
....ธาตุวิปลาศพลันโพยพุ่งจากพื้นดิน กลายเป็นไอสีดำข้นหนืด ราวกับหมอกมรณะที่แผ่ซ่านไปทั่ว บรรยากาศรอบด้านพลันเย็นยะเยือกจนขนลุกชัน ดินทรายใต้ฝ่าเท้าสั่นสะท้านเหมือนถูกบางสิ่งกักขังมานานนับหมื่นปีและกำลังดิ้นรนจะหลุดพ้น
ชายชราสวมหน้ากากเหล็กถึงกับตื่นตะลึง สีหน้าซีดเซียวลงในบัดดล
“ไม่นึกเลย...ธาตุวิปลาศจะปรากฏ ณ ที่นี้!”
เสียงของเขาสั่นพร่าแฝงด้วยความหวาดกลัว ในเสี้ยวพริบตา เขารีบผลักร่างเล็กของ หลี่หานเหวิน ออกไปไกล พลางตวัดแขนเหยียดฝ่ามือออก บังคับลมปราณอัดแน่นเป็นกำแพงโปร่งใสสั่นไหวเหมือนม่านน้ำ คุ้มครองเด็กน้อยเอาไว้
“เจ้าหนู ถอยออกมา!”
เสียงดุเด็ดขาดทุ้มต่ำดังสะท้อนในอากาศ ราวกับเป็นทั้งคำเตือนและคำสั่งสอน
หานเหวินสะดุดถอยหลัง หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุออกจากอก ดวงตากลมใสเบิกกว้างมองไอสีดำที่ม้วนตัวขึ้นสูงเหมือนอสรพิษพันทับเมฆา ทุกหยาดหยดของมันคล้ายจะกัดกร่อนแม้แต่แสงตะวัน
"ม...มันคืออะไรผู้อาวุโส?"
ชายหน้ากากเหล็กกำมือแน่น กล่าวเสียงต่ำราวภาวนา
“มันคือต้นเหตุแห่งสงครามหมื่นปีทั่วจักรวาล ธาตุปีศาจที่ทำลายดวงดาวเซียนมากมายพินาศ”
ชายชราน้ำเสียงสั่นเทาราวกับเด็กน้อยที่ถูกผู้ใหญ่ดุด่า
"มันคือ....จอมมารหลิงเทียน!"
ทันใดนั้น… ไอสีดำหนืดข้นที่พวยพุ่งจากผืนดินก็เริ่มหมุนวน ก่อเกิดเสียงก้องสะท้านราวกับผืนแผ่นดินกำลังโอดครวญ มันบิดเบี้ยว ปั่นป่วน ก่อนจะเกาะกุมกันแน่นขึ้นทีละชั้น…ทีละชั้น
ในที่สุด ก็ปรากฏเป็นร่างเงา ชายชุดเขียวเก่าๆ ยืนเด่นกลางม่านหมอกดำ รูปร่างสูงโปร่งแต่ซูบผอม แผ่นหลังตรงราวกับกระบี่เก่าอันทรหด ผมยาวสลวยสีดำโบกสะบัดไปตามแรงลม ทว่าปลายผมกลับแซมด้วยเส้นสีแดงฉูดฉาด ดุจเปลวเพลิงที่แฝงอยู่ในเงามืด
และยามเมื่อชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้น… ใบหน้า!
ใบหน้าที่หลี่หานเหวินรู้จักอย่างถ่องแท้ ใบหน้าที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขา!
“ศ...ศิษย์พี่… เจี้ยงหยวน!”
เด็กหนุ่มตัวสั่น ดวงตาเบิกกว้าง น้ำเสียงเต็มไปด้วยทั้งความดีใจ ความหวาดหวั่น และความสับสน
ชายหน้ากากเหล็กกลับก้าวถอยหลัง สีหน้าซีดเซียวราวกับเห็นผีบรรพกาล เขาพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนทางใจ
“มันคือหลิงเทียน! เจ้าหนุ่ม ตั้งสติไว้!”
สายตาของชายชุดเขียวเย็นเยียบ คล้ายมนุษย์แต่ก็ไม่ใช่ มุมปากยกยิ้มอันแฝงด้วยความเศร้าปนบ้าคลั่ง
“ไง เจ้าเต่าขี้เซา ดึกขนาดนี้ยังไม่นอน เช้าพรุ่งนี้ข้าไม่ปลุกให้นะ!”
