บทที่ 19: ฝ่าวงล้อมดาบเหล็ก
ลานกว้างหน้าคลังเก็บเสบียงและอาวุธประจำหมู่บ้านที่เคยเงียบสงบในยามวิกาล บัดนี้แปรสภาพกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมที่คุกรุ่นไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ควันไฟ และความโกลาหลขั้นสุดยอด แสงจากคบเพลิงนับสิบดวงที่ถูกจุดทิ้งไว้ตามมุมต่างๆ สาดส่องแสงสีส้มอมแดงระทึกขวัญ สะท้อนฝุ่นผงบนพื้นดินที่ฟุ้งกระจายตลบอบอวลราวกับพายุทะเลทรายขนาดย่อม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ที่ย่ำกระทบพื้นดินดังกึกก้อง สอดประสานไปกับเสียงตะโกนด่าทอ เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว และเสียงโลหะของอาวุธมีคมที่ปะทะกันดังกังวานก้องไปทั่วทั้งหุบเขา บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความดุดัน ดิบเถื่อน และความกดดันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบจะหยุดเต้น
"เร็วเข้าพวกเรา! รีบขนเสบียง ข้าวสาร และดาบเหล็กพวกนี้ออกไปให้หมด! อย่าหันกลับมามอง ข้าจะยันพวกมันไว้ตรงนี้เอง! ไปซะ!!"
เสียงคำรามกร้าวของ 'เป้า' ชายหนุ่มร่างยักษ์ผู้มีมัดกล้ามเนื้อกำยำล่ำสัน ดังกึกก้องกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่าฟาดลงกลางลานกว้าง ร่างสูงใหญ่ของเขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเส้นทางหลบหนีเพียงสายเดียว ราวกับปราการหินผาที่ไม่มีวันพังทลาย เขากางแขนทั้งสองข้างออกกว้าง เอาแผ่นหลังและแผงอกที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อระดับกายาเหล็กไหลของตนเอง เข้าขวางกั้นทหารข้าศึกแคว้นพยัคฆ์ทมิฬและพวกคนทรยศนับสิบคนที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เพื่อซื้อเวลาอันมีค่าให้พวกทหารบ้านที่กำลังตัวสั่นงันงก สามารถแบกกระสอบเสบียงและมัดอาวุธหลบหนีเข้าไปในความมืดของแนวป่าได้อย่างปลอดภัย
"ฆ่ามัน! สับไอ้สวะร่างยักษ์ที่บังอาจขวางทางพวกเราให้กลายเป็นชิ้นเนื้อ! อย่าให้พวกมันเอาเสบียงของเราไปได้แม้แต่กระสอบเดียว!"
หัวโจกคนทรยศผู้มีใบหน้าเหี้ยมเกรียมและรอยแผลเป็นทางยาวพาดผ่านดวงตา ตะโกนสั่งการด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมแฝงความอำมหิต ทหารข้าศึกในชุดเกราะหนังสัตว์นับสิบคนพุ่งทะยานเข้าหาเป้าประดุจฝูงหมาป่าที่หิวโซ ดาบเหล็กกล้าในมือของพวกมันสะท้อนแสงไฟวาบวับ หมายจะฟาดฟันร่างของชายหนุ่มให้ขาดสะบั้นเป็นสองท่อน
เป้าไม่แม้แต่จะขยับเท้าถอยหลังหลบหนี เขากัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน ดวงตาคมกริบเบิกกว้างจ้องมองคมดาบที่ฟาดฟันลงมาอย่างไม่สะทกสะท้าน แววตาของเขาปราศจากซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความบ้าบิ่นและเด็ดเดี่ยวที่จะปกป้องพรรคพวกไว้ให้จงได้
"ฉัวะ! เกรียดดดดด! ฉับ!"
