หยางจูไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายถึงทำท่าหวาดกลัวเธออยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็แสดงออกชัดเจนว่าอยากจะอยู่ใกล้ๆ
“นี่…ถามอะไรหน่อยสิ” เธอพูดกับเด็กน้อยที่กำลังกินส้มอย่างเอร็ดอร่อย เห็นเขาพยักหน้า หันมาตั้งใจฟัง เธอเลยเริ่มบทสนทนาต่อไป
“ทำไมถึงกลัวฉันล่ะ?”
หวงชิวิแทบสำลักส้มที่กินเข้าไป รู้สึกว่าแม่แปลกไปั้แ่ตื่นขึ้นมา ถึงจะทำตัวเหินห่างเขาเหมือนเดิม แต่ก็มีบางครั้งที่เธอพยายามเข้าหาเขาเช่นเดียวกัน “แม่น่ากลัว” เด็กน้อยตอบตามความจริง
“ยังไง?”
“ไม่รู้ แม่ไม่ชอบให้เข้าใกล้ บอกว่ารำคาญ ไม่อยากได้ยินเสียง” เขาตอบเสียงเบา ถึงจะพูดไม่ค่อยชัด แต่ทำเอาคนฟังรู้สึกชาไปทั้งตัว
เท่าที่หยางจูััได้ คือร่างนี้ไม่ได้รังเกียจลูกชายเลยสักนิด เธอยังรู้สึกผูกพันกับลูกชายเสียด้วยซ้ำ เธอรู้ได้จากการที่เห็นเขากินส้มอย่างเอร็ดอร่อย ก็รู้สึกปลื้มใจจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมาเสียด้วยซ้ำ แล้วแบบนี้จะบอกว่าไม่ชอบหน้าลูกชายได้อย่างไร มันต้องมีมากกว่านั้นให้เธอได้หาคำตอบเป็แน่
เธอปล่อยให้ลูกชายกินส้ม ส่วนตัวเองก็เริ่มสำรวจห้อง ่เช้าที่ทำความสะอาด เธอยังไม่ได้สำรวจความเรียบร้อย ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง
ความจริงแล้วห้องนี้ก็เหมือนห้องนอนทั่วไป มีเตียงเตา ตู้เสื้อผ้าเก่าหนึ่งหลัง ตามด้วยหีบใบใหญ่สามหีบ ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าข้างในมีอะไร ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรทำแล้ว ยกลงมาสำรวจดูหน่อยก็ดีเหมือนกัน
หีบใบแรกเป็พวกผ้านวมผืนใหญ่กลางเก่ากลางใหม่ ดูก็รู้ว่าเ้าของรักมากแค่ไหน ใบที่สองเป็ผ้าฝ้ายสองพับ สิ่งที่ทำให้หยางจูใจเต้นแรงคือใบที่สาม ความจริงเธอถอดใจที่จะยกลงมาดูแล้วว่าข้างในหีบมีอะไร แต่ก็อดทนต่อความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว เลยต้องยกหีบใบสุดท้ายออกมาเปิดดู
ซึ่งเธอรู้สึกคุ้มค่ากับเรี่ยวแรงที่เพิ่งเสียไปมาก เพราะข้างในหีบใบนี้คือชุดแต่งงาน ในความทรงจำบอกกับเธอว่าเป็ชุดแต่งงานของเ้าของร่าง ตามด้วยผ้าฝ้ายสีขาวเปื้อนคราบเื อาจจะเพราะผ่านมานานแล้วคราบเืเลยกลายเป็สีน้ำตาลเข้ม
แต่สิ่งที่ทำให้หญิงสาวใจเต้นแรงคือมีห่อผ้าขนาดเล็กอยู่ด้วย พอเปิดดูกลับพบว่าเป็เงินจำนวนหนึ่ง หยางจูรีบเดินไปลงกลอนประตูห้องทันที จากนั้นก็เริ่มนับเงินที่อยู่ในห่อ ซึ่งมันมีมากถึง 300 หยวน
เงิน 300 หยวนจะว่าน้อยก็น้อยถ้าเทียบกับยุคที่เธอจากมาก แต่ถ้าเทียบกับยุคที่เธอมาอยู่ในตอนนี้นับว่าเป็เงินจำนวนมากเลยทีเดียว มากพอที่จะทำให้เธอและลูกชายสามารถตั้งตัวได้เลยแหละ
“อย่าบอกใคร ไม่อย่างนั้นฉันจะตัดลิ้นแก” หยางจูขู่ลูกชาย
“อื้อ” เด็กน้อยรีบพยักหน้าเอามือปิดปากตัวเองทันที ถึงแม่ไม่บอกเขาก็ไม่คิดจะบอกใครอยู่แล้ว
หลายต่อหลายครั้งที่ย่าทวดหลอกถามเื่ของแม่ แต่เขาก็ไม่เคยปริปากพูดถึงเลยสักครั้ง เพราะรู้ดีว่าคนที่โหดร้ายแบบผู้เป็แม่นั้นสามารถทำได้ทุกอย่างกับคนที่ทรยศเธอ
อย่าดูถูกว่าเขาเป็แค่เด็กอายุ 3 ขวบ แต่ถ้าเทียบกับความกดดันรอบๆ ข้างที่เขาได้รับ ทำให้เขาดูโตกว่าเด็กอายุเดียวกันอยู่หลายปี
“เอาล่ะ ออกไปหาย่าทวดได้แล้วเดี๋ยวท่านจะสงสัย” หยางจูบอกกับลูกชาย
“ครับ” แม้ว่าเขาจะมีท่าทีเสียดายเล็กน้อย ไม่ง่ายเลยที่จะได้ใช้เวลร่วมกับผู้เป็แม่ แต่ก็ไม่อยากได้คืบจะเอาศอก เพราะสำหรับวันนี้มันดีมากๆ แล้ว
หลังจากที่ลูกชายออกจากห้องไป หยางจูก็พาร่างกลับมานอนพักผ่อน การทำความสะอาดห้องนอนเพียงแค่ห้องเดียวทำเอาเธอเสียพลังงานไปเยอะจริงๆ ดูเหมือนว่าตอนนี้เริ่มจะจับไข้หน่อยๆ แล้วด้วย หญิงสาวเลยหายาในมิติกิน จากนั้นก็นอนหลับไปเพราะฤทธิ์ยา
อีกทางด้านหนึ่งของบ้าน ตอนนี้เป็เวลาที่คนกำลังเลิกงานจากทุ่งนา เป็ธรรมดาที่ในบ้านจะเริ่มเสียงดัง
“หล่อนฟื้นแล้วจริงๆ เหรอคะคุณแม่” ลูกสะใภ้ใหญ่พูดขึ้น เพราะเธอเพิ่งกลับจากทำงานที่ทุ่งนา ทำให้ไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้นภายในบ้าน
“อือ” แม่สามีตอบ
“ดีแล้วล่ะค่ะ สงสาริเอ๋อร์”
“ไปสงสารมันทำไม ลูกใครก็ไม่รู้ สงสารก็แต่ลูกชายของฉัน ต้องส่งเสียเลี้ยงดูทุกๆ เดือน น่าเจ็บใจจริงๆ” คุณแม่หวงพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจเมื่อนึกถึงเื่นี้ขึ้นมา
“พอเถอะน่า เื่ก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว อีกอย่างอากวงเองก็ไม่ได้ว่าอะไร คุณจะไปเดือดร้อนทำไม” คุณพ่อหวงพูดแย้งขึ้นมาบ้าง
“มันจะพูดอะไรได้ล่ะคะ ก็รู้ๆ กันอยู่”
“หุบปาก! มีอะไรทำก็ไปทำ ป่านนี้แม่คงหิวข้าวแย่แล้ว” คุณพ่อหวงตะคอกเสียงดัง ใครจะทำใจยอมรับได้บ้างว่าลูกชายของตัวเองเป็พวกชอบตัดแขนเสื้อ
ที่ท่านยังคงยอมรับหลานชายเพียงคนเดียวของบ้าน ก็เพื่อนรักษาหน้าตาของงตัวเองและครอบครัว เป็ถึงผู้นำหมู่บ้าน แต่กลับมีลูกชายที่รักเพศเดียวกัน ใครที่ไหนจะทำใจยอมรับได้ ถึงได้ทำเป็หลับหูหลับตายอมรับเด็กน้อยคนนั้นเป็หลานชาย ทั้งที่รู้สึกขมขื่นอยู่ข้างใน
“คุณมันพวกไม่ยอมรับความจริง” คุณแม่หวงพูดจบก็สะบัดหน้าเดินหนีสามีไป
ที่ลูกชายต้องหนีไปเป็ทหารทั้งที่ไม่ใช่ความฝันของเขาเลยก็เพราะมีพ่อแบบนี้ สำหรับท่านแล้วลูกชายจะเป็หรือชอบอะไรท่านก็รับได้ทั้งนั้น อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องออกไปเสี่ยงอันตรายข้างนอก