หานเหวินพลันปวดหัวรุนแรง ความทรงจำแตกกระจายเหมือนกระจกแตกร้าว เสียงหนึ่งดังสะท้อนขึ้นในห้วงจิต เสียงที่เคยโผล่มาในความคิดของเขาอยู่หลายครั้ง
ชายชุดเขียวทำหน้าตาสงสัย
"เจ้าจำไม่ได้แล้วรึ? เราปรุงยาอยู่ด้วยกันที่นี่ไง ที่อวิ๋นหลินแห่งนี้"
เขาชี้ไปข้างๆ พลันเกิดเป็นชายแก่ผมขาวโพลนในชุดผ้าหยกสีดำลวดลายฟ้าคราม แต่กลับไม่มีแววตา!
"นั่นไง อาจารย์หยาง ตาเฒ่าเจ้าปัญหาที่วางค่ายกลมากมายในหอปรุงยาเซียนจนเราสองคนปวดหัวไง"
เขาชี้ไปอีกทาง พลันซากกระดูกเฒ่าฉีเตาผุดขึ้นมาจากพื้นเงาดำสร้างเนื้อหนังจนกลายเป็นเฒ่าฉีเตาที่ราวกับมีชีวิต แต่ก็ไม่มีเววตาเหมือนอาจารย์หยาง
"นี่ตาเฒ่าฉีเตาที่พวกเราแอบเข้าบ้านมันไง เจ้าจำบันไดขั้นที่ 3 ขั้นที่ 5 ไม่ได้แล้วหรือ? น้องข้า"
หลี่หานเหวินมองเจี้ยงหยวนที่อยู่เบื้องหน้าเขาสับสนมาก
เจี้ยงหยวนก้าวเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า ใบหน้าซูบผอม มุมปากแสยะยิ้มทั้งที่สายตายังอ่อนโยน รอยยิ้มแบบนั้น หานเหวินจำได้ไม่มีวันลืม
“เฮ้ย… ศิษย์น้อง ข้าไม่ได้ตายหายไปไหนหรอกนะ เห็นมั้ย? หล่อกว่าที่เจ้าฝันถึงอีกใช่ไหมล่ะ”
เสียงนั้นก้องกังวาน แต่แฝงน้ำเสียงกวนๆ เหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกประการ
หลี่หานเหวินยืนตัวสั่น น้ำตารื้น “ศิษย์พี่… เจี้ยงหยวน! นี่… จริงๆ ใช่ไหม?”
เจี้ยงหยวนหัวเราะเบาๆ
“ถ้าไม่จริง เจ้าจะให้ข้าโชว์รอยแผลเป็นตอนปีนกำแพงหอหญิงของสำนักให้ดูไหมล่ะ? ฮ่าๆๆ”
หานเหวินถึงกับอึ้ง น้ำตาหยดลงกับพื้น “ศิษย์พี่… ข้าเป็นห่วงเจ้าแทบตาย…”
เจี้ยงหยวนยักไหล่ ยิ้มมุมปาก “หึๆ ก็เพราะเจ้าห่วงข้าอย่างงี้ไง วิญญาณข้ามันถึงได้ไม่ไปไหนซะที คิดว่าข้าจะปล่อยเจ้าอยู่คนเดียวเหรอ? ไม่มีทางโว้ย”
ชายหน้ากากเหล็กขมวดคิ้วแน่น “เจ้า…อย่าเข้ามา!”
เจี้ยงหยวนเหลือบตามองอย่างไม่ยี่หระ ไอสีดำรอบกายเขาพลันหมุนวนรุนแรงราว มันกรีดร้องดั่งเสียงปีศาจในหุบเหว
เจี้ยงหยวนกลับหัวเราะยียวนใส่
“ฮ่าๆๆ แหกปากทำไมวะ!ไอ้แก่ ข้าคุยกับศิษย์น้องอยู่ ไม่ว่างจะสนใจหรอก!”
เจี้ยงหยวน ยกมือข้างหนึ่งขึ้นอย่างสบายๆ ราวกับกำลังปัดยุงเล่น ปราณสีดำที่หมุนวนรอบกายเขาพลันพุ่งออกมาเป็นระลอกคลื่นมหึมา เสียงหวีดหวิวกรีดอากาศดังจนหูแทบแตก
ตูม!!!