เสียงคมดาบเหล็กกล้าฟันสะบัดกวาดเข้าใส่ร่างของเป้าอย่างจัง คมมีดกรีดลงบนแผ่นอก หัวไหล่ และแผ่นหลังของเขาดังก้องกังวานน่าหวาดเสียว เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นเป็นสาย อาบย้อมผิวเนื้อสีคร้ามแดดของเขาจนกลายเป็นสีแดงฉาน ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วเข้าสู่โสตประสาทอย่างรวดเร็ว ทว่า... สิ่งที่ทำให้พวกศัตรูต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงก็คือ แทนที่คมดาบเหล่านั้นจะทะลวงผ่าลึกทะลุลงไปถึงชั้นกระดูกหรือสับอวัยวะภายในให้แหลกเหลว มันกลับถูกสกัดกั้นเอาไว้ด้วยชั้นกล้ามเนื้อที่เหนียวหนาและผิวหนังที่ตึงกระชับราวกับแผ่นหนังแรด! กายาเหล็กไหลขั้นที่แปดที่เขาเพียรพยายามรับตีนฟาร์มระดับมาอย่างยากลำบาก กำลังแสดงอิทธิฤทธิ์อันน่าสะพรึงกลัวของมันออกมาให้ประจักษ์ คมดาบทำได้เพียงสร้างบาดแผลตื้นๆ ที่มีเลือดไหลซึมออกมาเท่านั้น ไม่สามารถคร่าชีวิตของเขาได้ในดาบเดียว
"ฮ่าๆๆ! อะไรกันวะไอ้พวกลูกหมา! ดาบพวกมึงทำไมมันทื่อเหมือนมีดหั่นผักหั่นปลาแบบนี้วะ! ฟันข้าให้มันแรงกว่านี้หน่อยสิโว้ย!" เป้าคำรามลั่น เลือดที่ไหลอาบใบหน้าและลำตัวยิ่งทำให้รูปลักษณ์ของเขาดูเหมือนปีศาจร้ายกระหายเลือดที่หลุดขึ้นมาจากขุมนรก เขายืดอกรับคมดาบอีกหลายสิบเล่มที่ฟันกระหน่ำลงมาอย่างไม่เกรงกลัว ร่างกายอันใหญ่โตของเขาเปรียบเสมือนโล่เนื้อชั้นดีเลิศ ที่คอยรองรับความเสียหายและปกป้องแผ่นหลังของพรรคพวกที่กำลังเร่งฝีเท้าหลบหนีอยู่เบื้องหลัง
แต่ถึงกระนั้น แม้ผิวหนังจะเหนียวทนทานเพียงใด ทว่าความเจ็บปวดจากการถูกรุมฟันรุมแทงรุมกระทืบอย่างต่อเนื่องก็ไม่ใช่เรื่องตลก เป้าเริ่มรู้สึกถึงความปวดแสบปวดร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขน บาดแผลเล็กๆ นับสิบแห่งเริ่มสะสมความทรมานจนกล้ามเนื้อของเขาเริ่มสั่นระริก หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เขาอาจจะทนพิษบาดแผลไม่ไหวและสลบเหมือดไปก่อนที่พวกทหารบ้านจะหนีรอดปลอดภัยอย่างแน่นอน
'ไม่ไหวเว้ย! ขืนปล่อยให้เจ็บจี๊ดๆ สะสมแบบนี้ต่อไป มีหวังล้มพับไปกองกับพื้นแน่ๆ!' เป้าคิดในใจอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเค้นพลังจิตใต้สำนึก เรียกใช้งานวิชาลับที่เขาเพิ่งได้รับมาสดๆ ร้อนๆ
"มนต์ลืมเจ็บ! ทำงานเดี๋ยวนี้โว้ย!"
ทันทีที่สิ้นเสียงเรียกใช้ในใจ พลังงานลึกลับบางอย่างก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายของชายหนุ่ม ความเจ็บปวดที่เคยกีดแทงเนื้อหนังราวกับเข็มเล่มเล็กๆ นับพันเล่มพลันมลายหายวับไปเป็นปลิดทิ้ง! มันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกชาหนึบ คล้ายกับมีคนเอาไม้กระบองมาตีเบาๆ ตามร่างกายเท่านั้น ไม่มีแม้แต่ความเจ็บปวดร้าวลึกหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
เมื่อความเจ็บปวดที่เป็นอุปสรรคเพียงหนึ่งเดียวถูกระงับลงจนสิ้น ความกะล่อน สันดานดิบ และความกวนประสาทอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเป้าก็กลับมาทำงานเต็มสูบอีกครั้ง เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย เผยให้เห็นไรฟันขาวสะอาดที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น ชูนิ้วกลางทั้งสองข้างขึ้นฟ้า แล้วตะโกนด่าทอศัตรูด้วยน้ำเสียงยียวนกวนอวัยวะเบื้องล่างขั้นสุด
"เฮ้ย! ไอ้พวกเวรแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ! แรงของพวกมึงมีแค่นี้เองเรอะ! ข้าบอกให้ฟันแรงๆ ไงวะ หรือว่าเมื่อคืนพวกมึงเอาแรงไปรีดน้ำกามลงรูจนหมดตัวแล้วฮะ! ดาบพวกมึงนี่มันนุ่มนิ่มยวบยาบเหมือนของสงวนแม่พวกมึงไม่มีผิดเลยว่ะ ฮ่าๆๆๆ! เข้ามาสิวะไอ้พวกลูกเต่า ถุย!"
