บทที่ 21 ฝึกยุทธ์วิถีคนบ้า (100%)
ยอดเขาเงาตะวัน...“ไอ้ลูกเต่าโง่เง่า อ่อนแอยิ่งกว่าหมู ฮี่ ๆ ๆ”ชายชราเสื้อผ้าเก่าขาด ผมเผ้ารุงรัง นั่งตะโกนด่าแล้วหัวเราะอยู่บนต้นไม้ ดวงตาลึกโหลจ้องมองการต่อสู้ของเด็กหนุ่มกับหมูป่าเขี้ยวดาบ สัตว์อสูรขั้นสามที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายและทรงพลังอย่างยิ่ง“โฮกก!!” เสียงคำรามดุดันของหมูป่าเขี้ยวดาบดังก้องเขา เขี้ยวคู่ที่งอกออกมาจากปากใหญ่ดูน่าสะพรึง ขาหน้าใหญ่ยักษ์ตะกุยดินจนฟุ้งกระจาย แล้วพุ่งร่างขนาดควายป่าเข้าหาซู่หลันอย่างฉุนเฉียว เขี้ยวยาวแหลมคมดุจดาบคู่ส่องประกายแวววับซู่หลันเบี่ยงตัวหลบการโจมตีอย่างว่องไว แล้วรวบรวมพลังปราณมาไว้ที่กำปั้นขวา ก่อนปล่อยหมัดต่อยเข้าที่ข้างกกหูของมันอย่างแรง หมูป่าสะบัดหัว เลือดสีแดงเข้มที่ไหลออกจากรูหูสาดกระเซ็นเต็มพื้นกลิ่นคาวเลือดยิ่งเพิ่มความคลุ้มคลั่งให้หมูป่าเขี้ยวดาบ มันหันหัวกลับมา เขี้ยวคู่ยาวปรี่เข้าใส่ร่างของซู่หลัน เสียงเขี้ยวแหวกผ่านอากาศด้วยความเร็วดังราวกับเสียงดาบผ่าตัดอากาศแม้ซู่หลันจะหลบการโจมตีจากคมเขี้ยวได้ แต่แรงกระแทกจากกะโหลกหนา ทำเอาร่างเขาลอยกระเด็น เลือดและลมปราณภายในร่างแปรปรวน กล้ามเนื้อและกระดูกปวดร้าวไปทั้งร่าง“ไอ้หมูเดรัจฉานบัดซบ!!”ซู่หลันโมโหจนหน้าเขียว จึงพุ่งร่างปราดเปรียวเข้าปะทะกับหมูป่าโดยตรง สองมือคว้าหมับที่เขี้ยวยาวข้างหนึ่งไว้แน่น แล้วใช้พลังแขนยกหมูป่าตัวมหึมาทุ่มฟาดลงกับพื้น จนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่เมื่อล้มร่างยักษ์ลงได้ หมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณ ต่อยกระหน่ำใส่ท้องเจ้าหมูป่าอย่างรัวเร็ว แรงหมัดทำลายอวัยวะภายในของมันจนยับเยิน แต่เจ้าหมูป่าคลั่งยังไม่ยอมแพ้ มันถีบขาหลังทรงพลังใส่ร่างซู่หลันจนกระเด็นหมูป่าเขี้ยวดาบพลิกตัวขึ้นยืนอีกครั้ง นัยน์ตาแดงก่ำเกรี้ยวกราดมองเด็กมนุษย์อย่างเคืองแค้น สี่เท้าแล่นเข้าโจมตีซู่หลันอย่างบ้าคลั่ง ร่างหมูป่าตัวโตกับร่างเด็กมนุษย์พุ่งเข้าประสานงากัน มือเด็กหนุ่มคว้าจับเขี้ยวยาวไว้แน่นแล้วเกร็งข้อมือออกแรงบิด“เป๊าะ!!” เสียงเขี้ยวหมูป่าหักดังลั่น เลือดสีสดไหลทะลัก ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวน ร่างใหญ่เซล้มลงกระแทกพื้น ซู่หลันฉวยโอกาสใช้เขี้ยวข้างที่หักแทงที่ตำแหน่งหัวใจมันทันทีร่างหมูป่าเขี้ยวดาบดิ้นทุรนทุราย