันสักแป๊บนะ”
“ได้เลย อย่านานนักล่ะ ข้าเองก็ไม่ไหว” ริวจินตวัดหอกโรมรันปัดป้องหนวดคราเคนที่แฝงสำนึกพลังธาตุน้ำเต็มเปี่ยม ทว่าธาตุสายฟ้าของริวจินก็ยังได้เปรียบทำให้พอต่อกรได้อย่างสูสีน่าดูชม
วงเวทมนต์สีดำกระจ่างดาวปรากฎขึ้นในอากาศรอบตัวคราเคน ศิลายืนบริกรรมคาถาเวทมนต์ของฟ้าครามด้วยความรวดเร็ว “ดารารัตติกาลระเบิดภพ” ศิลากระชากเสียงออกมากังวาลเป็นจังหวะเดียวกับวงเวทมนต์สีดำกระจ่างดาวนับร้อยวงแตกระเบิดออกยิงดวงดาวสีขาวนับพันนับหมื่นโจมตีใส่คราเคนทั่วทิศทาง ริวจินรีบทิ้งตัวดำลงน้ำหลบการโจมตีของศิลา อ๊ากกก....เสียงคำรามโหยหวนของหมึกยักษ์ตัวสีดำดังราวกับเสียงผีร้ายมันดิ้นตวัดสบัดหนวดฟาดอย่างบ้าคลั่ง
เสี้ยววินาทีต่อมาวงเวทมนต์สีฟ้านับพันปรากฎด้านบนฟ้าเหนือหัวของศิลาห่างออกไปนิดหน่อย เขาเบิกตากว้างมองด้วยความตลึง ยามกระทันหันวงเวทมนต์นั้นแตกระเบิดออกก่อเกิดคลื่นน้ำสึนามิพุ่งขึ้นฟ้าแตกกระจายกลายเป็นสายฝนพร่ำลงมา ทว่ามันไม่ใช่สายฝนที่ชุ่มช่ำแต่กลับเป็นกระสุนน้ำนับแสนถล่มใส่ศิลา
“กำแพงแห่งสูญสะท้อน” เปรี้ยงๆๆๆๆๆๆ.. เสียงกระสุนน้ำกระทบกำแพงเวทมนต์ของชายหนุ่มดังสนั่นปานฟ้าถล่ม เขาเบิกตาตลึงอีกครั้งสีหน้าประหลาดใจ “สะท้อนไม่ได้? ดูดกลืน ลบทิ้งไม่ได้?” เปรี้ยงๆๆๆ เสียงระเบิดยังคงดังสนั่นคล้ายปืนกลยิงใส่กำแพงราวกับไม่จบสิ้น
ริวจินกระโดดลอยขึ้นมาในอากาศเหนือขึ้นไปบนฟ้าสูงเบื้องหน้าคราเคน ชายหนุ่มควงหอกในมือหมุนวนเหนือหัวเกิดสายฟ้าสีส้มสาดกระจายออกมาจากหอกส่งเสียงเสียดสะท้านหูพร้อมสายอัสนีแล่นทั่วผืนฟ้าสอดรับประสานกับสายฟ้าจากหอกของริวจิน จังหวะนั้นเองเขาพลันตวัดหอกจากบนลงล่างปลายหอกชี้ใส่หน้าคราเคน “นารุคามิ”
เปรี้ยง...เปรี้ยง เกิดเสียงฟ้าผ่าดังแทบหูแตกสองครั้งติด สายอัสนีบาตผ่าลงมาจากฟ้าใส่ศรีษะของคราเคนและสายอัสนีบาตอีกเส้นพุ่งออกจากปลายหอกของริวจินคราเคนล้มหงายท้องกรีดร้องออกมาสุดเสียง
“มันแพ้สายฟ้าจริงๆด้วย แต่เราไม่ค่อยถนัดธาตุสายฟ้านี่ซิ” ศิลาเปรยออกมาเห็นการโจมตีด้วยสายฟ้าขอฝริวจินได้ผลดีกว่าการโจมตีของเขา ‘อาชญากรมีคนใช้ธาตุสายฟ้าได้เลิศล้ำขนาดนี้ด้วยหรอ ไอ้หมอนี่ น่าสงสัยเข้าไปใหญ่’