คำด่าทอที่หยาบคาย แทงใจดำ และเหยียดหยามศักดิ์ศรีลูกผู้ชายอย่างรุนแรง ทำให้พวกทหารข้าศึกและคนทรยศถึงกับหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธแค้นจนเส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆ พวกมันละทิ้งความสนใจจากรอยเท้าของพวกทหารบ้านที่กำลังหลบหนีไปจนหมดสิ้น แล้วหันมามุ่งเป้ารุมสกรัมไอ้ร่างยักษ์ปากหมาเพียงคนเดียวอย่างบ้าคลั่งขาดสติ
"ฆ่ามัน! สับไอ้ปากหมานี่เป็นหมื่นๆ ชิ้น! เลาะกระดูกมันออกมาให้หมากิน!"
คมดาบ หอกแหลม หลาวไม้ และแม้กระทั่งลูกเตะหนักๆ ประดันประเดเข้าใส่ร่างของเป้าประดุจพายุลูกเห็บที่โหมกระหน่ำ เขายืนกางแขนหัวเราะร่ารับความเสียหายทั้งหมดอย่างหน้าตาเฉย ราวกับคนเสียสติที่กำลังเริงระบำอยู่ท่ามกลางสายฝน ยิ่งโดนกระทืบ โดนดาบฟัน โดนหอกทิ่มแทง เขาก็ยิ่งรู้สึกถึงมวลพลังงานบางอย่างที่กำลังค่อยๆ สะสมตัวอยู่ภายในกล้ามเนื้ออย่างบ้าคลั่ง
และแล้ว เสียงสวรรค์ที่เขารอคอยก็ดังขึ้นในหัว! มันเป็นเสียงของระบบเทพแมงดาโบราณที่มาพร้อมกับน้ำเสียงกวนอวัยวะเบื้องล่างไม่แพ้ผู้เป็นโฮสต์!
*“ติ๊ง! โอ้โหเฮะ! โฮสต์นี่มันสาย M ตัวพ่อของแท้และแน่นอนจริงๆ ชอบโดนรุมกระทืบทรมานร่างกายขนาดนี้ ระบบแมงดาโบราณขอยอมรับถือคารวะหนึ่งจอก! ได้รับความเสียหายสะสมสะท้านค่ายอย่างต่อเนื่อง! แต้มความถึกพุ่งปรี๊ดทะลุเพดานประดุจจรวดทะลวงหลุมเสียว!”*
*“ติ๊ง! ยินดีด้วยไอ้หนุ่มกระดูกเหล็ก! โฮสต์ผ่านศึกรุมกระหน่ำรับดาบรับตีนแทนผู้อื่น บรรลุ ‘กายาเหล็กไหล ขั้นที่ 9’ เรียบร้อยแล้ว! (ความทนทานสะสม: 500/500 เต็มขีดจำกัด) ตอนนี้ผิวหนังของโฮสต์หนาเตอะและเหนียวหนึบราวกับหนังหมูหันย่างเกรียม ทนทานต่อมีดเหน็บและดาบฟันตื้นๆ ได้สบายบรื๋อ! พร้อมจะทะลวงสู่ระดับถัดไปแล้วนะโว้ย! ขยันหน้าด้านโดนกระทืบต่อไปล่ะ ฮ่าๆๆ!”*
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังเจื้อยแจ้วกวนประสาท แต่มันกลับเป็นดั่งเสียงทิพย์ที่ไพเราะที่สุดในเวลานี้ พลังกายของเป้าพุ่งพล่านทะลักทลาย กล้ามเนื้อทุกมัดทั่วเรือนร่างขยายตัวพองโตและอัดแน่นจนแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า บาดแผลตื้นๆ ตามร่างกายเริ่มหยุดไหลและสมานตัวอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ ความรู้สึกทรงพลังเอ่อล้นจนแทบจะระเบิดออกมา
เมื่อหางตาของเป้าเหลือบไปเห็นว่าพวกทหารบ้านแบกเสบียงหลบหนีเข้าป่าไปจนลับสายตาและปลอดภัยแล้ว รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของเขาก็พลันเหือดหายไปในพริบตา มันถูกแทนที่ด้วยแววตาอำมหิตดุจสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้แหลกคาเขี้ยว