เสียงกรีดร้องครวญครางดังลั่นเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแน่นิ่งสิ้นลมหายใจเด็กหนุ่มทิ้งร่างสะบักสะบอมนอนแผ่หลาลงกับพื้นข้างร่างหมูป่า ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่นเลอะคราบเลือดคราบฝุ่นราวกับผ้าขี้ริ้ว เนื้อตัวเจ็บปวดจนกระดูกแทบแหลก“โง่เง่าเต่าตุ่น แค่ฆ่าหมูป่าตัวเดียวใช้เวลาเป็นวัน ไอ้ลูกเต่าอ่อนแอลุกขึ้นเร็ว ข้าจะกินเนื้อย่าง เนื้อย่าง ฮี่ ๆ”วั่งซานกล่าวเยาะเย้ยซู่หลัน พลางเอ่ยเร่งให้เด็กหนุ่มลุกขึ้นย่างเนื้อหมูป่าเขี้ยวดาบให้กิน“ไปตายซะ ไอ้แก่บ้า!”ซู่หลันด่าวั่งซานอย่างหยาบคายด้วยความแค้น ตั้งแต่เขาถูกพาตัวมาที่เขาเงาตะวัน ก็ถูกจับโยนเข้าไปในรังของสัตว์อสูรทุกวัน เขาต้องต่อสู้กับสัตว์เดรัจฉานที่ดุร้ายจนมีสภาพร่อแร่เหมือนคนใกล้ตาย“ไอ้ลูกเต่าปากเสีย กล้าด่าอาจารย์ตัวเอง ไอ้ลูกเต่าเนรคุณ ฮือ ๆ ๆ” วั่งซานร้องไห้โวยวาย“หุบปากเดี๋ยวนี้! เจ้าไม่เคยสอนอะไรข้า ดีแต่จับข้าโยนใส่รังสัตว์อสูร พรุ่งนี้ข้าจะไปจากที่นี่”พอได้ยินซู่หลันพูดว่าจะไปจากเขาเงาตะวัน วั่งซานก็จับขาเด็กหนุ่มพาวิ่งลากไปกับพื้น เนื้อหนังที่ครูดไปกับพื้นดินเจ็บปวดไปทุกเสี้ยวจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง“ตู้ม!!” ร่างซู่หลันถูกโยนลงในแอ่งน้ำขนาดใหญ่กลางถ้ำลึกลับ กระแสพลังเย็นสบายไหลแทรกผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างสะบักสะบอมอย่างอ่อนโยน บาดแผลเหวอะหวะประสานตัวอย่างรวดเร็ว ความเจ็บปวดทั่วร่างได้รับการรักษาจนผ่อนคลายซู่หลันเบิกตากว้าง มองร่างกายตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา บาดแผลทั่วร่างหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พละกำลังภายในร่างก็เต็มเปี่ยม “หายแล้ว หายแล้ว ข้าเป็นอาจารย์ดีอย่าไปจากข้า ลูกเต่าศิษย์รักต้องสู้เยอะ ๆ เพื่อหลอมกายให้แข็งแกร่ง วิชาหมัดพยัคฆ์เพลิง ต้องมีร่างกายแข็งแกร่งถึงขีดสุดจึงจะเรียนได้ เนื้อสัตว์อสูรช่วยเพิ่มพลังกายและพลังปราณต้องกินเยอะ ๆ ฮี่ ๆ”ซู่หลันมองดูชายแก่บ้าที่ตะโกนพูดเสียงดังพร้อมกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความขมขื่น วิถีการฝึกยุทธ์ของชายแก่บ้าผู้นี้ช่าง....