ยิ่งปีนี้เมื่อต้นปีเป็วันหยุดยาวเขาก็ไม่ได้กลับมาบ้าน และเป็ปีที่ 3 แล้วั้แ่ที่เขาไปเป็ทหาร ในสามปีนี้ลูกชายกลับบ้านแค่สองครั้งเท่านั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดใจ ไม่รู้ว่าเป็เวรกรรมอะไรของครอบครัวตัวเองนักหนา ถึงได้มาเจอกับเื่อดสูแบบนี้
ทางด้านหยางจูผู้ไม่รู้เื่อะไร ตอนนี้เธอกำลังหยิบเอาซาลาเปาจากในมิติมากินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ลืมที่จะเก็บไว้ให้ลูกชายตัวน้อยของเธอด้วย หญิงสาวไม่กลัวจะถูกจับได้ เพราะเมื่อก่อนร่างนี้ก็มักจะซื้อของกินจากข้างนอกเข้ามา เธอไม่ค่อยร่วมวงกินข้าวกับครอบครัวสักเท่าไหร่ หรือจะพูดให้ถูกคือไม่มีใครให้เธอร่วมวงกินข้าวด้วยถึงจะถูก
สำหรับบ้านหวงแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่แยกบ้านกันชัดเจน แต่บ้านรองก็ได้แยกครัวกันไปนานแล้ว ส่วนคุณย่าหวงนั้นจะกินข้าวกับบ้านใหญ่เป็หลัก อีกทั้งพวกเขายังแยกกระเป๋ากันนานแล้วเช่นกัน เหลือแค่รอวันที่คุณย่าหวงไม่อยู่ ก็คงจะถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องแยกย้ายกัน
“เดือนนี้อากวงส่งเงินมาหรือยัง?” คุณแม่หวงถามลูกสะใภ้รอง เนื่องจากว่าหล่อนไม่ได้ทำงาน อยู่เลี้ยงลูกที่บ้าน
“ยังไม่เห็นเลยค่ะ” สะใภ้รองตอบ
“ไม่ใช่ว่าแม่นั่นไปดักเอาที่หน้าหมู่บ้านแล้วเหรอครับ นี่ก็เลยกำหนดมาหลายวันแล้ว” ลูกชายคนรองพูดขึ้น เขาเป็คนเดียวของบ้านใหญ่ที่ไปทำงานในเมือง เพราะได้เงินเดือนมากกว่าที่ทำงานทุ่งนา
“นั่นน่ะสิคะคุณแม่ ไม่ลองไปถามแม่นั่นดู” สะใภ้รองเห็นด้วยกับความคิดของสามี
“เรียกให้มันดีๆ หน่อย หล่อนก็มีชื่อ แม่นั่น แม่นี่ หมายถึงใครกัน? ครอบครัวเดียวกันแท้ๆ ฉันยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้แท้ๆ ยังแบ่งพรรคพวกกันแล้ว ถ้าฉันตายไปิเอ๋อร์จะไม่ไปเป็ขอทานหรอกเหรอ?” คุณย่าหวงกระทุ้งไม้เท้าเสียงดัง จนลูกหลานสะดุ้งไปตามๆ กัน
“มันจะเป็ขอทานก็สมควรแล้วนี่ครับ นอกคอก” คุณพ่อหวงพูดขึ้นอย่างเหลืออด จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินหนีไป
“หยุด วางตะเกียบลงให้หมด ไม่ต้องกินมันแล้วข้าว เลี้ยงเสียข้าวสุก” คุณย่าหวงพูดขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนต่างมองไปที่หวงชิวิเป็ตาเดียว พร้อมทั้งโทษที่เขาเป็สาเหตุให้ทุกคนต้องอดข้าว ทั้งที่ความจริงไม่เกี่ยวอะไรกับเด็กน้อยเลย
เหมือนเขาจะรับรู้ได้ถึงแรงกดดันจากพี่น้องรวมไปถึงลุง ป้า แล้วก็อา เด็กน้อยยิ่งก้มหน้าจนแทบจะติดกับชามข้าว จากนั้นก็มีมือเหี่ยวย่นบ่งบอกว่าอายุมาแล้วเอื้อมมาจับมือเขาให้ลุกขึ้นแล้วเดินตามท่านกลับห้องไป