"เอาล่ะ... หมดเวลาสนุกของพวกมึงแล้วไอ้พวกลูกหมา"
เป้าพึมพำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบ พละกำลังที่เพิ่มพูนขึ้นถึงระดับ 5.0 ชั่ง ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีพลังระดับช้างสารไหลเวียนอยู่ในทุกเส้นเลือด เขากำหมัดขวาแน่นจนกระดูกลั่นดังก๊อบแก๊บ ก่อนจะพุ่งสวนกลับเข้าไปในดงดาบของศัตรูด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
"เปรี้ยงงงง!"
หมัดลุ่นๆ ที่อัดแน่นไปด้วยพลังมหาศาล กระแทกเข้าที่ใบหน้าของทหารข้าศึกแคว้นพยัคฆ์ทมิฬคนหนึ่งเต็มแรง เสียงกระดูกโหนกแก้มและกรามแตกหักดังก้องกังวาน ร่างของมันลอยละลิ่วปลิวกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงไม้ของคลังเสบียงจนทะลุเป็นรูโหว่ สลบเหมือดเลือดกลบปากคาที่ ศัตรูคนอื่นๆ ที่กำลังง้างดาบถึงกับชะงักงัน เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เป้าไม่รอช้าให้พวกมันได้ตั้งตัว เขาพุ่งทะยานฝ่าวงล้อมเข้าไปหาหัวโจกคนทรยศที่กำลังยืนขาสั่นงันงกอยู่ด้านหลังสุด เขาใช้ฝ่ามือขวาที่ใหญ่โตและหยาบกร้านราวกับคีมเหล็ก คว้าหมับเข้าที่ลำคอของมันอย่างแม่นยำ ก่อนจะออกแรงบีบและกระชากลากร่างของมันเข้าไปในเงามืดหลังคลังเสบียงอย่างรวดเร็ว
"อั้ก... ปล่อย... ปล่อยข้านะโว้ย..." หัวโจกทรยศดิ้นรนทุรนทุราย สองมือพยายามแกะมือเหล็กของเป้าออก แต่ก็ไร้ผล ใบหน้าของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเพราะขาดอากาศหายใจ ดวงตาเหลือกถลนด้วยความทรมาน
"บอกข้ามา... แม่หญิงมารดาของชงโคถูกพวกมึงเอาตัวไปซ่อนไว้ที่ไหน! พูดความจริงมา ไม่งั้นข้าจะบีบคอมึงให้กระดูกแหลกคามือ!" เป้าเค้นเสียงถามด้วยความดุดันดั่งมัจจุราช มือที่บีบคอยิ่งออกแรงเพิ่มขึ้นจนเส้นเลือดที่แขนปูดโปน
"ข้า... ข้าไม่รู้... อ่อก..."
"มึงไม่รู้เหรอ? ได้! งั้นมึงก็ลงนรกไปซะไอ้สวะ!" เป้าทำท่าจะออกแรงหักคอมันให้สิ้นซากจริงๆ
"เดี๋ยว! ยอมแล้ว! ข้าบอกแล้ว! อย่าฆ่าข้า!" หัวโจกละล่ำละลักด้วยความกลัวตายสุดขีด น้ำหูน้ำตาไหลพราก "แม่ของนังชงโค... ถูกพวกท่านแม่ทัพส่งตัวไป... ไปคุมขังเอาไว้ที่ค่ายเสบียงลับ... อยู่กลางป่าลึกเขตชายแดนของแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ... ค่ายนั้น... มีทหารยอดฝีมือเฝ้าแน่นหนามาก... ปล่อยข้าไปเถอะ..."
