ตอนที่ 121 ความกังวล
นิทานไม่ตอบคำ เพียงจ้องมองโอไรออนที่ก้มหน้าเงียบ ๆ เท่านั้น ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ เขาจึงพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ผมกลัวครับ กลัวว่าพอเจอพวกท่านแล้ว พวกท่านจะไม่ได้จากผมไปเพราะเหตุผลบางอย่าง”
“กลัวว่าจะมีแต่ผมที่ออกตามหาพวกท่าน มีแต่ผมที่อยากเจอ”
“กลัวว่าพวกท่านจะไม่ต้องการผม”
เสียงสะอื้นของโอไรออนเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ร่างน้อย ๆ ของโอไรออนสั่นเครือพร้อมหยดน้ำตาที่เริ่มไหลออกมา
แม้ภายนอกเขาจะดูเข้มแข็งและมั่นใจเพียงไรเขาก็ยังเป็นเพียงเด็ก 10ขวบคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อเขามีโอกาสได้ลองออกตามหาด้วยตัวเอง ได้พบโอกาส ได้พบความหวัง
ความกลัวที่ถูกปิดซ่อนไว้ตลอดมาก็เผยตัว
ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่อาจทำอะไรได้ เขาเพียงได้แต่คิดง่าย ๆ ว่าเมื่อตนโตพอเขาจะเก็บเงินเข้าเมืองหลวง สร้างฐานะตนแล้วจึงออกตามหาพ่อแม่ แค่สิ่งเหล่านั้นก็ห่างไกลมากแล้วเขาจึงไม่อาจคิดถึงสิ่งต่อไปได้ง่าย ๆ
หากเวลานี้เขาสามารถไปนครรัตนะได้อย่างง่ายดาย จะได้รับการสนับสนุนและการเลี้ยงดู เพียงไม่กี่ปีเขาย่อมสามารถเก็บเงินได้ เขาเริ่มพอมองเห็นความหวังและโอกาสที่เป็นรูปเป็นร่างแล้ว
และมันทำให้เขากลัว กลัวจนไม่อาจบรรยายออกมาได้ กลัวว่าสิ่งที่เขาคาดหวังมาตลอดจะจบลงด้วยความผิดหวัง
หากมีแค่เขาล่ะที่คิดไปเองว่าพ่อแม่รักเขา
มือหนาใหญ่ของแซฟไฟร์วางลงบนหัวน้อย ๆ ของโอไรออน ลูบอย่างเบามือ นิ้วมือที่ผ่านผมสีทองเข้มของเขาทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นในใจ
นัยน์ตาของโอไรออนเป็นสีม่วง ต่างกับเผ่าซือบาสคนอื่นที่เป็นสีฟ้าสดใส แม้แต่ผมสีทองของเผ่าซือบาสก็ดูจะอ่อนกว่าของโอไรออนที่ค่อนข้างเข้ม
“ทำไมพวกนั้นถึงบอกว่านายเป็นสายเลือดแท้ล่ะ?” นิทานพูดขึ้น ชวนคุยเปลี่ยนเรื่องอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
โอไรออนมึนงงไปเล็กน้อย หากก็ยังตอบกลับแต่โดยดี
“ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่ผมเดาว่าเพราะเผ่าซือบาสสายเลือดแท้จะแตกต่างเล็กน้อย” โอไรออนเช็ดน้ำตาอธิบาย
“ผมสีทองและตาสีฟ้าคือเผ่าซือบาส แต่สายเลือดแท้จะพิเศษกว่านั้นหน่อย คิดว่าเพราะผมแตกต่างนิดหน่อย พวกมันเลยคิดไปแบบนั้น”
“งั้นแปลว่าพ่อแม่ของนายก็เอาเรื่องเหมือนกันนะคะเนี่ย” นิทานยิ้มแซว
การที่จะเป็นเผ่าซือบาสสายเลือดแท้ได้หมายความว่าตำแหน่งในเผ่าของพวกเขาย่อมไม่ต่ำทรามอย่างแน่นอน นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่อาณาจักรไฟกัลป์ถึงกับติดต่อไปทางนครลอยฟ้าโดยตรง
แต่ก็ยังไม่มีผู้มารับตัวโอไรออนแต่อย่างใด
“อาจจะไม่ใช่ก็ได้ครับ ไม่งั้นพวกเขามารับผม….” โอไรออนน้ำเสียงเริ่มสั่นเครืออีกครั้ง
“แต่นายก็ไม่รู้ใช่มั้ยล่ะ?” นิทานยิ้มขึ้น
“ถ้าจริง ๆ แล้วทุกอย่างก็เป็นอุบัติเหตุล่ะ?”