ศิลาดีดร่างพุ่งเข้าหาคราเคนที่ล้มหงายท้องจมทะเล เขาไม่มีทางปล่อยโอกาสดีๆแบบนี้ให้หลุดลอยไปแน่ ประกายสายฟ้าสีดำสาดออกมาทั่วร่างของศิลาส่งเสียงเปรี๊ยะปร๊ะเสียดสะท้านหู วินาทีต่อมาเขาก็บรรลุถึงตัวคราเคนจากด้านหลัง ร่ำไห้โหยหาอาบด้วยคลื่นพลังสายฟ้าก่อนที่ศิลาจะฟันใส่คราเคนอย่างจังเกิดเสียงดังเปรี้ยงๆๆๆ...ถี่ยิบ เขาสบัด ตวัดดาบฟันใส่ไม่ยั้ง ฟันซ้ำแล้วซ้ำอีก คราเคนกรีดร้องโหยหวนแสดงถึงความเจ็บปวดทรมาน มันพยายามใช้หนวดของมันฟาดปัดป้องโจมตีศิลาทว่าก็ถูกริวจินสกัดเอาไว้ได้หมด
“ตาย!..” ศิลาคำรามลั่น เปรี้ยง.. เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นกว่าครั้งไหนๆพร้อมกับร่างของคราเคนที่ดำเป็นตอตะโกและลมหายใจที่หลุดลอยไปกับเกลียวคลื่นลมทะเล ศิลายืนอยู่บนผิวน้ำสีหน้าครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ผู้เล่นศิลา บรรลุตามเงื่อนไข สังหารสัตว์อสูรคราเคนค่ะ”
“ผู้เล่นศิลา บรรลุตามเงื่อนไข ได้รับ ปะการังสมุทรค่ะ”
“ปะการังสมุทร?....” เขาเปรยออกมาด้วยสีหน้าประหลาดใจก่อนจะก้มลงมองที่พื้นและหยิบเอาไอเท็มขึ้นมา ปะการังสีฟ้าสดระยิบระยับขนาดเท่าฝ่ามือรูปทรงคล้ายกับเรือสำเภาเมื่อเขาตรวจสอบพบว่ามันสามารถให้เป็นเรือแล่นออกไปยังทะเลได้โดยที่สัตว์อสูรจะไม่เข้ามาโจมตี หากใส่พลังวิญญาณเข้าไปปะการังสมุทรจะขยายใหญ่และสามารถใช้งานเหมือนเรือได้ทุกประการ
“โอ่วเสร็จแล้วหรอ” พวกหงอคงปรากฎตัวขึ้นแนวชายป่า ศิลาหันไปมองเจ้าของเสียง พบว่าทั้งหมดเดินออกมาด้วยสีหน้าท่าทางสบายๆ เขากลับคืนร่างเดิมก่อนจะถามกับหงอคง
“พวกนายไม่ได้ปะทะกับเทพสงครามหรอกหรอ”
“เรื่องนั้น” สัมพาทีกล่าวขึ้น “พวกเราสัมผัสได้ถึงพลังผิดแปลกจึงตามกระแสพลังนั้นไปทว่าเมื่อไปถึงก็พบเพียงอากาศธาตุ และพลังผิดแปลกนั่นก็ปรากฎขึ้นในที่อื่น พวกเราตามไปอีกก็พบเพียงอากาศ”
“ข้าเลยสงสัย” หงอคงชี้กระบองใส่หน้าริวจิน “มันคือเวทมนต์มายา การสร้างสิ่งหลอกลวง หลอกให้พวกข้าออกห่างจากเจ้านาย วิ่งตามสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เวทมนต์สายมายาแบบนี้ในอาชญากรไม่มี”
