เบื้องหน้าของอคิน คือกองทัพ 'หนูยักษ์กลายพันธุ์' ตัวเท่าสุนัขพุดเดิ้ล ดวงตาสีแดงฉานวาวโรจน์ในความมืด
และ 'แมลงสาบยักษ์' ที่ตัวใหญ่เท่าฝ่ามือ หนวดยาวเฟื้อยของพวกมันขยับไปมาอย่างน่าขยะแขยงขณะรุมทึ้งกองซากศพของปลาเน่า
"ส้มซ่า! ปลาเผา! จัดการพวกแมลงสาบ! อย่าให้มันบินนะเว้ย!"
อคินตะโกนสั่งการ เสียงของเขาดังกังวานและทรงพลังกว่าปกติ
"โบ้! บัวลอย! จัดการอย่าให้เหลือ!"
ฟุ่บ!
อคินพุ่งตัวออกไปข้างหน้า ความเร็วของเขาไม่ใช่ระดับของมนุษย์ปกติ ฝีเท้าที่ย่ำลงบนน้ำครำเบากริบแทบไร้เสียง
ในสายตาของเขา ดาบเหล็กในมือคืออาวุธสังหาร
แต่ในจังหวะที่เขาเข้าประชิดตัวหนูยักษ์ ร่างกายของเขากลับขยับไปเองด้วยท่วงท่าที่แปลกประหลาด
เขาไม่ได้ 'ฟัน' แบบนักดาบ... แต่เขากำลัง 'ตะปบ'
ฉัวะ! ผลุบ!
ดาบในมือตวัดวูบจากบนลงล่างด้วยวิถีโค้งที่งดงามและโหดเหี้ยม
คมดาบตัดผ่านลำตัวหนูยักษ์จนขาดครึ่งท่อน เลือดสีดำคล้ำสาดกระเซ็นใส่ใบหน้า
อคินไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขาสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียวเพื่อไล่เลือดออกจากดาบ
ก่อนจะหมุนตัวเตะกวาด... ไม่สิ มันดูเหมือนการใช้ 'ขาหลัง' ถีบส่งร่างตัวเองพุ่งไปหาเหยื่อตัวถัดไปมากกว่า
กร๊อบ!
เสียงกระดูกแตกดังขึ้นใกล้ๆ ส้มซ่า แมวลายสลิดจอมโหดกระโจนตะปบแมลงสาบที่กำลังจะกางปีกบินจนร่วงลงมากองกับพื้น
ก่อนจะฝังเขี้ยวลงไปที่คอหอยของมันอย่างแม่นยำ
แม้ศัตรูจะไม่เก่งกาจ แต่จำนวนที่มหาศาลทำให้พวกมันน่ารำคาญ
แต่อคินไม่ถอย ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ
หัวใจเต้นเป็นจังหวะหนักแน่น เขาไล่กวาดล้างพวกมันทุกซอกทุกมุม
ตั้งแต่ท่อระบายน้ำไปจนถึงห้องใต้ดินของตึกร้าง เพื่อให้มั่นใจว่าบ้านใหม่ของทุกคนจะปราศจากเชื้อโรค
"ตัวสุดท้าย..."
อคินแสยะยิ้มที่มุมปาก เผยให้เห็นฟันขาวที่ดูเหมือนจะคมกว่าปกติเล็กน้อยในแสงสลัว
...
[2 เมษายน]
อคินตื่นมาพบว่าโครงสร้างเสาเมื่อวันก่อน
บัดนี้เริ่มมีการปูพื้นและก่อผนังบางส่วนแล้ว เมืองกำลังเติบโต... เร็วกว่าที่เขาคิด และนั่นหมายความว่าเขาต้องทำงานให้หนักขึ้น
คืนนี้เขาขยับขยายพื้นที่ล่าออกไปจนเกือบถึงแนวกำแพงชั้นนอก โซนที่ป่ายังคงอุดมสมบูรณ์และอันตราย
"ระวังเท้า!"
อคินตะโกนเตือนลูกทีมเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นความผิดปกติที่พื้นดิน
ดินที่นูนขึ้นเป็นริ้วคล้ายรากไม้กำลังเคลื่อนไหว
พรึ่บ!
