หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    ถูกสั่งห้าม

    ณ ด้านในตำหนักผู้อาวุโสที่ตอนนี้กำลังประชุม เจ้าหน้าที่เดิมพันพุ่งทะยานเข้ามาด้านในด้วยความแตกตื่นอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อมาถึงเขาก็ผสานมือคาราวะและกล่าวรายงานในทันที

     

    "ทะ ท่านผู้อาวุโสเกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ ตอนนี้มีศิษย์คนหนึ่งชนะการประลองสิบครั้งติดต่อกันขอรับ"

     

    "หืม ชนะการประลองติดต่อกันสิบครั้ง แล้วมันจะเป็นเรื่องใหญ่ไปได้อย่างไร?? อธิบายมาให้ละเอียดไม่เช่นนั้นเจ้าคงจะรู้ว่าการรบกวนการประชุมของผู้อาวุโสด้วยเหตุผลไร้สาระจะมีโทษอย่างไร"ผู้นำนิกายที่นั่งบนบัลลังก์ใหญ่กล่าวขึ้น

     

    เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเนื้อตัวสั่นเทาในทันที "ระ เรียนผู้อาวุโส ไม่เพียงแต่ศิษย์คนนั้นจะชนะการประลองสิบครั้ง แต่เขายังกวาดทรัพยากรของนิกายไปอย่างมหาศาลอีกด้วย ส่วนจำนวนนั้นน่าจะพอแจกจ่ายให้กับศิษย์สายนอกได้เกือบหนึ่งปีขอรับ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเหล่าศิษย์ที่เดิมพันข้างเขามาตลอดก็ได้สินเดิมพันที่มากมายเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อที่ข้าน้อยจะตัดสินใจได้จึงได้นำมาปรึกษาผู้อาวุโสว่าควรจะทำอย่างไรดี"

     

    "อะไรนะ!!"เหล่าผู้อาวุโสทุกคนหรือแม้กระทั้งประมุขนิกายต่างอุทานออกมาพร้อมกัน พวกเขานั้นไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่ชายตรงหน้าพูดจะเป็นเรื่องจริงสักเท่าไรนัก แต่อีกฝ่ายก็ไม่มีเหตุผลที่จะโกหกพวกเขา ดังนั้นในเวลานี้เหล่าผู้อาวุโสจึงมาพันครุ่นคิดกันไปพักใหญ่หากเป็นเรื่องจริงเรื่องนี้จะถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้

     

    แม้ตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงและตระกูลหลินจะมั่งคั่งที่สุดในดินแดน แต่การที่ทรัพยากรของศิษย์สายนอกหายไปมากมายเช่นนี้ก็นับได้ว่ามีผลกระทบไม่น้อยเลยทีเดียว

     

    "ศิษย์คนนั้นมีนามว่าอะไร"เป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวถาม ศิษย์ที่โดดเด่นขนาดนี้จะต้องมีเชื่อเสียงอยู่บ้างพวกเขาอาจจะพุดคุยกันได้ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ได้อยากสูญเสียทรัพยากรณ์มากมายขนาดนั้นเพียงเพราะการเดิมพัน

     

    "เรียนผู้อาวุโส ศิษย์คนนั้นนาม'อู่หลิน'ขอรับ ตบะกษัตริย์ขั้นที่เจ็ดอีกทั้งยังเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสหลินชิงหลวนอีกด้วย"เจ้าหน้าที่เดิมพันกล่าวอย่างนอบน้อม หลินชิงหลวนที่นั่งอยู่บริเวณเก้าอี้ใกล้ๆประมุขนิกายถึงกับกุมขมับในทันที เจ้าศิษย์คนนี้ออกจากด่านมาก็ก่อเรื่องเลยงั้นหรือ ช่างน่าปวดหัวซะจริง

     

    "เจ้าไปเบิกทรัพยากรณ์เถอะ เดี๋ยวข้ารับผิดชอบเอง ถึงอย่างไรเขาก็ทำตามกฏกติกา อ่อ แล้วประกาศไปด้วยว่า อู่หลินไม่ได้รับอนุญาติให้ขึ้นประลองยุทธอีก"หลินชิงหลวนกล่าว เจ้าหน้าที่เดิมพันผสานมือคาราวะและจากไป

     

    "ผู้อาวุโสชิงหลวนท่านทำเช่นนี้ถูกต้องแล้วหรือ การที่ศิษย์ของท่านได้ทรัพยากรไปมากมายคนเดียวเช่นนี้มันออกจะดูเกินไปหน่อยกระมัง"เป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวขึ้น ทำให้สายตาของหลินชิงหลวนเฉียบคมขึ้นโดยพลัน

     

    "ผู้อาวุโสสี่หลินจางจะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูกนัก อู่หลินศิษย์ข้าใช้ฝีมือในการประลองเพื่อให้ได้ทรัพยากรมาครองหาได้แบมือขอไม่ หากเป็นท่านจะทำเช่นไรกันละ จะให้ลดทรัพยากรที่เขาควรจะได้รับลงงั้นหรือ หากทำเช่นนั้นตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงจะยังหลงเหลือความน่าเชื่อถืออะไรอีก หรือท่านมีวีธีไหนจะเสนอ"

     

    "อึก!"