เมื่อได้รับคำตอบที่ต้องการจนกระจ่างแจ้ง เป้าก็แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม เขากระแทกสันมือเข้าที่ท้ายทอยของคนทรยศอย่างแรงจนมันตาเหลือกสลบเหมือดคาที่ ก่อนจะโยนร่างไร้สติของมันทิ้งกระแทกพื้นดินอย่างไม่ไยดีราวกับทิ้งขยะชิ้นหนึ่ง
ชายหนุ่มร่างยักษ์ไม่เสียเวลาอยู่จัดการกับพวกทหารข้าศึกที่เหลือที่กำลังสับสนวุ่นวาย เขาอาศัยความมืดและความว่องไวของกายาเหล็กไหลที่แข็งแกร่งขึ้น พุ่งตัวหลบหนีออกจากลานกว้าง มุ่งหน้าตรงเข้าสู่ป่าลึกที่รกทึบอย่างรวดเร็วประดุจเงาพราย
ลมหนาวแห่งยามวิกาลพัดกรีดผิวเนื้อที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังและรอยแผล แต่เป้าไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บแม้แต่น้อย เขาเร่งฝีเท้าวิ่งทะยานข้ามรากไม้และโขดหินไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เหนือกว่าคนทั่วไปอย่างมหาศาล เป้าหมายของเขาคือจุดนัดพบที่ชายป่าใกล้เขตแดนค่ายลับ ที่ซึ่งมีหญิงสาวอันเป็นที่รักกำลังรอคอยเขาอยู่ด้วยความกระวนกระวายใจ
เมื่อพ้นแนวป่าทึบและแสงจันทร์สาดส่องลงมา เป้าก็พบกับร่างอรชรของแม่หญิงชงโคที่ยืนหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ใบหน้างดงามหมดจดของนางเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนสองแก้ม ทันทีที่นางเห็นร่างสะบักสะบอมเปื้อนเลือดของเป้าก้าวออกมาจากเงามืด นางก็ถลาวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยความตกใจสุดขีด
"พี่เป้า! สวรรค์คุ้มครอง! ทำไมสภาพพี่ถึงเป็นแบบนี้... เลือด... เลือดเต็มตัวพี่ไปหมดเลย..." ชงโคร้องไห้โฮโผเข้ากอดเขาแน่น มือเรียวนุ่มนิ่มลูบคลำตามบาดแผลบนแผ่นอกของเขาด้วยความทะนุถนอมและปวดใจ
"ข้าไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ยอดรัก แผลถลอกแค่นี้ไกลหัวใจเยอะ" เป้าตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แตกต่างจากความดุดันเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง เขาดึงร่างบางที่มีกลิ่นหอมละมุนเข้ามากอดปลอบประโลม ลูบเรือนผมของนางเบาๆ
"ข้าเค้นคอไอ้พวกทรยศจนได้เรื่องแล้วนะ... แม่ของเจ้าถูกพวกมันจับไปขังไว้ที่ค่ายเสบียงลับในป่าลึกแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ"
คำพูดของเป้าทำให้ชงโคเบิกตากว้างด้วยความตกใจและหวาดหวั่น "ค่ายเสบียงลับของแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ? ที่นั่นอันตรายมาก... แล้ว... แล้วเราจะทำยังไงกันดีพี่เป้า..."
เป้าคลายอ้อมกอด สบตากับดวงตากลมโตของหญิงสาวด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ดุดัน และแฝงไปด้วยประกายไฟแห่งการต่อสู้
"คืนนี้... ข้าจะบุกเดี่ยวเข้าไปที่นั่น ข้าจะเอาตัวแม่ของเจ้ากลับมาสู่อ้อมอกเจ้าให้จงได้... ต่อให้ข้าจะต้องถล่มค่ายพวกมันให้ราบเป็นหน้ากลอง สับพวกมันให้เละเป็นหมูบะช่อ ข้าก็จะทำ!"
คำประกาศกร้าวของเป้าดังก้องกังวานสะท้อนไปในความมืดมิด เป็นดั่งคำสาบานและสัญญาณเริ่มต้นของการนองเลือดครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะปะทุขึ้นในค่ำคืนนี้!