'อสูรเถาวัลย์หนามกินคน' พุ่งขึ้นมาจากดินเหมือนกับดักเสือ
เถาวัลย์หนามแหลมคมนับสิบเส้นสะบัดไปมาในอากาศราวกับงูเกรี้ยวกราด
หากเป็นอคินคนเมื่อก่อนคงยืนตัวแข็งทื่อด้วยความกลัว แต่ 'นักรบรัตติกาล' คนนี้กลับแสยะยิ้ม
"คิดจะจับพวกเรากินเหรอ? ฝันไปเถอะ... เผามัน!"
เขาล้วงขวดแก้วบรรจุน้ำมันดิบที่เหน็บไว้ข้างเอว ขว้างออกไปด้วยความแม่นยำราวกับจับวาง
เพล้ง! ขวดน้ำมันแตกกระจายที่โคนต้นของอสูรเถาวัลย์
"ส้มซ่า! จัดการ!"
ส้มซ่าที่คาบกิ่งไม้ติดไฟรออยู่แล้ว สะบัดหน้าส่งเชื้อเพลิงบินหวือเข้าไปหากองน้ำมัน
ฟู่วววว!
เปลวไฟลุกท่วมต้นไม้อสูรอย่างรวดเร็ว แสงสีส้มแดงฉายวาบไปทั่วป่า ขับเน้นเงาของอคินให้ดูสูงใหญ่และน่าเกรงขาม
อสูรเถาวัลย์ดิ้นพล่าน แต่มันไม่อาจทำอันตรายใครได้อีก
อคินเดินข้ามซากตอตะโกนั้นไปอย่างไม่แยแส เขาไม่ได้รู้สึกสงสารหรือหวาดกลัว สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวคือ 'หน้าที่'
ฉับ!
เขาหันไปตวัดดาบใส่ 'ซอมบี้' ที่เดินโซเซเข้ามาหาจังหวะเผลอ
ศีรษะของซอมบี้กระเด็นหลุดจากบ่า
"เคลียร์!"
อคินสะบัดดาบไล่คราบเลือดดำข้นออกจากใบมีด
ก่อนจะเก็บเข้าฝัก เสียงหอบหายใจของเขาเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ ความเงียบเริ่มโรยตัวปกคลุมพื้นที่ชายป่าอีกครั้ง
หงิง...
เสียงร้องแผ่วเบาที่แทบจะถูกกลืนหายไปกับสายลมทำให้หูของอคินกระดิกโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่เสียงขู่คำรามของสัตว์ร้าย แต่เป็นเสียงแห่งความเจ็บปวดและหวาดกลัว
อคินยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ลูกทีมหยุดเคลื่อนไหว เขาค่อยๆ ย่องเท้าเข้าไปใกล้กองซากผนังปูนที่ถล่มลงมาทับกันเป็นโพรงเล็กๆ
"นั่นใคร?"
เขาถามเสียงนุ่ม พยายามข่มกลิ่นอายสังหารของตัวเองลง
ในเงามืดหลังซากปรักหักพัง ดวงตาคู่เล็กๆ หลายคู่สะท้อนแสงจันทร์วาววับ
สุนัขพันธุ์ไทยหลังอานสีน้ำตาลแดงตัวผอมโซจนเห็นซี่โครงบาน
ผิวกายเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน กำลังนอนขดตัวสั่นเทา พยายามใช้ลำตัวปกป้องลูกแมวลายสลิดตัวจิ๋วสองตัวที่ซุกอยู่ใต้ท้องของมัน
สภาพของพวกมันดูอิดโรยจนแทบจะยืนไม่ไหว
ขนร่วงเป็นหย่อมๆ และแววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงเมื่อเห็นเงาร่างทะมึนของอคินทาบทับลงมา
"โธ่เอ๊ย... ผู้รอดชีวิตนี่เอง"
อคินลดตัวลงนั่งยองๆ ช้าๆ เพื่อให้ระดับสายตาเท่ากัน เขาวางมือจากด้ามดาบมาที่กระเป๋าเป้ด้านหลัง
"ไม่ต้องกลัวนะ... ฉันไม่ทำอะไรหรอก"
เจ้าหมาผอมโซแยกเขี้ยวขู่ กรร... แต่มันไม่มีแรงพอแม้แต่จะลุกขึ้นยืนหยัด
ลูกทีมของอคินอย่าง 'โบ้' เดินเข้ามาใกล้ พลางดมฟุดฟิด
เจ้าโบ้ไม่ได้ขู่ตอบ แต่มันกระดิกหางเบาๆ เหมือนส่งสัญญาณมิตรภาพตามประสาหมาด้วยกัน
ส่วนส้มซ่ากับปลาเผานั่งลงเลียอุ้งเท้า ดูไม่ได้ตื่นเต้นอะไรกับสมาชิกใหม่
