ยอดหมอเทวะบรรพกาล

    บทที่ 89 สายเรียกเข้าปริศนา

    "นายลากฉันมาคุยเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ" หูปู้เฝ่ยเลิกคิ้วสูงด้วยความงุนงง

    ลั่วหยางพยักหน้ารับหน้าตาย

    หูปู้เฝ่ยแค่นหัวเราะ "น้องชาย นายก็พูดเองไม่ใช่หรือไงว่าหลิวโย่วสุ่ยมันพวกจิ้งจอกเฒ่าขี้ระแวง หมอนั่นไม่เชื่อใจนายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จะส่งคนมาจับตาดูก็ไม่เห็นแปลก"

    แต่ลั่วหยางยังคงรู้สึกตะหงิดใจไม่หาย "ตรงโถงทางเดินมีกล้องวงจรปิดไหม ผมขอดูหน่อย"

    เซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในบ้านพักหลิวโย่วสุ่ยถูกติดตั้งไว้ในห้องของหย่วนเทียนกัง ก่อนหน้านี้ทั้งบ้านมีแค่เขากับหวังจื่อเยียนที่กำลังหลับสนิท จึงไม่มีเหตุผลต้องไปเช็กกล้องในบ้าน สิ่งที่เขาต้องการเห็น คือเหตุการณ์บริเวณโถงทางเดินหน้าประตูบ้านในช่วงเวลาที่เขากำลังงัดเข้าห้องลับต่างหาก

    "มีกล้องของนิติบุคคลอยู่ตัวนึง รปภ. ตึกเป็นคนคุม" หูปู้เฝ่ยพยักหน้า "เดี๋ยวฉันให้ลูกน้องไปดูดไฟล์มาให้ ระหว่างนี้ก็มาให้ปากคำกันก่อน"

    "ไม่มีปัญหาครับ"

    นายตำรวจหนุ่มยกโทรศัพท์สั่งการลูกน้อง ก่อนจะหันมาเริ่มกระบวนการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

    การถามตอบดำเนินไปอย่างรวดเร็วและตรงประเด็น

    สิบห้านาทีต่อมา การสอบปากคำก็เสร็จสิ้น ตำรวจนอกเครื่องแบบนายหนึ่งเดินถือแท็บเล็ตเข้ามารายงานสถานการณ์สั้นๆ ทิ้งอุปกรณ์ไว้บนโต๊ะแล้วหมุนตัวกลับออกไป

    หูปู้เฝ่ยปลดล็อกหน้าจอแท็บเล็ต เผยให้เห็นไฟล์วิดีโอที่ถูกกดหยุดชั่วคราว

    ลั่วหยางขยับตัวเข้าไปชะโงกดู ภาพบนจอคือจังหวะที่หลิวโย่วสุ่ยเพิ่งก้าวพ้นประตูบ้านออกมาโผล่ที่โถงทางเดินพอดี

    ปลายนิ้วของนายตำรวจหนุ่มกดปุ่มเพลย์

    บานประตูบ้านปิดสนิท บริเวณหน้าห้องปรากฏร่างคนหกคน หลิวโย่วสุ่ย เจียงเยว่ หย่วนเทียนกัง หวังอันซง และลูกน้องอีกสองคน นาทีแรกทุกอย่างดูปกติ จะมีก็แต่หวังอันซงที่ยืนกระสับกระส่ายเดินวนไปวนมา ทว่าพอเข้าสู่นาทีที่สอง หลิวโย่วสุ่ยกลับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย การสนทนาจบลงในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ทันใดนั้นท่าทีของเจียงเยว่กับหย่วนเทียนกังก็เปลี่ยนไป ทั้งสองพุ่งพรวดกลับเข้าไปในบ้านทันที ส่วนหลิวโย่วสุ่ยก็หันไปสั่งลูกน้องให้ไปตามกำลังเสริม ก่อนจะพุ่งตามเข้าไปติดๆ

    วิดีโอจบลงแค่นั้น

    "สายเรียกเข้าตานั่นมีปัญหาชัวร์ๆ พี่เช็กได้ไหมว่าใครโทรมา" ลั่วหยางหรี่ตาลง

    "เช็กได้ แต่ต้องทำเรื่องขอข้อมูลจากเครือข่ายมือถือ ถ้านายกะจะเอาคำตอบเดี๋ยวนี้เลยคงยาก" หูปู้เฝ่ยตอบตามตรง