“ถ้าจริง ๆ แล้วพวกเขากำลังตามหานายกันอยู่เต็มที่ล่ะ?”
“นายไม่รู้หรอกว่าเขาตั้งใจทิ้งนาย หรือพวกเขารักนายสุดหัวใจ” นิทานยิ้ม
“ไม่รู้ครับ แต่ผมกลัว..กลัว..ที่จะรู้มากเลยครับ” โอไรออนตอบเสียงเบา
“งั้นกลับบ้านมั้ยล่ะ ไปใช้ชีวิตปกติธรรมดาต่อไปก็ได้ ก็แค่ทำอะไรที่อยากทำ เติบโตไปในอนาคต เจอคนรัก มีครอบครัว ลืม ๆ ทุกอย่างไป” นิทานพูดต่อ
โอไรออนได้ยินเช่นนั้นก็เม้มปากแน่น หมัดของเขากำแน่นจนซีดขาว ใบหน้าเต็มไปด้วยความอัดอั้น
“แต่มันอัดอั้นใช่มั้ยล่ะ มันจะเสียใจทีหลังใช่มั้ยล่ะ” นิทานตบหัวโอไรออนเบา ๆ หนึ่งที
โอไรออนกุมหัวของตนน้อย ๆ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา
“ปลอบเด็กไม่เป็นเอาเสียเลยนะครับพี่แซฟไฟร์เนี่ย” โอไรออนหลุดยิ้มน้อย ๆ
“เอ้า ก็บอกไปแล้วไงว่าฉันเกลียดเด็ก” นิทานหัวเราะตาม
“ก็จริงครับ เอาล่ะ ไว้จะเป็นยังไงค่อยว่ากัน ยอมแพ้ง่าย ๆ มันไม่ใช่นิสัยของผมด้วยสิ อีกอย่างแบบนี้ก็ดูสนุกกว่าด้วย” โอไรออนเริ่มยิ้มอีกครั้ง
“โอ้ ดีเลย ไว้ถ้าเกิดพวกเขาทิ้งนายจริงไว้เดียวฉันช่วยตบพวกเขาคนละสองทีเลยดีมั้ย” นิทานทำท่าเบ่งกล้ามพลางฉีกยิ้ม
โอไรออนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่าเริง บรรยากาศอึดอัดเมื่อครู่ค่อย ๆ บรรเทาขึ้น
มีผลต่อจิตจริง ๆ ด้วยแฮะ ทำให้คนเปิดใจง่ายขึ้นด้วยมั้งเนี่ย นิทานมองเนื้อกุ้งสะท้อนแสงที่อยู่บนโต๊ะหน้าตน ทั้งหมดที่เขาพูดกับโอไรออนเขาไม่ได้เสแสร้งแต่อย่างใด เขารู้สึกอย่างนั้นจากใจจริง
ตัวเขาเองไม่มีโอกาสได้เจอพ่อแม่อีกแล้วแต่โอไรออนมี ดังนั้นคนที่จะตัดสินใจเลือกเมื่อโอกาสมาถึงก็สมควรมีแต่ตัวโอไรออนเองเท่านั้น
เขามองเด็กชายที่ยังคงกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
ช่างมันละกัน ชะตาของตัวเองก็ต้องขีดเขียนด้วยตัวเองล่ะนะ
————————————————————————————————————————————————
“โอไรออน เวลาเข้าป่าน่ะ สิ่งที่ต้องระวังที่สุดเลยคือพิษทั้งหลายนะ ไม่ใช่สัตว์อสูร” เสียงของนิทานดังขึ้นในขณะที่เขาบรรจงป้ายของเหลวเหนียวหนืดสีเขียวลงไปยังบาดแผลบริเวณปีกของโอไรออน
“พวกสัตว์อสูรน่ะ ส่วนใหญ่มีร่องรอยกันทั้งนั้น ถ้าจับสังเกตได้ก็ไม่ยากหรอก ส่วนสัตว์อสูรที่ซุ่มอยู่ก็มีไม่เยอะมาก คอยสอดส่องรอบตัวระหว่างที่ระวังตัวตามปกติก็ใช้ได้แล้ว”
“พิษต่างหากที่อันตรายที่สุด ไม่ว่าจากพืชหรือแมลง ยิ่งเป็นพื้นที่ที่เราไม่คุ้นชินยิ่งยากจะเตรียมการยารักษาเอาไว้ เพราะงั้นถ้ามีโอกาส ก่อนเข้าป่าจงเตรียมยาแก้พิษท้องถิ่นไว้เสมอ” เสียงสั่งสอนของนิทานยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับคีตาที่อยู่ด้านข้างเด็กชายร่างเล็กที่นั่งหอบอย่างหมดสภาพ