อคินล้วงห่อใบตองออกมา ภายในมี 'ปลาทอด' และ 'ออร์คแดดเดียว' ที่เขาเก็บไว้เป็นเสบียงฉุกเฉิน
กลิ่นหอมของไขมันสัตว์ลอยฟุ้งไปในอากาศ
จมูกของเจ้าหมาและลูกแมวกระตุกวูบ น้ำลายสอออกมามุมปากสยบความกลัวไปจนสิ้น
"กินซะนะ... มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง"
เขาวางอาหารลงบนพื้นห่างจากพวกมันเล็กน้อย วินาทีแรกพวกมันยังลังเล
แต่เมื่อเห็นว่าอคินถอยฉากออกมา เจ้าหมาก็พุ่งเข้าใส่งับหมูแดดเดียวกลืนลงคอแทบไม่ต้องเคี้ยว
ส่วนลูกแมวสองตัวค่อยๆ คลานออกมาแทะปลาเค็มอย่างหิวโหย
อคินมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
แววตาของนักล่าหายไป เหลือเพียงแววตาของชายหนุ่มผู้รักสัตว์
"โลกข้างนอกมันโหดร้ายสินะ..."
เขาพึมพำ
"ไม่มีเจ้าของ... ไม่มีบ้าน... ต้องคอยหลบซ่อนพวกมอนสเตอร์ไปวันๆ"
เมื่ออิ่มท้อง ความระแวงก็ลดลง
อคินค่อยๆ ยื่นมือเข้าไปหา เจ้าหมาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อปลายนิ้วเย็นๆ ของอคินแตะที่หัว
แต่มันก็ยอมให้เขาลูบแต่โดยดี สัมผัสหยาบกร้านของขนสัตว์ที่ไม่ได้อาบน้ำมานานกลับทำให้อคินรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด
"ไปกับฉันไหม?"
อคินเอ่ยชวน
"ที่ค่ายมีที่ให้นอน มีน้ำสะอาด... แล้วก็มีอาหารดีกว่านี้เยอะเลยนะ"
เขาหันไปมองลูกทีมของตัวเอง
"โบ้ ส้มซ่า... เรามีเพื่อนใหม่แล้วนะ ช่วยดูแลน้องๆ หน่อย"
เขาอุ้มลูกแมวสองตัวขึ้นมาแนบอกอย่างทะนุถนอม
ส่วนเจ้าหมาผอมโซนั้นดูเหมือนจะรู้ความ
มันพยายามยันกายลุกขึ้นและเดินมาเบียดขาของอคิน ราวกับจะฝากชีวิตที่เหลือไว้กับผู้ชายแปลกหน้าคนนี้
"กลับบ้านกันเถอะทุกคน"
คืนนั้น ขบวนการนักล่าราตรีของอคินจึงยาวเหยียดขึ้นกว่าเดิม
ชายหนุ่มเดินนำหน้า ตามด้วยหมาแมวเจ้าถิ่น และปิดท้ายด้วยสมาชิกใหม่ที่เดินโขยกเขยกตามหลัง
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังเส้นทางสู่ค่ายแหลมสิงห์... สู่บ้านหลังใหม่ของพวกมัน
...
[3 เมษายน]
ติ๊ง!
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]
[ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 3 เมษายน]
เปลือกตาของอคินเปิดขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกเจ็บปวดจากการต่อสู้เมื่อคืนก่อนหายเป็นปลิดทิ้ง
ราวกับร่างกายนี้ถูกรีเซตใหม่ทุกครั้งที่ดวงอาทิตย์ตกดิน
"ได้เวลากวาดล้างอีกแล้วสินะ"
เขาพึมพำกับตัวเอง พลางมองผ่านหน้าต่างบ้านต้นไม้ไปยังพื้นที่ก่อสร้างที่คืบหน้าไปมาก
แต่คืนนี้... บรรยากาศในค่ายแหลมสิงห์กลับดูตึงเครียดแปลกๆ
แสงไฟจากคบเพลิงและตะเกียงน้ำมันดูวูบไหวมากกว่าปกติ
เสียงฝีเท้าของทหารยามเดินสวนสนามกันขวักไขว่ ไม่มีความผ่อนคลายเหมือนคืนก่อนๆ
อคินแต่งตัวเสร็จก็เดินลงมาที่ป้อมยามด้านหน้าตามปกติ
"หวัดดีครับพี่ต้น! วันนี้ดูวุ่นๆ นะครับ?"