    "งั้นถ้าได้เรื่องยังไง รบกวนแจ้งผมด้วยแล้วกันครับ"

    หูปู้เฝ่ยหันมาจ้องหน้าชายหนุ่ม แววตาเต็มไปด้วยความฉงน "นายตะหงิดใจว่ามีปัญหา แล้วมันก็เสือกมีปัญหาจริงๆ ลางสังหรณ์นายนี่มันจะแม่นเกินไปไหม"

    ลั่วหยางยกยิ้มบางๆ "ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน สงสัยเซนส์มันแรงมั้งครับ"

    "เห็นหน้าขี้เก๊กของนายแล้วหมั่นไส้ชะมัด แต่ก็ต้องยอมรับว่านายเก่งจริง" หูปู้เฝ่ยปรับสีหน้าจริงจัง "แต่ฟังนะ สำหรับนาย... เรื่องนี้ถือว่าจบลงแค่นี้ ห้ามแอบไปทำอะไรพลการลับหลังฉันเด็ดขาด เข้าใจตรงกันนะ"

    "เข้าใจครับ เรื่องบางเรื่องตำรวจทำได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ถ้าผมทำ... มันคืออาชญากรรม" ลั่วหยางตอบหน้าตาย

    เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ การงัดเข้าห้องลับของหลิวโย่วสุ่ยคือข้อหาบุกรุกและพยายามลักทรัพย์เต็มประตู ส่วนการซัดหย่วนเทียนกังจนน่วมก็คือคดีทำร้ายร่างกายโดยเจตนา แต่เพราะเขามีป้ายห้อยคอเป็นสายลับให้หน่วยสืบสวนคดีพิเศษ ทุกอย่างจึงถูกปัดตกไป หากปราศจากอำนาจคุ้มกะลาหัวนี้ ขืนเขาไปงัดบ้านหรือซ้อมใครซี้ซั้ว มีหวังได้เข้าไปนอนกินข้าวแดงในคุกแหงๆ

    "งั้นตกลงตามนี้ ตอนเย็นฉันเป็นเจ้ามือเอง ไปหาเหล้ากินกันสักสองสามจอกหน่อยเป็นไง" หูปู้เฝ่ยชวน

    "เย็นนี้คงไม่สะดวกครับ ไว้โอกาสหน้าดีกว่า" ลั่วหยางปฏิเสธทันควัน

    "เย็นนี้นายติดธุระอะไร" หูปู้เฝ่ยเลิกคิ้ว ก่อนจะชะงักไปเหมือนนึกอะไรออก ริมฝีปากแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ "อ้อ... เก็ตละ มีนัดกับประธานเยี่ยล่ะสิ ใช่ไหมล่ะ"

    ลั่วหยางรู้สึกกระอักกระอ่วนจนทำตัวไม่ถูก จึงเลือกที่จะรูดซิปปากเงียบ

    ทว่าความเงียบกลับยิ่งกระพือจินตนาการของนายตำรวจหนุ่ม หูปู้เฝ่ยหัวเราะร่วนพลางเอ่ยแซวไม่หยุด "นายนี่มันพวกเห็นหญิงดีกว่าเพื่อนฝูงจริงๆ ว่ะ ว่าแต่... ไปถึงขั้นไหนกันแล้วเนี่ย เล่ามาซะดีๆ"

    ลั่วหยางปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาปลาตาย

    "จับมือ? จูบ?" หูปู้เฝ่ยยังคงพ่นข้อสันนิษฐานต่อไป "ให้ตายสิ หรือว่า... พวกนายข้ามขั้นไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ววะ"

    ลั่วหยางถอนหายใจเฮือกใหญ่ "..."