“ไปเถอะ ข้าจะย่างเนื้อหมูป่าอร่อย ๆ ให้ท่านกิน แล้วทีหลังอย่าลากร่างข้าครูดไปกับพื้นอีก มันเจ็บ”สิ้นเสียงพูด ร่างก็ถูกยกลอยขึ้นสูง แล้วพาวิ่งกลับไปที่จุดหมูป่าเขี้ยวดาบนอนตายอยู่“ตุบ!!” วั่งซานโยนร่างซู่หลันลงพื้นอย่างแรง จนได้ยินเสียงกระดูกลั่น“อาจารย์!!” การฝึกยุทธ์ตามวิถีคนบ้าได้ผลดีอย่างยิ่งยวด เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งเดือน พลังยุทธ์ของซู่หลันก็เลื่อนระดับขึ้นเป็นก่อปราณช่วงปลาย ซึ่งไวกว่าคนทั่วไปถึงสิบเท่า ตอนนี้กล้ามเนื้อและกระดูกของเด็กหนุ่มแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้าวิธีฝึกศิษย์ด้วยการต่อสู้แบบเอาชีวิตเข้าแลกของวั่งซาน เรียกได้ว่าโหดเหี้ยมเกินมนุษย์ เขาให้ซู่หลันต่อสู้กับสัตว์อสูรจนร่างกายแทบจะแหลกละเอียดเป็นผุยผง ถึงจะจับร่างร่อแร่โยนไปแช่ตัวรักษาอาการบาดเจ็บในแอ่งน้ำที่กลางถ้ำอยู่ร่วมกันมานานนับเดือน ซู่หลันเริ่มเข้าใจในตัวอาจารย์บ้ามากขึ้น ช่วงกลางวันสติของวั่งซานจะขาด ๆ เกิน ๆ แต่พอสิ้นแสงอาทิตย์ สติจะกลับคืนมาจนคล้ายคนปกติ เช่นค่ำคืนนี้ที่วั่งซานเอ่ยปากสอนสั่งอย่างจริงจัง“เมื่อพลังกายในร่างสั่งสมไปถึงระดับสูงจนสามารถทะลุขีดจำกัดได้ การสู้ด้วยกำลังกายเพียงอย่างเดียว มิได้ด้อยไปกว่าการสู้ด้วยพลังปราณ”วั่งซานพูด พลางยกปลายนิ้วชี้ปัดแหวกผ่าอากาศ แรงลมคมกริบพุ่งไปตัดกิ่งไม้ขนาดเท่าแขนที่อยู่ไกลออกไปกว่าสิบจั้งขาดสะบั้น ซู่หลันถึงกับยืนตะลึงจนตาค้าง เขาคิดมาตลอดว่าพลังปราณเหนือกว่าพลังกายการกระทำของอาจารย์บ้าเป็นการพิสูจน์ว่า ถ้าพลังกายพัฒนาไปจนถึงขีดสุด ก็สามารถปล่อยพลังรุนแรงที่น่ากลัวได้ไม่ต่างกัน“กระบวนท่ายุทธ์ที่สำนักพร่ำสอนให้ศิษย์ทำท่าทางตาม ล้วนมีต้นกำเนิดจากประสบการณ์ในการต่อสู้จริงของผู้คิดค้นท่ายุทธ์ เจ้าได้อะไรจากการต่อสู้จริงตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา”ซู่หลันนึกทบทวนในสิ่งที่อาจารย์บ้าถาม ก่อนตอบอย่างภาคภูมิใจ“ระหว่างต่อสู้ ข้าได้เรียนรู้หลายอย่าง เช่น การใช้ร่างกายเป็นอาวุธสังหาร การสังเกตจุดอ่อนเพื่อหาจุดตาย ท่าที่ใช้สังหารก็เปลี่ยนไปตามลักษณะของสัตว์แต่ละตัว ไม่มีกระบวนท่าตายตัวขอรับ”“ประสบการณ์เหล่านี้ไม่มีสอนในสำนัก เจ้าจงตั้งใจฝึกพลังกายให้แข็งแกร่งจนถึงขีดสุด วิชาพยัคฆ์เพลิงต้องอาศัยพลังกายเป็นหลัก พลังปราณเป็นเสริม พรุ่งนี้เช้าข้าจะฝึกหลอมกายเจ้าด้วยวิธีใหม่”“ทราบแล้วขอรับ”ซู่หลันตอบรับคำสั่ง แล้วแยกตัวไปพักที่ถ้ำของตัวเอง เพื่อเข้าสมาธิฝึกปราณและเปิดเส้นชีพจรวิญญาณ