พลังลมปราณใดๆการกักเก็บหรือใช้ออกย่อมมีขีดจำกัด แล้วแต่ภาชนะบุคคลใดจะรองรับได้เพียงใด
หากลมปราณคือน้ำ ผู้ใช้ลมปราณก็คือภาชนะ บางคนรองรับได้เพียงขันใบหนึ่ง บางคนรองรับได้ถึงโอ่งหนึ่ง หากผู้ที่ฝึกฝนมาเนิ่นนานหลายสิบปีอาจรองรับได้ถึงหนึ่งห้อง แต่อย่างไรการกักเก็บหรือใช้ออกย่อมมีขีดจำกัด แล้วแต่ภาชนะ
ในทุกยุคสมัยจะมีผู้หาหนทางสร้างลมปราณไร้ก้นขอบ แต่หามีผู้เคยทำสำเร็จไม่ ฉีซิ่นมองไปที่ซูิด้วยความรู้สึกยากบรรยาย ราวกับเจอของวิเศษที่ไม่ควรมีอยู่จริง ฉีซิ่นกลืนก้อนลมลงคออึกใหญ่ ก่อนเอ่ย
“ในเมื่อเ้าเดินเหินสะดวกขึ้นแล้ว ข้าจะสอนวิชาฝ่ามือให้เ้าติดตัวสักหนึ่งกระบวนท่า เป็วิชาพื้นฐานเช่นเดิม”
ฉีซิ่นอยากตรวจสอบให้มั่นใจ แม้ฉีซิ่นจะค่อนข้างมั่นใจอยู่แล้ว เมื่อคราวที่มันตรวจสอบปราณของซูิ แล้วพบกับความว่างเปล่า มันย่อมต้องว่างเปล่าเพราะลมปราณไร้ก้นขอบจะแตกต่าง หากลมปราณโดยทั่วไปเปรียบได้เป็น้ำ ลมปราณของซูิก็คืออากาศธาตุ
ซูิที่ได้ยินว่าฉีซิ่นจะสอนมันอีกกระบวนท่า ก็ถึงกับคึกคักอักโข ลืมสังเกตเส้นผมที่เปลี่ยนเป็ขาวโพลนของฉีซิ่นไป ฉีซิ่นอธิบายการรวบรวมลมปราณไปที่ฝ่ามือโดยละเอียด ซูิมึนงงท้วงถาม ว่ามันไม่มีลมปราณจะฝึกได้อย่างไร ฉีซิ่นบังเกิดความรำคาญี้เีอธิบายมากความ บอกเพียงว่า เมื่อสักครู่มันใส่ลมปราณให้ซูิไปแล้ว
ซูิหลังจากทำความเข้าใจอยู่หลายรอบ จึงยกฝ่ามือขึ้น แม้รวบรวมลมปราณได้ แต่ไม่อาจพุ่งออก ลมปราณจากท้องน้อยหมุนวนเลื้อยขึ้นมาตามแขน พอมาถึงที่ฝ่ามือกลับแตกสลายไป สร้างความหงุดหงิดใจแก่ซูิินัก ผิดกับฉีซิ่นที่ใจเต้นระรัว อารมณ์พลุกพล่านยิ่ง ‘เป็ไปไม่ได้ ถ้าไม่ได้เห็นกับตาคงไม่มีวันเชื่อ!’
วิชาฝ่ามือพายุมันเป็วิชาที่ยุ่งยาก กว่ามันจะสร้างวิชานี้ขึ้นมา ใช้ความเพียรพยายามนับสิบปี ไม่น่าเชื่อ แค่พูดออก ชายหนุ่มที่เบื้องหน้ามันก็แทบทำตามได้เลย หรือลมปราณของมันยังมีคุณสมบัติรองรับได้ทุกวิชา ?
อึก!