    "พระเจ้าช่วย สปีดพวกนายจะไวไฟเกินไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย" ต่อมเผือกของหูปู้เฝ่ยทำงานเต็มกำลัง

    ลั่วหยางยื่นมือไปตบไหล่นายตำรวจรุ่นพี่เบาๆ สองที นัยน์ตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย

    หูปู้เฝ่ยชะงัก เลิกคิ้วงุนงง "หืม"

    "พี่หู... ชีวิตนี้พี่เคยจับมือผู้หญิงบ้างไหมครับ"

    หูปู้เฝ่ยแข็งทื่อกลายเป็นรูปปั้นหินไปในพริบตา

    "ไม่ต้องมาแส่เรื่องของผมกับเยี่ยจือหรอกครับ เอาเวลาไปห่วงเรื่องความโสดของตัวเองเถอะ ไปล่ะครับ" ทิ้งระเบิดลูกโตเสร็จ ลั่วหยางก็หมุนตัวเดินล้วงกระเป๋าจากไปทันที

    หูปู้เฝ่ยยืนมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ค่อยๆ หายลับไป เขาถูกความจริงแทงใจดำจนยืนใบ้แดกอยู่นานสองนาน

    แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องสีส้มอมแดงราวกับเปลวเพลิง ย้อมหมู่เมฆเหนือท้องฟ้าเมืองปาเฉิงให้กลายเป็นทะเลเพลิงอันงดงาม

    ภายในห้องนั่งเล่น ซ่งเหม่ยฉีกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนแผ่นโฟมรองคลาน มือเล็กๆ หยิบจับชุดจานชามพลาสติก สาละวนกับการทำอาหารมื้อค่ำให้ตุ๊กตาบาร์บี้ พื้นรอบตัวเต็มไปด้วยวัตถุดิบทำครัวสุดหรู ทั้งกลีบดอกไม้ช้ำๆ ใบไม้แห้ง กิ่งไม้หักๆ พ่วงด้วยกองทรายเม็ดละเอียดที่หล่นเกลื่อนกลาด

    ลั่วหยางทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ เหม่อมองหนูน้อยที่กำลังเล่นสนุกอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ คำถามประหลาดก็ผุดขึ้นมาในหัว... หากวันหนึ่งเขากับเยี่ยจือมีลูกด้วยกัน เด็กคนนั้นจะซุกซนและน่าเอ็นดูเหมือนซ่งเหม่ยฉีไหมนะ

    "เสี่ยวเฉียง กินข้าวสิลูก" ซ่งเหม่ยฉีใช้ช้อนพลาสติกตักทรายจ่อเข้าที่ปากตุ๊กตาบาร์บี้แสนสวย

    "เหม่ยฉี ตุ๊กตาตัวนั้นชื่อเสี่ยวเฉียงเหรอ" ลั่วหยางขมวดคิ้วแปลกใจ ตุ๊กตาบาร์บี้ฝรั่งผมบลอนด์หน้าตาสะสวย ทำไมถึงได้ชื่อแมนจัดขนาดนั้น

    ยัยหนูพยักหน้าหงึกๆ "น้องชื่อลั่วเสี่ยวเฉียงค่ะ"

    ลั่วหยางถึงกับสะอึก อารมณ์ในใจตีรวนจนแยกไม่ออกว่าควรจะขำหรือปวดหัวดี

    "แล้วทำไมหนูถึงตั้งชื่อบาร์บี้ตัวนั้นว่า ลั่วเสี่ยวเฉียง ล่ะลูก"

    ซ่งเหม่ยฉีเงยหน้าขึ้นมาสบตาชายหนุ่มนิ่งๆ ดวงตากลมโตดำขลับคู่นั้นฉายแววราวกับกำลังเวทนาผู้ใหญ่ปัญญาอ่อน

    โดนสายตาเด็กอนุบาลมองเหยียด ลั่วหยางถึงกับไปไม่เป็น

    "คุณลุงลั่วคะ เมื่อไหร่คุณลุงจะมาเป็นคุณพ่อของหนูสักทีล่ะคะ" ยัยหนูถามด้วยสายตาเว้าวอน

    ลั่วหยางสำลักน้ำลายตัวเอง กระแอมไอแห้งๆ แก้เก้อ "เหม่ยฉี เรื่องของผู้ใหญ่บางเรื่องหนูยังไม่เข้าใจหรอก หน้าที่ของหนูตอนนี้คือตั้งใจเรียนรู้ไหม ไหนบอกคุณลุงสิ วันนี้ไปโรงเรียนได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง"