     

    หลินชิงหลวนกล่าวเสียจนผู้อาวุโสสี่ถึงกับพูดอะไรไม่ออก ซึ่งมันก็จริงอย่างที่นางว่า หากเพียงแค่สินเดิมพันตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงยังต้องถึงกับต้องประนีประนอมแล้วต่อไปเหล่าศิษย์จะเชื่อถือนิกายได้อย่างไร

     

    "เอาละ เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นอันจบไป เรามาเริ่มประชุมกันต่อเถอะ"ประมุขนิกายกล่าวตัดบท ในที่สุดการประชุมของผู้อาวุโสก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

     

    ส่วนทางด้านลั่วอู่หลินในเวลานี้เขาได้รับทรัพยากรมามากมาย ตัวเขาและเหล่าศิษย์ก็แยกย้ายกันออกไป แน่นอนหลังจากที่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์อย่างหลินชิงหลวนว่าห้ามประลองยุทธ ชายหนุ่มก็เดินคอตกกลับตำหนักไปก่อนที่จะใช้พลังแสงเยียวยาร่างกายจนหายดีและเตรียมตัวหาอย่างอื่นทำ ซึ่งเขาก็คิดขึ้นมาได้ว่าอาจารย์ของเขาห้ามประลองยุทธเท่านั้นทว่าไม่ได้ห้ามประลองการปรุงโอสถแต่อย่างใด

     

    "เหอะๆนี่ข้าต้องมาหัดปรุงโอสถเพียงเพราะอยากจะสร้างปัญหาให้อีกฝ่ายหรือนี่ เอาเถอะก็น่าสนใจดีถึงอย่างไรก็เป็นศาสตร์ที่มีเกียรติที่สุดละนะ"ลั่วอู่หลินกล่าว เขาศึกษาศาสตร์แห่งการปรุงโอสถในหอคอยมามากมายแล้วในหอคอยมหาสมบัติ และในตอนนี้นั้นก็ถึงคราวที่่เขาจะทดลองปรุงโอสถเสียที อีกทั้งด้วยทรัพยากรณ์ที่ได้รับมามันก็ทำให้เขาฝึกปรุงโอสถได้อย่างไม่ขัดสนอะไร

     

    เวลานี้ปัญหาใหญ่ที่สุดของเขาคือการควบคุมเปลวเพลิงเท่านั้น และด้วยที่ตัวเขามีลมปราณหยินเสียส่วนใหญ่จึงทำให้การก่อตัวของเปลวเพลิงเป็นไปได้ยากยิ่งแม้ลั่วอู่หลินจะใช้ธาตุแสงที่เป็นธาตุหยางช่วยก็ตามแต่ก็ยังคงสภาพได้แค่ลูกไฟดวงเล็กๆเท่านั้น

     

    "ยากเหลือเกิน แต่ข้าต้องทำให้ได้"ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างมุ่งมั่น การควบคุมเปลวเพลิงของเขานั้นพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆตามลำดับไม่หวือหวาอะไร

     

    จนกระทั้งเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนลั่วอู่หลินจึงถึงจะควบคุมเปลวเพลิงได้ใหญ่พอที่จะเริมทำการฝึกปรุงโอสถได้ ส่วนเตาปรุงโอสถนั้นเขาได้มาตั้งแต่เข้ามาในนิกายใหม่ๆแล้วแต่ไม่คิดว่าจะได้ใช้งานจนถึงวันนี้

     

    เขาเริ่มทำการฝึกปรุงโอสถในทันทีตามสูตรที่เรียนมาจากในตำราด้านในหอคอยมหาสมบัติ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายอย่างที่คิด และสิ่งเขาเข้าพบเจอนั่นคือความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ย่อท้อแต่อย่างใด

     

    หลังจากที่ผ่านไปหนึ่งร้อยครั้งในที่สุดลั่วอู่หลินก็สามารถปรุงโอสถเสริมปราณที่มีความบริสุทธิ์หกส่วนได้ ผ่านไปหนึ่งร้อยห้าสิบครั้งความบริสุทธิ์ของโอสถเสริมปราณก็มาถึงแปดส่วน และเมื่อเขาปรุงมันเกินกว่าสามร้อยครั้งขึ้นไปในที่สุดเขาก็ปรุงโอสถเสริมปราณที่มีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนจนได้

     

    ซึ่งมันทำให้ลั่วอู่หลินดีใจเป็นอย่างมากก่อนจะจะทิ้งตัวลงนอนอย่างสบายใจ แม้ว่าจะเสียทรัพยากรทั้งหมดที่ตัวเองเพิ่งเดิมพันมาได้แต่ทว่าเมื่อแลกกับความรู้และประสบการณ์ในศาสตร์แห่งการปรุงโอสถมันก็ถือว่าคุ้มค่าไม่น้อยเลยทีเดียว

     