ความเ็ปจากธาตุไฟแทรกแทรงร่างฉีซิ่นอีกครา เวลาที่ผ่านมาใช่ว่าอาการาเ็ของมันทุเลาลง เพียงแต่การเดินลมปราณที่ซูิสอนให้แก่มัน แม้ไม่ช่วยขจัดพิษของธาตุไฟ แต่ก็สามารถลดความเ็ปได้บ้าง จากที่มันต้องตายตกไปแล้ว กลายเป็รอด เพียงแต่พิกลพิการไม่สามารถลุกยืน ได้เพียงประคองร่างนั่งไว้ ยืดเวลาตายออกไปเพียงเล็กน้อย
ฉีซิ่นหอบหายใจเฮือกใหญ่ ภายในร่างกายดั่งมีเข็มพันหมื่นเล่มทิ่มแทงไปมา
ซูิที่เห็นอาการดังนั้น มันเลิกสนใจวิชาฝ่ามือ
“ท่านเป็อย่างไร ไม่ใช่ดีขึ้นแล้วหรอ?” ซูิมองผู้เฒ่าด้วยความเป็ห่วง วิตกกังวล
“ลมหายใจเ้า แท้จริงแล้วมัน….คือ..โอ๊กก”
ฉีซิ่นพยายามบอกกล่าว แต่โลหิตสีดำร้อนผ่าวทะลวงผ่านลำคอ พุ่งออกมาเป็กองโต เสียงหายใจยิ่งหอบถี่จนแทบขาด่
ซูิเอื้อมมือหมายประคองร่าง แต่เมื่อััผิว ิัมันร้อนรุ่มดั่งไฟลวก จนเลผอชักมือออก
“กุกกัก…กุกกัก”
เสียงแว่วไปมา คาแรกซุ่มเสียงเดี๋ยวมาเดี๋ยวหาย แต่บัดนี้ เหมือนเสียงนั้นเริ่มถี่เริ่มใกล้ขึ้น เริ่มชัดเจนว่าไม่ได้คิดไปเองแต่อย่างใด
“พวกมันมาแล้ว”
ฉีซิ่นเอ่ยออกด้วยน้ำเสียงที่กลับมาปกติดังเดิม สิ้นเสียงของฉีซิ่น เสียงก้องกังวานของเกือกม้าที่บดขยี้พื้นศิลา ดังกระหึ่มเข้ามาใกล้ ซูิที่ได้ยินหน้าซีดเผือกลงในทันใด…
ชายหนุ่มหันมามองฉีซิ่นที่กลับมามั่นคง ท่าร่างนั้นทำให้ซูิรู้สึกปลอดภัยขึ้น
“ท่านไปกัน…ตอนที่ท่านให้สำรวจทางเข้าออกถ้ำ ข้าพบทางออกด้านหลังอีกทาง”
ซูิขณะจะวิ่งออก ฉีซิ่นกลับนั่งอยู่ที่เดิมไม่เคลื่อนไหว
“ท่าน! เราหนีก่อน พอตั้งหลักได้ค่อยว่ากัน ท่านย่อมรู้ คนของทางการ หากสังหารสิบ มันมาร้อย สังหารร้อย มันมาอีกสิบหมื่น!”
ฉีซิ่นยังคงนั่งดังเดิมไม่ไปไหน ซูิที่เห็นดังนั้น พอมันนึกย้อนกลับไป ั้แ่เช้าจนถึงบัดนี้ฉีซิ่นมิได้เคลื่อนไหวออกจากจุดเดิมแม้แต่เสี้ยวหนึ่ง พอนึกออกซูิดั่งโดนน้ำเย็นราดลงกลางหัว
“ท..ท่านขยับไม่ได้!” ซูิโพล่งออกอย่างแตกตื่น
“ในที่สุดตัวโง่งมเช่นเ้านับว่าฉลาดขึ้นบ้าง”
แม้ฉีซิ่นยังคงพูดจาหยอกล้อ แต่น้ำเสียงมันมิอาจซ่อนความเหน็ดเหนื่อย ซูิมองมาด้วยสายตาอาลัย มันนั่งลงหมายหอบร่างฉีซิ่นขึ้นมา
ฉีซิ่นไร้เรี่ยวแรงขัดขืนใดๆ
“วาง!”ชายชราะโก้อง
ซูิไม่ฟังคำใด พยายามฉุดรั้งฉีซิ่นขึ้นมา ฉีซิ่นดิ้นรนขัดขืนอย่างไร้เรี่ยวแรง กลายเป็ภาพสุดเวทนาของมหาจอมโจร
“ข้าใกล้ล้ตายแล้ว อย่างน้อยก่อนตาย ช่วยฟังคำข้า!หน่อยเว้ย!”
ฉีซิ่นะโออกพร้อมกับกองเืชุดใหม่ที่ไหลรินออกมา ซูิจึงยอมวางมันลง
ฉีซิ่นเมื่อถูกวางลง เขากลับมานั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ ด้วยลมหายใจโรยริน
“ท่านผูเฒ่ามีคำพูดใดจงพูดออก ข้าพเ้าพร้อมรับฟัง” ซูินั่งคุกเข่าอยู่ในกิริยานอบน้อม มองมาด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว
ฉีซิ่นมองไปที่บุรุษหนุ่มเบื้องหน้า มันเกิดความสะท้อนใจอยู่บ้าง หนุ่มน้อยเบื้องหน้า ที่เพิ่งพบกันไม่กี่วันกลับผูกพันกันยิ่งนัก แม้ได้พบกันเพียงครู่ แต่ผ่านเป็ตายกันไม่รู้มากมายเท่าใด แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต ภาพที่เบื้องหน้าก็ยังเป็ซูิ!