พี่ต้น ยามกะดึกร่างท้วมที่ปกติจะยิ้มแย้ม วันนี้กลับดูอิดโรยและเคร่งเครียด
เขาเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกเวร ขอบตาดำคล้ำเหมือนคนอดนอน
"อ้าว... อคิน ตื่นแล้วเหรอเอ็ง"
พี่ต้นถอนหายใจยาว พลางขยับเกราะไหล่ที่ดูเหมือนจะใส่ไม่ค่อยเข้าที่ ราวกับว่าเขาไม่ได้ใส่ชุดเกราะเต็มยศแบบนี้มานานแล้ว
"ไม่ให้วุ่นได้ไงไหว... เมื่อเช้านี้เอ็งไม่ได้ยินเสียงระเบิดเลยรึไง? ดังสนั่นหวั่นไหวไปถึงบางแสนโน่น"
"ระเบิด?"
อคินเลิกคิ้วสูง
"ไม่ครับ... ผมหลับลึกมาก ระบบคงตัดการรับรู้มั้งครับ เกิดอะไรขึ้นครับ?"
พี่ต้นส่ายหัวด้วยความทึ่งในความ 'ขี้เซา' ของชายหนุ่ม ก่อนจะกวักมือเรียกให้เข้ามาใกล้ๆ แล้วลดเสียงลง
"เมื่อเช้า... กองทัพจากฝั่งกัมพูชาบุกข้ามแดนมาที่ตราด... มากันมืดฟ้ามัวดินเลยเว้ย ทั้งปืนใหญ่ รถถัง กะจะตีเมืองตราดให้แตกพ่ายไปเลย"
"หา! สงครามเหรอพี่!?"
อคินตาโต หัวใจกระตุกวาบ
"แล้ว... แล้วพวกเราแพ้ไหม?"
"แพ้กะผีสิวะ!"
พี่ต้นยืดอกขึ้นเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ
"ท่านเพทายกับกองทัพของเราสวนกลับซะกระเจิง! ข่าววงในบอกว่าท่านเพทายบัญชาการเองเลยนะ เห็นว่าสู้กันแทบจะระเบิดภูเขาเผากระท่อม พวกนั้นหนีกลับประเทศแทบไม่ทัน... แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะชนะมาได้ แต่ข้างบนเขาก็เครียดกันน่าดู"
พี่ต้นชี้นิ้วไปทางอาคารบัญชาการที่ยังเปิดไฟสว่างโร่
"ฝ่ายบริหารกำลังรื้อระบบรักษาความปลอดภัยใหม่หมด ท่านปกป้องสั่งคุมเข้มชายแดนกับจุดยุทธศาสตร์ทุกจุด... พวกยามอย่างข้า หรือแม้แต่พี่ตูมพี่ตามฝาแฝดนั่น อาจจะโดนสั่งย้ายไปเฝ้าแนวป่ารอยต่อ"
อคินฟังแล้วรู้สึกใจหายวาบ สงครามที่เขาไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัส
กลับส่งผลกระทบมาถึงชีวิตประจำวันเล็กๆ ของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"แย่เลยนะครับ... ถ้าพี่ต้นไม่อยู่ ใครจะคอยเปิดประตูให้ผมล่ะเนี่ย"
อคินพยายามพูดติดตลก
"เหอะ! เอ็งมันตัวท็อปของค่าย ใครมาเฝ้าเขาก็จำเอ็งได้หมดแหละ"
พี่ต้นหัวเราะหึๆ ก่อนจะตบไหล่อคินหนักๆ
"เอ้า! จะไปล่าก็รีบไป... คืนนี้พวกข้าต้องตรวจตราเข้มงวดกว่าเดิม เอ็งเองก็ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าไปไกลมากล่ะ"
"รับทราบครับพี่! ผมจะช่วยกวาดล้างพวกมอนสเตอร์รอบๆ นี้ให้เกลี้ยง พี่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแรง!"