ทั้งหมดหันมองริวจินที่สีหน้าประหลาดเมื่อถูกคนทั้งหมดจ้องเขม็ง “ฮึ!!..” ชายหนุ่มก้มหน้าฉีกยิ้มออกมาที่มุมปากก่อนจะปรบมือหัวเราะอยู่ในลำคอ “สมแล้วจริงๆ สมแล้วจริงๆ บัลลังมารสูงสุดศิลาและผู้รับใช้ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ข้าคิดอยู่แล้วว่าพวกเจ้าต้องรู้” ชายหนุ่มหันมองหน้าศิลา “เพราะงั้นท่านถึงจงใจไม่ยอมใช้พลังจัดการคราเคนซินะ แค่คราเคนท่านดีดนิ้วทีเดียวมันก็ตายแล้ว ท่านคงหวังจะให้คราเคนไล่ต้อนข้าหรือไม่ก็ให้ข้าให้สู้กับคราเคนไปเรื่อยๆจนเผลอตัวแสดงพิรุธออกมา”
ศิลาหลับตาส่ายศรีษะพลางถอนหายใจ “ไม่เลย ถึงนายจะไม่แสดงพิรุธอะไรออกมาแต่ผมก็สังเกตความผิดแปลกในตัวนายได้ตั้งแต่แรกเห็นแล้ว”
“ได้ไง” ริวจินถามกลับท่าทางของเขาดูสบายๆแสดงออกชัดเจนว่าเขาไม่มีเจตนาจะมาสู้รบ
“กองกำลังทหารของผม ไม่มีใครใช้คำพูดเรียกผมห้วนๆแบบที่คุณเรียก พวกเขาจะเรียกผมว่านายท่านไม่ก็เหนือหัว แต่คำที่คุณใช้เรียกผมพูดคุยสื่อสารกับผมมันราวกับเป็นเพื่อนซึ่งมีไม่กี่คนที่เรียกผมแบบนั้น ภาษาสำเนียงของคุณก็ฟังดูโบราณ อีกอย่างมีอาชญากรที่ไหนบ่างจะไปโผล่กลางทะเลสู้กับคราเคนทั้งที่เรือยังต่อไม่เสร็จ”
“เฮอออ...” ชายหนุ่มถอนหายใจ “ข้าเนี่ยเล่นละครไม่เก่งจริงๆด้วย”
“แล้วเจ้าเป็นตัวอะไร” ฟ้าครามเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ริวจินเดินมานั่งพักยังชายฝั่งท่าทางสบาย “อย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นซิ จันทราเทพ” ร่างของริวจินทอแสงสีทองพร้อมกับชายหนุ่มรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปกลับกลายเป็นหญิงสาวรูปโฉมงดงาม ผมสีดำยาวสรวย ชุดแต่งกายไทยโบราณเหมือนในหนังจักรๆวงๆของช่องเจ็ดเช้าวันเสาร์อาทิตย์ “เรามีนามว่าสุวรรณมาลี”
“สุวรรณมาลี!!...” ศิลาอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“ทำไมหรอคะพี่ศิ” เจ้าหล่อนรีบเกาะแขนชายหนุ่มถามขึ้น
ศิลามองหวานใจที่ตาจ้องเขาเป็นประกายแฝงนัยน์ค้อนควับๆทุกครั้งที่เขามองนางสุวรรณมาลี “นางสุวรรณมาลี ถ้าตามตำนานเป็นพระธิดาของท้าวสิลราชและพระนางมณฑาแห่งเมืองผลึก และเป็นคู่หมั้นของอุศเรน โอรสเจ้าเมืองลังกา แต่นางไม่ได้รักอุศเรนแม้แต่น้อย คราวหนึ่งนางสุวรรณมาลีเกิดนิมิตประหลาด โหรได้ทำนายว่าถ้านางออกเดินทางทะเลจะได้พบลาภ นางจึงออกเดินทางร่วมกับท้าวสิลราชผู้เป็นพระบิดาจนกระทั่งมาถึงเกาะแก้วพิสดาร นางจึงได้พบกับพระอภัยมณีและสินสมุทรซึ่งบวชเป็นฤๅษี ณ ที่นั้นเป็นครั้งแรก