ฉีซิ่นถอดผ้าพันเอวของตนเองออก ภายในผ้ามีสมุดสีดำสนิทเล่มหนึ่งดูทรุดโทรมยิ่ง มันนำสมุดเล่มนั้นยื่นให้แก่ซูิด้วยมือที่สั่นเทา
“เ้ารับไป นี่คือเคล็ดวิชาทั้งหมดของข้า มันจะช่วยให้เด็กน้อยอย่างเ้าอยู่รอดในยุทธภพที่โหดร้ายเช่นนี้ได้บ้าง” ซูิรับมาด้วยมือที่สั่นยิ่งกว่า ..
เสียงกลีบม้าดังไปมาสะท้อนกำแพงหินราวฟ้าถล่ม แต่สีหน้าคนทั้งสองไร้ความหวั่นไหว ไม่สนใจเื่ราว เหมือนโลกนี้มีแค่มันสองคน
ฉีซิ่นเอ่ยออกด้วยน้ำเสียงแหบเบา แต่หนักแน่น “เ้าจงฟังข้าและจงทำตาม ข้าไม่ได้สั่งให้เ้าหนี แต่สั่งให้เ้ามีชีวิตรอด”
ฉีซิ่นขณะจะพูดอันใดต่อซูิพลันสวนกลับมา
“ข้าไม่ทิ้งท่าน!”
ฉีซิ่นถอนหายใจยาว “หากเราตายทั้งคู่ย่อมไร้ความหมาย ความหวังของข้า วิชาของข้าต้องมีผู้สืบทอด” ซูิรับฟัง แม้มันอยากทำตามคำสั่งแต่ขาไม่อาจก้าวออก
“ข้าและท่านอาจได้พบกันไม่กี่วัน แต่นับว่าผ่านหลายเื่ราว ท่านสอนวิชาให้ข้า ข้าขอบังอาจนับถือท่านเป็อาจารย์คนแรก ศิษย์จะดำรงสืบทอดวิชาของท่านอาจารย์ต่อไป”
ซูิกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง ก้มลงกราบกรานฉีซิ่นผู้ยิ่งใหญ่ นี่เป็ครั้งแรกที่ซูิเกิดความเคารพผู้ใดด้วยใจจริง บัดนี้เด็กหนุ่มเติบโตขึ้นแล้ว..
ฉีซิ่นมองไปที่บุรุษเบื้องหน้าด้วยความลึกซึ้ง พลันนึกถึงภาพชีวิตของตนเองผุดขึ้นมาเป็ฉากๆ
ฉีซิ่นจากเด็กน้อยที่เป็ขอทาน ถูกโลกอันโหดร้ายบังคับให้มันต้องแข็งแกร่ง ไต่เต้าจากดินสู่ฟ้า ผ่านหลายเื่ราว กว่ามันจะถูกเรียกว่าเป็หนึ่งในห้าผู้อยู่จุดสูงสุดของจอมยุทธ์ มิทราบต้องเหยียบย่ำกองศพมากมายเพียงใด
พอนึกถึงเหล่าบริวารของตน การก่อกองไฟนั่งล้อมวงรับประทานข้าวปลาไปวันๆที่เป็ดั่งกิจวัตรจำเจ พอย้อนกลับไปนึกถึงนับว่าเป็ความสุขยิ่ง ฉีซิ่นที่ใกล้ตายไม่ทราบเป็ภาพหลอนหรือไม่ ในถ้ำศิลาเกิดเงารางของเหล่าบริวารมันนั่งก่อกองไฟดื่มกินกันอย่างสนุกสนานยิ่ง ที่นั่งหนึ่งยังว่างอยู่ คล้ายรอให้มันเข้าไปร่วมวง
บัดนี้ฉีซิ่นรอรับความตายอย่างยอมจำนน ชีวิตที่ผ่านมานับว่าไม่เสียดาย มันมองไปที่ซูิที่ยังคงกราบกรานมัน อย่างน้อยวาระสุดท้ายของชีวิต ได้รับศิษย์วิเศษเช่นนี้ไว้ ยิ่งสมใจอีกหลายส่วน
“ซูิ..ลมหายใจเ้าแท้จริงมันคือสิ่งวิเศษ ยุทธภพนี้เต็มไปด้วยการแย่งชิง เ้าอย่าเผยวิชาลมปราณฟ้าเ้าให้ผู้ใด…เ้าคือศิษย์ผู้เดียวของข้าตลอด..” เสียงของฉีซิ่นขาดหายไปพร้อมกับดวงจิตที่มอดดับลงอย่างสงบ…
จอมโจรสิบเงา ฉีซิ่น บัดนี้ได้สิ้นลงแล้วในวัย72ปี ตำนานของเขาได้จบลงแล้ว ณ ถ้ำศิลาแห่งนี้
ซูิ บุรุษหนุ่มผู้นี้จะสร้างตำนานบทใหม่ขึ้นเอง มันปาดน้ำตาคราหนึ่ง กราบกรานร่างของอาจารย์อีกครา ก่อนใช้ออกด้วยวิชาเท้าผีขั้นสอง วูบออกไปไร้ซุ่มเสียง ก่อนที่กองทัพม้าหลายสิบนายรุดเข้ามา