    ริมฝีปากจิ้มลิ้มเชิดขึ้นอย่างขัดใจ อาการงอนตุ๊บป่องแสดงออกชัดเจน

    ลั่วหยางมันเขี้ยวจนทนไม่ไหว รวบตัวยัยหนูขึ้นมานั่งบนตัก ก่อนจะกระซิบถามเสียงเบา "เหม่ยฉี ลุงขอถามอะไรหน่อยสิ"

    "อื้อ ถามมาสิคะ"

    ชายหนุ่มโน้มหน้าเข้าไปใกล้ใบหูเล็ก "หนูอยากได้น้องสาวหรือน้องชาย"

    เด็กน้อยเอียงคอครุ่นคิด "หนูอยากได้พี่ชายค่ะ หนูตั้งชื่อเผื่อไว้ให้แล้วด้วยนะ ชื่อลั่วเสี่ยวเฉียง"

    ลั่วหยาง "..."

    คุณลุงลั่วโดนคอมโบเบรกเกอร์จนสมองรวนอีกรอบ

    ยัยหนูซ่งเหม่ยฉีเอ๊ย ตัดเรื่องความฝันอยากได้ 'พี่ชาย' ที่ชาตินี้ไม่มีวันเป็นจริงได้ทิ้งไปก่อนเลย ต่อให้ลุงหน้ามืดตามัวผลิตทายาทกับแม่ของหนูออกมาจริงๆ หนูคิดว่าหนูจะได้สิทธิ์ในการตั้งชื่อเรอะ และถึงจะได้สิทธิ์นั้นจริงๆ ทำไมถึงเลือกชื่อที่ฟังดูเหมือนแมลงสาบข้างถนนแบบนี้วะ!

    "กินข้าวได้แล้วจ้า" เสียงหวานใสของเยี่ยจือดังแว่วมาจากห้องครัว

    "มาแล้วครับ" ลั่วหยางอุ้มยัยหนูตัวแสบเดินตรงดิ่งไปที่โต๊ะอาหารทันที

    บนโต๊ะกินข้าวเต็มไปด้วยเมนูสไตล์โฮมเมดควันฉุย ซี่โครงหมูตุ๋นมันฝรั่ง หมูผัดพริกหยวก กะหล่ำปลีผัดพริกแห้ง และแกงจืดฟักเขียวหมูสไลด์

    ภรรยาเข้าครัวทำกับข้าว สามีคอยเลี้ยงลูก ภาพบรรยากาศสุดอบอุ่นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของคำว่า 'ครอบครัว' อย่างแท้จริง

    มื้ออาหารเริ่มต้นขึ้น เยี่ยจือใช้ตะเกียบคีบซี่โครงหมูชิ้นโตมาจ่อถึงปากชายหนุ่ม

    "ลองชิมดูสิคะ ฉันเพิ่งดูคลิปสอนทำในโต่วอิน แล้วก็ลองทำตามเป๊ะๆ เลยนะ"

    ลั่วหยางหันขวับไปมองซ่งเหม่ยฉีตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด

    ยัยหนูรีบวางตะเกียบลงทันควัน สองมือเล็กยกขึ้นมาปิดตาตัวเองแน่น ติดตรงที่ร่องนิ้วมันถ่างกว้างจนเห็นตาดำชัดเจนไปหน่อยแค่นั้นแหละ

    เยี่ยจือหัวเราะคิกคัก "ไม่ต้องไปสนใจแกหรอกค่ะ อ้าปากสิคะ ชิมแล้วเตรียมตัวชมฝีมือฉันได้เลย"

    ลั่วหยางกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ก่อนจะยอมอ้าปากงับซี่โครงหมูชิ้นนั้นเข้าไป ทว่าพอกัดลงไปคำแรก... ความเค็มปี๊ดทะลุเพดานไต บวกกับกลิ่นคาวหมูสุดบรรยายก็ระเบิดคาต่อมรับรสทันที ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

    "เป็นอะไรไปคะ รสชาติแปลกเหรอ" เยี่ยจือเลิกคิ้วถาม

    "อร่อยโคตรๆ เลยครับ" ลั่วหยางกัดฟันปั้นหน้ายิ้ม แถหน้าตายอย่างไม่เกรงกลัวนรกกินกบาล

    ประธานสาวพริ้มยิ้มหวานหยดย้อย "ถ้าชอบ งั้นก็กินเยอะๆ นะคะ"

    ลั่วหยาง "..."