ชายชราสวมหน้ากากเหล็ก เซียนผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของดาวดวงนี้ ระดับ 8 หลอมกายา ถึงกับถูกซัดกระเด็นออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว!
ร่างของเขาพุ่งชนกำแพงหินด้านหลังดังสนั่น กำแพงหนาหนักที่สลักยันต์โบราณไว้ยังแตกเป็นรอยร้าวกระจาย เลือดสดพุ่งออกจากปากของชายชราในบัดดล
เจี้ยงหยวนยืนกอดอก แสยะยิ้มกวนตีน
“โอ๊ย ข้าแค่ลองสะบัดนิดเดียวเองนะท่านลุง ใจคอไม่แข็งเลยนี่หว่า ฮ่าๆๆ”
หานเหวินเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา
เจี้ยงหยวนหันมายักไหล่ใส่ศิษย์น้อง
“ก็เพราะข้าเท่กว่า หล่อกว่า… หรือไม่ก็เพราะตาเฒ่านี่อายุเกินพันปีแล้วมั้ง กระดูกเลยเปราะง่าย ฮ่าๆๆ”
ชายชราหน้ากากเช็ดเลือดที่มุมปาก แววตาสั่นสะท้าน เขามองเจี้ยงหยวนด้วยความตกตะลึงปนหวาดกลัว
"มนุษย์บนดาวนี้ไม่มีใครทำข้าได้แบบนี้ เจ้าคือหลิงเทียนจริงๆ"
เจี้ยงหยวนหัวเราะเบาๆ ส่ายหน้าอย่างเอือมๆ
“มนุษย์ไม่มนุษย์มันก็เรื่องเล็กหรอก ที่สำคัญกว่าคือ…ข้าจะได้ทำหน้าศิษย์พี่สุดหล่อ ที่คอยช่วยศิษย์น้องหานเหวินของข้าไง!”
ว่าแล้วเขาก็ก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว ปราณสีดำหมุนวนรอบกายดุจมหาสมุทรคลั่ง กดดันจนพื้นดินแตกร้าวเป็นเส้นใยทั่วทั้งลาน
เจี้ยงหยวนเหลือบตามองไปยัง อวี้เฟิง ที่นอนสลบอยู่ บนร่างนั้นมีกระบี่เงินเรืองแสงสีฟ้าอ่อนปกป้องเขาอยู่ดั่งโล่แห่งสวรรค์
“เอ๊ะ… นั่นใครน่ะ?” เขาเอียงคอ มุมปากแสยะยิ้มกวนตีน “หน้าเหมือนแฝดข้าซะจริงๆ ฮ่าๆๆ”
เพียงแค่ขยับนิ้วหนึ่ง ปราณวิปลาศสีดำ ก็พุ่งออกไป ปัดกระบี่เงินเรืองแสงนั้นกระเด็นออกจากร่างอวี้เฟิง ร่างสะบัดลอยออกไปกลางอากาศ ราวกับลูกตุ้มที่ขาดแรงยึด
เจี้ยงหยวนยกมือขึ้นกวักแบบกวนๆ เรียกร่างของอวี้เฟิงให้ลอยเข้ามาใกล้ เขาเอียงหน้ามองตั้งแต่ปลายผมบนศีรษะลงมาถึงเท้า โดยเฉพาะใบหน้า
“โห!… ทำไมมันเหมือนข้าขนาดนี้เนี่ย? ใบหน้าก็ละม้ายเหมือนข้า ผมก็เหมือนข้า ตาเหมือนข้า… มันเป็นใครอ่ะ หานเหวิน?”
เสียงของเขายียวนปนความสงสัยเต็มเปี่ยม มือยังลูบร่างของอวี้เฟิงอย่างสนุกสนานราวกับกำลังตรวจของสะสม
เจี้ยงหยวนยังคงซุกซนไม่เลิกเขา....เอามือล้วงเข้าไปที่กล่องดวงใจใต้กางเกงอวี้เฟิงและขยำๆ
"ห๊า! แม้แต่น้องชายก็ยังมีขนาดเท่ากับข้าเลย ฮ่าๆๆๆ"
หานเหวินยืนช็อก ขยับปากพูดแทบไม่ออก
“ศิษย์พี่… เฟิง....อย่าทำอะไรเขานะ!!”