“ครั..ครับ…” โอไรออนหอบหนัก ในวันนี้เขาพกดาบเล่มหนึ่งติดแผ่นหลังมาด้วย ร่างกายถูกเปลี่ยนจากชุดผ้าฝ้ายขาด ๆ กลายเป็นชุดหนังและรองเท้าหนังอย่างดี
เสื้อผ้าที่สะอาดและการทำความสะอาดร่างกายทำให้หน้าตาที่ดูโดดเด่นของโอไรออนดูดีขึ้นไปอีก ในฐานะเผ่าซือบาสที่มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามอยู่แล้วหน้าตาของโอไรออนที่ดูดีตั้งแต่ยังเด็กทำให้สามารถทำนายอนาคตของเขาได้ไม่ยากเลย
“แล้วล่าได้รึยัง หมูสามเขี้ยวน่ะ” นิทานถามขึ้น แม้เขาจะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม เขาได้บอกแก่โอไรออนไปก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ช่วยเหลือใด ๆ แต่เขานั้นลอบสอดส่องด้วยพลังอาณาเขตแทบตลอดเวลา
ได้ยินดังนั้นโอไรออนก็ยิ้มยิงฟันอย่างมีความสุข ลุกขึ้นพานิทานไปยังอีกฝั่งของพุ่มไม้ เผยให้เห็นร่างของหมูป่าตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่สูงกว่าโอไรออนถึงสองช่วงหัว ร่างกายของมันเต็มไปด้วยบาดแผลคมดาบ
แม้มันจะยังคงหายใจรวยรินแต่ดูจากสภาพแล้วมันย่อมไม่มีทางรอดชีวิตไปได้อีกนานนัก
โอไรออนยืนยิ้มแฉ่งรอรับคำชม หากนิทานกลับขมวดคิ้วน้อย ๆ มองตรงไปทางโอไรออนด้วยสายตาตำหนิ
“การที่นายแข็งแกร่งกว่าไม่ได้หมายความว่านายจะเล่นกับชีวิตของผู้อ่อนแอกว่าได้หรอกนะโอไรออน ในเมื่อนายมีเป้าหมายเพื่อสังหาร งั้นก็อย่าปล่อยให้ต้องทรมาน” นิทานพูดเสียงเข้ม
โอไรออนได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งขึ้น รีบเดินไปเงื้อดาบเตรียมปลิดชีวิตหมูสามเขี้ยวตัวนั้น หากก่อนจะปลิดชีวิตนิทานได้ยินโอไรออนพึมพำเบา ๆ
'ขอโทษ'
นิทานส่ายหน้าน้อย ๆ การมีจิตใจโอบอ้อมอารีเป็นสิ่งที่ดี เขาเพียงกังวลว่าความใจอ่อนนี้จะส่งผลเช่นใดต่อไปในอนาคต ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่ผู้ปกครองของโอไรออน เขาเพียงสั่งสอนสิ่งที่เขาสมควรและเฝ้าดูเท่านั้น
แม้โอไรออนจะมีสีหน้าหม่นหมองเล็กน้อยยามลงดาบ หากเขาก็สะบัดหน้าฟื้นคืนอารมณ์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะลากร่างของหมูสามเขี้ยวขึ้นหลัง
“เหลือส่งภารกิจก็เรียบร้อยแล้วครับพี่แซฟไฟร์” โอไรออนยิ้ม ในช่วงสองวันมานี้ เขาได้สมัครเป็นนักผจญภัย ด้วยความที่เขายังเป็นเพียงแรกเกิดเขาจึงเป็นได้เพียงระดับเพชรเท่านั้น แต่ก็ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ของเขา
“วันสุดท้ายแล้วนะ พรุ่งนี้ก็จะกลับนครรัตนะกันแล้ว ตื่นเต้นมั้ย” นิทานยีหัวของโอไรออนจนฟูขณะที่คีตาไปรับหมูสามเขี้ยวมาขึ้นหลัง การให้เด็ก 10ขวบแบกหมูตัวใหญ่คนเดียวคงจะใจร้ายไปเสียหน่อย
“ครับ!”