เมื่อกองเรือของนางสุวรรณมาลีออกจากเกาะแก้วพิสดารพร้อมกับพระอภัยมณีและสินสมุทรซึ่งขอโดยสารเรือไปด้วย ปรากฏว่านางผีเสื้อสมุทรตามมาอาละวาดจนเรือแตกทั้งหมด ตัวนางสุวรรณมาลีนั้นรอดตายมาได้พร้อมกับสินสมุทรโดยความช่วยเหลือของสุหรั่งซึ่งเป็นโจรสลัดในแถบนั้น ภายหลังสุหรั่งคิดล่วงเกินนางสุวรรณมาลี สินสมุทรซึ่งเคารพนางสุวรรณมาลีในฐานะมารดาจึงฆ่าสุหรั่งพร้อมทั้งยึดกองเรือมาเป็นของตนเสีย หลังพบกับกองเรือของพระอภัยมณีและอุศเรนแล้ว นางจึงได้กลับไปที่เมืองผลึกอีกครั้งพร้อมกับพระอภัยมณีและสินสมุทร ต่อมาจึงได้อภิเษกกับพระอภัยมณี มีพระธิดาฝาแฝดด้วยกัน 2 องค์ คือ สร้อยสุวรรณและจันทร์สุดา”
“ท่านรู้เรื่องราวของเราดีจัง ถ้างั้นก็ดีเราจะได้คุยกันง่ายขึ้น” หญิงสาวพูดขึ้นพลางเอามือตบพื้นทรายเชื้อเชิญให้ศิลามานั่งข้างๆ
“ฮึ...” เจ้าหล่อนสบัดแนบลงนั่งตรงที่นางสุวรรณมาลีบอกให้ศิลานั่งพร้อมทั้งหมดนั่งอยู่ด้านหลังของศิลาที่นั่งข้างๆฟ้าคราม
“ท่านต้องการอะไรถึงได้มาหาผมเช่นนี้” เขาถามเข้าประเด็น
“เรามีเรื่องอยากขอร้องท่าน” หญิงสาวพูดเสียงอ่อยก่อนจะรุกเดินมานั่งตรงข้ามกับศิลาห่างเพียงสามก้าว เธอมองหน้าชายหนุ่มตาไม่กระพริบ
“เรื่องอะไร” เจ้าหล่อนถามกลับเสียงแข็ง
“เราขอร้องท่านจอมมารศิลา หาใช่ท่านไม่จันทราเทพ”
น่าน!... ขึ้นเลยค่ะ แม่ขึ้นเลยคะแบบนี้ เจ้าหล่อนกัดฟันกอดๆ “รู้ไว้สะด้วยแม่นางหลายวรรณ ฉันคือนางมารส่วนนี่จอมมารของฉัน ถ้าเธอขอร้องคนของฉันก็เท่ากับว่าขอร้องฉัน แล้วมันจะไม่ใช่เรื่องของฉันตรงไหนมิทราบ”
ศิลายิ้มแห้งๆสีหน้าปั้นยาก
“สัมพาทีข้าว่าเราไปหาอะไรกินกันเต๊อะ” หงอคงชวนน้อง สัมพาทีพยักหน้าเห็นด้วย “นายท่านข้าขอไปหาของป่ามาเป็นอาหารก่อนนะ สดายุหิวแล้ว”
“ฮืม..” สดายุตาโตมองหน้าสัมพาที
“ไปเร็วสดายุ เจ้าหิวมากเลยไม่ใช่หรือไง” น้องเล็กโดนพี่ใหญ่ฉุดออกไปอย่างรู้งาน
“รอข้าด้วย” ภุชจังรีบรุกตามไปติดๆ
“เดี๋ยว!.....” ศิลายื่นมือร้องเรียก “อาหารในช่องเก็บข...อ...ง มี” ไม่ทันแล้ว หายไปหมดแล้ว
ให้ตายเถอะรู้งายกันดีจริงๆนะพวกแก เขาถอนหายใจยามเหยียด “แล้วคุณจะขอร้องอะไร ผมขอฟังก่อนแล้วกัน แต่ผมไม่รับปากหรอกนะ เพราะพวกเราเองก็มีเรื่องที่ต้องจัดการเหมือนกัน”
“เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับท่านโดยตรงเลยก็ว่าได้”
“เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง?” ศิลาสีหน้าประหลาดใจจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าไม่วางตาด้วยแววตาค้นหา
“ช้ายยย...” สุวรรณมาลีพยักหน้าเสียงสูง “ตอนนี้ท่านมีดวงใจภูติและเศษวิญญาณของดีมิเทอร์ห้าดวงใช่หรือไม่” ศิลาพยักหน้าจากนั้นเธอก็พูดขึ้นต่อ “ท่านก็คงสังเกตได้แล้วว่าตัวท่านควบคุมพลังที่เอื่อล้นออกมาไม่ได้ นั่นย่อมเป็นผลเสียมากกว่าผลดี”
ศิลานัยน์ตาครุ่นคิด อันที่จริงถูกอย่างที่นางสุวรรณมาลีพูด การที่พลังแห่งธรรมชาติที่มากมายเหลือคณาเอื่อล้นออกมาจากร่างของเขาและพลังนั้นได้ไปหนุนเสริมสัตว์อสูร เทพ มาร ปีศาจ ในรัศมีระแวกที่เขาอยู่ ลำพังตัวเขาหรือพวกฟ้าครามอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแต่หากในเวลาสงครามกับเทพอสูร ปีศาจ กองกำลังของเขาที่จะเสียเปรียบเพราะพลังธรรมชาติที่เอื่อล้นออกมาจากร่างของเขามันไม่ได้หนุนเสริมสัตว์อสูรที่เป็นสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์อัญเชิญ กล่าวให้ถูกคือมันหนุนเสริมเฉพาะพวกปัญญาประดิษฐ์ แม้จะเป็นแค่เศษพลังที่ลั่วไหลออกมาจากร่างของเขาแต่ก็ช่วยให้พวกมันแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นถึงสองขั้น
“ก็จริงตามที่ท่านพูด ผมเองก็ยังหาวิธีควบคุมพลังนี้ไม่ให้เอื่อล้นออกมาไม่ได้”
หญิงสาวยิ้มเล็กๆที่มมุมปาก “ท่านไม่มีทางควบคุมได้ พลังนั่นก็เหมือนกับโลกทั้งใบ ท่านคิดว่าจะมีใครควบคุมโลกได้ทั้งใบอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ลองไม่รู้ ลองหาหนทางให้สุดวิธี ผมไม่เชื่อว่าแค่พลังแบบนี้มันจะไม่มีทางควบคุมได้ แล้วท่านจะบอกอะไรกันแน่จุดประสงค์ของท่านคืออะไรว่ามาเลยดีกว่า” ศิลากล่าวพลางหันมองหญิงสาวข้างกายที่แก้มป่องนั่งกอดเข่าเขี่ยพื้นทรายเล่น
“มีศาสตราชิ้นหนึ่งเรียกว่าวงแหวนแห่งโลกา สิ่งนั้นคล้ายกับกำไลข้อมือที่ท่านสวมอยู่” เธอชี้ข้อมือขวาของศิลา “หากข้าเดาไม่ผิดท่านคงใช้กำไลนั่นผนึกเก็บดวงใจภูติ” กำไลชิ้นนี้คือสิ่งที่เขาได้มาจากดรายแอดเมื่อครั้งไปเมืองบาดาล