อคินตะเบ๊ะรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะหันไปเรียกแก๊งสัตว์เลี้ยง
"ได้ยินไหมทุกคน! คืนนี้เราต้องทำงานให้หนักขึ้น! เพื่อความปลอดภัยของค่าย!"
ติ๊ง!
[พ่อพระเอก... เอาเวลาไปห่วงตัวเองก่อนไหม? คืนนี้งานหินนะบอกเลย เตรียมตัวให้ดีล่ะ!]
อคินยิ้มกริ่มให้กับข้อความประชดประชันของระบบที่ดูเหมือนจะ 'เป็นห่วง' เขาในแบบแปลกๆ
ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ความมืดมิด ทิ้งความวุ่นวายของสงครามในโลกมนุษย์ไว้เบื้องหลัง
เพื่อทำหน้าที่ 'ภารโรง' ในโลกยามวิกาลของเขาต่อไป
..
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงท้ายของคืน...
คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างไปทั่วพื้นที่ราบปากแม่น้ำ
ไม่มีเสียงร้องโหยหวนของซอมบี้... ไม่มีเสียงขูดขีดของแมลงสาบ... ไม่มีเสียงเลื้อยของเถาวัลย์...
เหลือเพียงเสียงคลื่นลมและเสียงใบไม้ไหวที่ขับกล่อมราตรี
อคินยืนอยู่บนยอดซากตึกสูง 3 ชั้น ลมทะเลพัดชายเสื้อของเขาให้ปลิวไสว
เขามองลงมายังพื้นที่ที่เขาและทีมใช้เวลา 4 คืนในการกวาดล้าง
พื้นที่รกชัฏที่เคยเต็มไปด้วยอันตราย
บัดนี้เงียบสงบและปลอดภัย
ถัดออกไปทางด้านหลัง คือแสงไฟจากเขตก่อสร้างท่าเรือที่ตอนนี้เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างของอาคารโกดังและแนวกั้นเขื่อน
เมืองใหม่กำลังจะเกิดขึ้น... บนพื้นที่ที่เขาเป็นคนกรุยทางให้
ติ๊ง!
[ภารกิจสำเร็จ: พื้นที่เขตแหลมสิงห์ โซนที่อยู่อาศัย ปลอดภัย 100%]
[ได้รับฉายาใหม่: สัปเหร่อราตรี]
"สัปเหร่อราตรี?"
อคินขมวดคิ้วยิ้มๆ
"ระบบนี่ตั้งชื่อได้ห่วยแตกชะมัด... แต่ก็เอาเถอะ"
เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหันไปมองสมาชิกปาร์ตี้ที่นั่งพักผ่อนกันอยู่
โบ้นอนลิ้นห้อยหายใจแรง ส้มซ่ากับปลาเผานอนเลียขนให้กันเพื่อทำความสะอาดคราบเลือด ส่วนบัวลอยนั่งมองพระจันทร์อย่างเงียบๆ
ทุกคนดูเหนื่อยล้าแต่แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขนของพวกมันเป็นมันขลับ กล้ามเนื้อแน่นตึง สะท้อนแสงจันทร์
"กลับบ้านกันเถอะทุกคน..."
อคินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
"พรุ่งนี้... คงมีเรื่องตื่นเต้นรอเราอยู่อีกแน่"
...
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:03]
อคินทิ้งตัวลงนอนบนฟูกเก่าๆ ในเซฟเฮาส์ลับด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ
ความง่วงงุนแบบฉับพลันเริ่มจู่โจม ไม่ใช่ความง่วงแบบคนอยากนอน
แต่เป็นความรู้สึกเหมือนร่างกายกำลัง 'หดตัว' ลง สติสัมปชัญญะของความเป็นมนุษย์กำลังถูกดึงออกไปอย่างช้าๆ
ภาพสุดท้ายในหัวของเขาคือโครงสร้างเมืองใหม่ที่กำลังเติบโต
"หวังว่าพรุ่งนี้ตื่นมา... จะได้เห็นหลังคานะ..."
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]
[สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]
วูบ!
สติของชายหนุ่มดับวูบลงราวกับถูกปิดสวิตช์ ความคิดความอ่านที่ซับซ้อนเลือนหายไป