ท่ามกลางรอยยิ้มของทั้งสองที่กำลังกลับ นิทานพลันเปลี่ยนสีหน้า ร่างของเขาปะทุไปด้วยพลังที่ได้รับการเสริมจนถึงขีดสุด เขาคว้าร่างของโอไรออนกระโดดถอยหลังอย่างรวดเร็ว
ร่มปกปักหทัยในมือถูกโยนไปทางคีตา มันคาบรับไว้พลางกางร่มออก กระโดดขึ้นหน้าเตรียมรับการโจมตี หากเพียงพริบตาเดียวกรงขนาดใหญ่ก็ผุดขึ้นจากพื้นดิน ครอบคลุมร่างของทั้งสามเอาไว้ภายใน
ร่างสีดำน้ำตาล 3ร่างปรากฏขึ้นจากพื้นดิน พวกเขาใช้เขาและคมเขี้ยวบริเวณศอกดั่งสว่าน เคลื่อนร่างผ่านชั้นดิน ปรากฏขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างจากการแหวกว่ายในผืนน้ำ
เงาร่างทั้งสามเพียงพริบตาก็รายล้อมกรงที่ขังพวกเขาเอาไว้ โอไรออนที่ยังไม่ทันสถานการณ์นัยน์ตาเบิกกว้าง นิทานเคลื่อนหน้าขึ้นคู่กับคีตา เหงื่อกาฬไหลโชกอย่างร้ายกาจเมื่อสัมผัสได้ถึงระดับขั้นในการขีดเขียนชะตาที่ทั้ง 3เปิดเผยโดยไม่ปิดบัง
นักสลักโท 2คน! นิทานสอดสายตามองคนทั้งสองทางด้านข้าง หากความกดดันที่น่ากลัวที่สุดกลับเป็นชายชราตรงกลางที่แผ่พลังน่าเกรงขาม นัยน์ตาทั้งสองแดงก่ำดั่งโลหิตระอุ
อริยะ!
เพียงวินาทีที่นิทานสัมผัสได้ถึงพลัง สมบัติสองชิ้นก็ถูกใช้ออกพร้อมกัน ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์เปล่งประกายเรืองรอง เกิดเป็นข่ายอาคมอีกชั้นหนึ่งที่ปกคลุมทั้ง 3ไว้ภายใน ตราชิ้นหนึ่งในมือพลันเรืองแสงสีแดงเจิดจ้า ส่องประกายขึ้นท้องฟ้า เกิดเป็นตรารูปหัวราชสีห์ตัวเมียที่คำรามอย่างเกรียงไกรบนฟากฟ้า
แม้ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและข่ายอาคมถูกกางออกหากทั้งสามกลับไม่มีท่าทีหวั่นวิตกแม้แต่น้อย มีเพียงความโกรธแค้นและไม่พอใจในนัยน์ตาสีแดงสดทั้ง 3คู่นั้น
“ตามบัญญัติแห่งราชวงศ์เวียเซล แซฟไฟร์ถูกลงความเห็นให้เป็นผู้ต้องหาในคดีลักพาตัวทายาทเผ่ารูเบียส! ดำเนินการจับกุม!”