“ใช่แล้ว” ศิลาตอบสั้นๆก่อนจะยื่นมือไปรูบหัวเจ้าหล่อน นางสุวรรณมาลีมองท่าทางแบบนั้นของศิลาด้วยนัยน์ตาพิลึกพิลั่น
“วงแหวนโลกาใช้สะกดเศษพลังของดีมิเทอร์ได้มันจะทำให้พลังของท่านไม่ลั่วไหลออกมา และตอนนี้วงแหวนโลกาได้อยู่ที่ท่านพี่อภัยมณี ท่านพี่ต้องการให้ท่านศิลาทำคำขอร้องบางอย่างและท่านพี่จะมอบวงแหวนโลกาให้ท่าน”
“ลองว่ามา” ศิลาพูดเสียงเรียบ
“เราทราบมาว่าท่านสามารถใช้เวทมนต์ผนึกแห่งอนันตกาลได้ เมื่อครั้งอดีตข้าท่านพี่อภัยมณีสินสมุทรได้หลบหนีนางผีเสื้อสมุทร พวกเราได้หลบหนีไปยังเกาะแก้วจากนั้นก็ได้พระสงฆ์โยคีช่วยเหลือ ท่านได้ผนึกนางเอาไว้ในนิทรา ทว่าหลังจากนั้นท่านโยคีก็ได้เสียชีวิตลงจากการปะทะกับไดอาโบล เวลาผ่านไปจนบัดนี้ผนึกของนางผีเสื้อสมุทรได้เริ่มอ่อนกำลังลงคาดว่าอีกไม่นานคงจะคลายโดยสมบูรณ์ พวกเราจึงอยากให้ท่านใช้เวทมนต์ผนึกของท่านสะกดนางเอาไว้ชั่วอสงไขย”
‘พระสงฆ์หรอ’ ขอบแอบสงสัยบางอย่าง ‘ชั่วอสงไขย!.. ศิลาอุทานอยู่ในใจ เวทมนต์ของเราจะสะกดได้นานขนาดนั้นเชียวหรือมันนานพอๆกับนิรันดร์กาลเลยนะนั่นน่ะ
“เอา” เขาเปรยออกมาพร้อมถอนหายใจ “ลองดูแล้วกัน ผมจะพยายามสุดตัว” หญิงสาวยิ้มล่าออกมาด้วยความดีใจ
“เราขอขอบคุณท่านมาก ขอบคุณท่านจริงๆ ท่านจอมมารช่างเป็นคนดียิ่งนัก ผิดกับข่าวลือที่ได้ยินมา”
“ผมไม่ใช่คนดีอะไรหรอก ที่ช่วยก็เพราะหวังจะได้วงแหวนโลกา ผมน่ะจะทำตามใจตัวเองเท่านั้น ในพจณานุกรมของผมไม่มีดีหรือชั่ว สิ่งเหล่านั้นก็แต่นิยามที่คนเราอุปมาขึ้นเอง เราจะไปเกาะแก้วกันเลยไหม”
“อื่ม เราเองก็ไม่อยากจะเสียเวลา”
ศิลาทำการเรียกทั้งหมดกับเข้าที่สถิตก่อนที่เขาจะถ่ายพลังวิญญาณไปยังปะการังสมุทรในมือขวาและโยนลงน้ำทะเลวินาทีต่อมาปะการังนั้นพลันขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นเรือสำเภาสีน้ำตาลใบเรือสีฟ้าครามขนาดใหญ่มโหฬาร
“ท่านจะขึ้นเรือไปกับพวกผมไหม” ศิลาหันมาถาม นางสุวรรณมาลีส่ายหัว
“เดี๋ยวเราขี่หลังนางสุพรรณมัจฉาตามท่านไปแล้วกัน” เธอปรายตามองฟ้าคราม “ขืนเราเดินเรือลำเดียวกับท่านมีหวังได้โดนจันทราเทพรอบฆ่าเอาแน่ๆ”
“ก็รู้นิ” ฟ้าครามเปรยออกมาเชิดหน้าก่อนจะเดินขึ้นเรือพร้อมกับบ่นอุบอิบ “ทำมาชะมดชะม้อย ชายตาแลวิบวับ เดี๋ยวแม่ก็ซัดโคมเอาให้จอดแบบไม่ต้องแจวเลย”