    "ฮ่าๆๆสำเร็จเสียที รอให้ข้าฝึกจนชำนาญก่อนเถอะ เราจะได้เห็นดีกัน"ลั่วอู่หลินกล่าวพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลริน ต้องบอกเลยว่าเขาทุ่มเทอย่างยิ่งสำหรับการสร้างปัญหาให้ตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงแม้มันจะเล็กน้อยก็ตาม ทั้งอีกฝ่ายยังไม่สามารถที่จะเอาผิดเขาได้เนื่องจากเขาทำตามกติกาของตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงทุกประการอีกด้วย

     

    ลั่วอู่หลินลุกขึ้นและเปิดมิติของหอคอยมหาสมบัติและเข้าไปในทันที เนื่องจากเวลานี้ผ่านไปอีกสองเดือนแล้วที่เขายุ่งอยู่กับการฝึกปรุงโอสถจึงสมควรที่จะผ่อนคลายเสียบ้าง และสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มผ่อนคลายมากที่สุดในตอนนี้ก็คือการเข้าไปกลั่นแกล้งจิ้งจอกสาวเสียเล็กน้อยนั่นเอง

     

    "วาบ!"

     

    "หืม น่าแปลกยิ่งปกตินางมักจะอยู่ที่สวนไม่ใช่หรือแล้วตอนนี้ไปไหนกัน"เมื่อเข้ามาแล้วชายหนุ่มก็พลันกล่าวด้วยความแปลกใจ เขาเร่งกระจายสัมผัสในทันทีก่อนที่จะพบเจอกลิ่นอายของนางในห้องซึ่งมันผันผวนและแปลกไปจากเดิมมาก

     

    ลั่วอู่หลินไม่รอช้ารีบเข้าไปยังด้านในคฤหาสน์ในทันทีและตรงดิ่งไปที่ห้องของนางก่อนจะกล่าวเรียก "ซีอวิ้น เจ้าอยู่ในนั้นหรือเปล่านายท่านของเจ้ามาหา"

     

    "อือ...ได้โปรดอย่าพึ่งเข้ามาตอนนี้ข้าไม่สะดวกอย่างยิ่ง"เสียงที่สั่นเคลือของซีอวิ้นดังขึ้นจนลั่วอู่หลินอดสงสัยไม่ได้ เพราะเสียงนั้นราวกับนางต้องทุกข์ทรมานกับอะไรสักอย่าง

     

    ลั่วอู่หลินไม่รอช้าเปิดประตูเข้าไปโดยไม่ได้สนคำขอร้องของนางเมื่อครู่สักนิดเดียว "ซีอวิ้นเจ้าเป็นอะไรกันแน่? ได้ถึง......."

     

    เมื่อเข้ามาชายหนุ่มยังไม่ทันได้กล่าวจบประโยคแต่อย่างใด เบื้องหน้าของเขาคือหญิงงามที่ตอนนี้กำลังนอนอยู่บนเตียงด้วยท่าทางที่ดูทุกข์ทรมานยิ่งนัก แถมในเวลานี้กลิ่นของนางที่หอมราวกับบุปผาตลบอบอวลไปทั่วห้องทำให้ชายหนุ่มถึงกับตื่นตัว

     

    "ซีอวิ้น เจ้าป่วยหรือ ช่างน่าแปลกยิ่ง"ชายหนุ่มเข้าไปนั่งข้างๆนางก่อนจะนำมือแตะไปที่หน้าผาก ในขณะนั้นราวกับซีวิ้นถูกกระตุ้นอารมณ์อย่างรุนแรงและดึงชายหนุ่มเบื้องหน้าเขามาจูบอย่างดูดดื่มในทันที

     

    'เหอๆยินดีด้วย จิ้งจอกสาวตนนี้กำลังอยู่ในช่วงติดสัด ดังนั้นดูเหมือนว่าครั้งนี้เจ้าจะทำแค่หยอกล้อนางไม่ได้อีกแล้ว'ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวให้ความกระจ่างแก่น้องชายก่อนที่นางจะปิดกั้นทะเลแห่งจิตใจในทันที เนื่องจากตัวนางหาได้ชื่นชอบการถ้ำมองไม่

     

    ลั่วอู่หลินที่ิได้ยินคำกล่าวนั้นของพี่สาวที่ไขความกระจ่างให้กับเขาก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงไปเล็กน้อย ช่วงติดสัดหรือ ถึงอย่างไรนางก็เป็นครึ่งอสูรครึ่งปีศาจคงไม่แปลกกระมังที่จะมีช่วงเวลานี้

     

    'ช่วยไม่ได้ละนะ'ลั่วอู่หลินกล่าวขึ้นในใจ มืออันซุกซนค่อยๆปลดอาภรณ์สีแดงของหญิงงามออกในทันที ก่อนที่ทั้งคฤหาสน์จะเต็มไปด้วยเสียงครวญครางอันเนื่องมาจากศึกรักของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีที่กินระยะเวลาไปถึงหนึ่งวันเต็มๆและค่อยๆเงียบลงไป

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน