ดูเหมือนสวี่ตงจะไม่มีกำลังสนับสนุนหรือมรดกจากครอบครัวเท่าไร หรือต่อให้มีคนคนนั้นก็คือโจวเทียนฉี และคนอย่างโจวเทียนฉี ฉินฟางจะจัดการอย่างไรก็ย่อมได้!
แต่ดูจากท่าทีที่โจวเทียนฉีมีต่อสวี่ตงก็รู้แล้ว!
“เถ้าแก่โจว ฮ่าๆ …ผมคิดไม่ถึงจริงๆว่าคุณกับเสี่ยวสวี่คนนี้เป็นญาติกันนี่เอง ฮ่าๆ รวมตัวกันในโอกาสดีจริงๆ !”ฉินฟางพูดกับโจวเทียนฉีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่ในใจกลับคำนวณแผนการกำจัดสวี่ตงโจวเทียนฉีคนนี้ต้องเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดแน่นอน!
ไม่ว่าโหมวซือฉิงจะมีความสัมพันธ์ทั่วไปหรือแสนพิเศษกับสวี่ตงตอนนี้ฉินฟางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกได้แล้ว!
ผู้นำทายาทรุ่นที่สองของตระกูลโหมวในปัจจุบันอย่างโหมวกวนจิ่งประหนึ่งเรียกลมฝนได้เรียกได้ว่าตระกูลโหมวรุ่งโรจน์ถึงจุดสูงสุดแล้วแต่ไม่ว่าสิ่งไหนเมื่อถึงจุดสูงสุดก็ต้องถดถอยตระกูลโหมวในมือโหมวกวนจิ่งก้าวหน้าถึงขีดสุด ทว่าเขา ‘ไม่มีทายาทสืบทอด’!
โหมวหย่วนซานเป็นคนแข็งแกร่ง ลูกชายของเขา โหมวกวนจิ่งก็ยิ่งสมกับเป็นคนรุ่นใหม่ก้าวข้ามคนรุ่นเก่าแต่โหมวกวนจิ่งมีลูกสาวแค่สองคน และลูกสาวทั้งสองต่างก็ทั้งสวยทั้งเก่งแต่ลูกสาวคนโตอย่างโหมวซือฉิงไม่มีความสนใจในธุรกิจของครอบครัวทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำเท่านั้น ทั้งยังนิสัยดื้อรั้นโหมวกวนจิ่งตามใจลูกสาวทั้งสองมาตั้งแต่เด็กจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยเธอไปตามทางของตัวเอง
ส่วนลูกสาวคนเล็ก โหมวซืออี๋นั้นยังเด็ก ตอนนี้เพิ่งเรียนมัธยม ในภายภาคหน้าธุรกิจของครอบครัวตระกูลโหมวย่อมจะมีแต่ตกต่ำลงโหมวกวนจิ่งจึงมองหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถโดดเด่นมารับช่วงต่อแน่นอนว่าเจตนาของเขาก็ชัดเจนมาก นั่นคือคัดเลือกลูกเขย ‘แต่งเข้า’ ให้โหมวซือฉิงดั่งคำกล่าวที่ว่าลูกเขยคือลูกชายครึ่งหนึ่ง นั่นคือทั้งหมดที่เขาทำได้!
โหมวซืออี๋ยังเด็ก ปัญหานี้จึงยังไม่จำเป็นต้องยกขึ้นมา แล้วตกเป็นของโหมวซือฉิงแทนเดิมทีโหมวกวนจิ่งก็ค่อนข้างถูกใจฉินฟาง ในบรรดาเด็กรุ่นใหม่ ฉินฟางมีความสามารถโดดเด่นเหนือใครทว่าช่วงสองปีที่ผ่านมาพ่อของโหมวกวนจิ่งก็ยกเรื่องสัญญาหมั้นหมายที่พ่อได้รับปากกับพี่ชายร่วมสาบานขึ้นมาทำเอาโหมวกวนจิ่งปวดหัวมาก!
แต่คำพูดของชายชราไม่สามารถปฏิเสธได้อย่างแน่นอนฉินฟางก็เคยได้ยินเรื่องนี้และรู้ว่าโหมวกวนจิ่งชื่นชอบเขาเขาเองก็คิดว่าการหมั้นหมายของโหมวซือฉิงไม่สมเหตุสมผลเท่าไร ถึงอย่างไร ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาพวกเขาก็ไม่เคยเจอหน้ากันเลยแล้วจะฝากชีวิตที่เหลือของโหมวซือฉิงไว้กับคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนได้อย่างไร
ฉินฟางคิดมาตลอดว่าอยากเอ่ยปากคุยกับโหมวกวนจิ่งก่อนแล้วค่อยโน้มน้าวชายชรา กับโหมวซือฉิงเขากลับไม่ได้คิดอะไรมากในเมื่อสุดท้ายปู่ของเธอคือคนตัดสินใจ แล้วเขาจะไปสนใจความรู้สึกของโหมวซือฉิงทำไมเล่า
ยิ่งกว่านั้นโหมวซือฉิงก็ไม่เคยเย็นชาหรือใส่ใจเขาทั้งนั้นแม้ว่าฉินฟางจะหงุดหงิด แต่ยังไม่ถึงจุดที่เขารู้สึกว่าทนไม่ไหว
ตอนนี้เห็นโหมวซือฉิงทำตัว ‘สนิทสนม’ กับสวี่ตงก็รู้สึกทนไม่ไหวขึ้นมาแล้วแต่พอรู้ภูมิหลังของสวี่ตงก็ไม่รู้สึกกดดันอีกต่อไปไม่ว่าโหมวซือฉิงจะเป็นอะไรกับผู้ชายคนนี้ เธอก็ไม่มีทางแต่งงานกับเขาได้เพราะอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดก็คือ‘ฐานะ’!
ตระกูลโหมวไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างสวี่ตงเอื้อมถึง ไม่ว่าคิดวิธีไหน ตระกูลโหมวก็ไม่ใช่สิ่งที่สวี่ตงเข้าไปเกี่ยวข้องได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่นเลยด้วยซ้ำ!
ฉินฟางคิดด้วยว่าตนสามารถจัดการสวี่ตงได้ตามอำเภอใจกำจัดไปแล้วก็ไร้ความหมาย คนตัวเล็กๆที่ไม่มีทั้งเงินไม่มีทั้งอำนาจแบบนี้เขาจะจัดการอย่างไรก็ได้เพราะไม่มีทางก่อคลื่นลมใดๆได้อยู่แล้ว!
โจวเทียนฉีได้แต่ยิ้มประจบประแจง แต่ก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่หน่อยๆไม่รู้ว่าทำไมฉินฟางถึงได้ ‘สนใจ’ ความสัมพันธ์ของตนกับสวี่ตงขึ้นมา แล้วเขาล่ะเป็นอะไรกับสวี่ตง
พูดกันตามหลักการ ฉินฟางกับสวี่ตงต่างกันราวฟ้ากับเหวจนไม่น่าโคจรมาเจอกันได้เขาไม่เข้าใจเลย!
โจวเทียนฉีมองหน้าฉินฟาง เห็นเพียงรอยยิ้มแปลกๆบนใบหน้าของเขาราวกับกำลังขบคิด เขาเริ่มถามตนก่อน พอตนตอบคำถามเขาเขาก็กลับยิ้มแปลกๆ แล้วคิดอะไรในใจ
อันที่จริงโจวเทียนฉีกลัวสีหน้าแบบนี้ของฉินฟางจริงๆ มันดู ‘อันตราย’ เกินไป รู้สึกไม่ดีเลย!
ฉินฟางคิด ‘แผนอันตราย’ อยู่พักหนึ่งถึงเงยหน้ามองโจวเทียนฉีเห็นว่าเขากำลังมองมาอย่างตกใจจึงได้สติ ก่อนจะหัวเราะยื่นมือไปตบไหล่ของเขา “เถ้าแก่โจว ฮ่าๆ ขออภัยด้วยครับ ผมกำลังคิดเรื่องงานจึงเหม่อไปหน่อย อืมอีกเดี๋ยวไปกินข้าวด้วยกันที่ห้องอาหารส่วนตัวสิครับไม่มีอะไรเราก็มาคุยธุรกิจกัน!”
โจวเทียนฉีตกตะลึง คำพูดของฉินฟางเหนือความคาดหมายจนทำให้เขาอึ้งอยู่ครู่หนึ่งถึงเข้าใจความหมายจากนั้นก็ปลื้มปีติมาก รีบพยักหน้าตอบ “ได้ครับๆ คำ…คำเชิญของประธานฉิน ผมอยาก…อยากได้มาตลอดอยากได้มาตลอดเลยครับ!”
ด้วยฐานะของโจวเทียนฉีย่อมไม่มีคุณสมบัติพอจะคบค้าสมาคมกับฉินฟาง ที่ได้รับเชิญมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ก็เพราะ‘โรงรับจำนำ’ หากพูดถึงชนชั้นเขาย่อมอยู่คนละระดับกับฉินฟางแต่ครั้งนี้ฉินฟางเชิญเถ้าแก่โรงรับจำนำ ร้านขายของโบราณร้านขายเครื่องประดับมาทั้งหมดเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ เหมือนกับการส่งข้อความ ‘ทั่วไป’!
เพราะเหตุนี้ตอนที่ฉินฟางเอ่ย ‘เชิญ’ โจวเทียนฉี โจวเทียนฉีถึงปลื้มปีติมากหากสามารถสร้างสายสัมพันธ์กับฉินฟางแล้วให้เขาแนะนำเรื่องธุรกิจได้ไม่อยากร่ำรวยก็คงเป็นเรื่องยากแล้ว!
ฉินฟางหัวเราะขึ้นมาอีก ก่อนจะโบกมือให้ทุกคน “ทุกท่านโปรดใช้เวลาสนุกให้เต็มที่ ผมขอไปจัดการธุระสักหน่อยต้องขออภัยด้วย!”
ตอนนี้ฉินฟางไม่มีแก่ใจจะ ‘ยั่วยุ’ ให้สวี่ตงลงเดิมพันอีกแล้ว เขาออกแบบกับดักเพื่อจัดการสวี่ตงได้แล้วไม่จำเป็นต้องใช้หินพนันโจมตีสวี่ตงอยู่ตรงนี้อีก อีกอย่างตอนนี้เขาไม่มี ‘อารมณ์’ แล้ว ถูกหินสองก้อนทุบแตกไปหมด!
ถึงอย่างไรก็ไม่มีความแน่นอนเท่าไรนักเหตุผลที่เขาหลอกให้สวี่ตงเล่นหินพนันเพราะเขาคิดว่าสามารถใช้อำนาจเงินเอาชนะสวี่ตงได้ง่ายๆใครจะไปคิดว่าสวี่ตงจะดวงดีขนาดนี้
เขาควักเงินสิบล้านเดิมพันของมือสองแต่กลับสูญเงินก้อนใหญ่แต่สวี่ตงควักเงินเพียงสามร้อยแต่กลับทำเงินได้ถึงสิบล้านคนธรรมดาคนหนึ่งมีเงินสิบล้านหยวนก็เพียงพอจะกินดื่มไปทั้งชีวิตแล้วและเงินสิบล้านนั่นก็เป็นเขาที่มอบให้สวี่ตงเองกับมือ!
เงินสิบล้านนั่นฉินฟางถูกบังคับและไม่มีทางเลือกเพราะหากเขาไม่ซื้อไว้ พวกเถี่ยเฉิงจินต้องลงมือแน่นอนและหากคนอื่นลงมือราคาก็จะยิ่งสูงกว่าของเขา ความจริงแล้วจำนวนเงินสิบล้านที่เขาเสนอยังต่ำไปเหตุผลที่คนอื่นไม่แข่งกับเขาเพราะมูลค่าจริงๆ ของหยกชิ้นนี้ก็ไม่ได้สูงกว่านี้มากนักกอปรกับเกรงกลัวอำนาจของเขา แถมเขายังเพิ่งเสียเงินสิบล้านจนอารมณ์ไม่ดีสุดๆคนอื่นจึงไม่อยากหักหน้าเขา!
สวี่ตงรับเงินสิบล้านไป แต่ฉินฟางไม่ได้คิดจะปล่อยเขาไปสิบล้านนี้สวี่ตงต้องคายออกมาคืนทั้งต้นทั้งดอกแน่นอนต่อให้ทำลายครอบครัวเขาก็จะทำ!
โจวเทียนฉียังมองตามแผ่นหลังของฉินฟางอย่างตื่นเต้นพอหันกลับมาเห็นสวี่ตงรอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไป เขาแค่นเสียงเย็นเยียบ “แกมาทำอะไรที่นี่ ที่นี่ใช่ที่ที่แกจะมาได้”
สวี่ตงชูเช็คในมือแล้วตอบเสียงเรียบ “ผมมาทำอะไรแน่นอนว่าต้องมาหาเงินน่ะสิ นี่ก็เพิ่งได้มาสิบล้าน ไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไรได้บ้าง!”
“สิบล้าน?แก…ขี้โม้..” โจวเทียนฉีได้ยินว่าสวี่ตงทำเงินได้สิบล้านก็เกือบหลุดปากด่าว่าเขาโกหกทว่าเหลือบตาไปเห็นเถี่ยเฉิงจินรุดเข้ามาทำความรู้จักสวี่ตง ถ้อยคำที่เหลือก็จุกอยู่ในคอ!
เถี่ยเฉิงจินมองสวี่ตงแล้วยิ้มพลางครุ่นคิด “เสี่ยวสวี่ วันนี้ตาแก่เถี่ยอย่างฉันตาบอดแล้วเสี่ยวสวี่สายตายอดเยี่ยมจริงๆ !”
เถี่ยเฉิงจินไม่พูดว่า ‘ดวงดี’ จึงฟังเข้าหูมาก คนอื่นชมว่าสวี่ตงดวงดี มีเขาคนเดียวที่บอกว่าสวี่ตง ‘สายตาดี’!
สวี่ตงตื้นตันใจ ดวงตาของผู้เฒ่าเถี่ยคนนี้ราวกับนกฮูก ทำให้รู้สึกกลัวว่าเขาจะมองอะไรบางอย่างออกจึงรีบฉีกยิ้มให้“ผู้เฒ่าเถี่ยล้อเล่นแล้วผมแค่เด็กคนหนึ่งเอาอะไรมาสายตาดีไม่ดี ก็แค่เล่นไปเรื่อย ทั้งตัวมีเงินแค่สามร้อยถ้าไม่ใช่เพราะดวงดีก็ต้องกินซาลาเปากับโจ๊กประทังชีวิตไปอย่างน้อยครึ่งเดือน!”
“หึๆ …” เถี่ยเฉิงจินไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัดเขาจ้องสวี่ตงด้วยแววตาครุ่นคิด
ในทางกลับกันโหมวซือฉิงที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับ ‘ทวงความยุติธรรม’ แทนสวี่ตง “ดวงดีอะไรกันสวี่ตง นายไม่เห็นจะต้องดูถูกตัวเองเลยคนเขาบอกกันว่าถ่อมตัวมากเกินไปก็คือการโอ้อวด คนที่ผู้เฒ่าหลง หลงชิวเซิงเอ่ยปากยกย่องต่อให้แย่จะแย่ได้ถึงขั้นไหนกันเชียว”
“ผู้เฒ่าหลง?”
คำพูดที่ไม่ได้คิดอะไรมากทำให้ทุกคนหลาดใจในทันทีโดยเฉพาะเถี่ยเฉิงจินถึงกับหลุดปากถาม “แม่หนูตระกูลโหมวผู้เฒ่าหลงที่เธอพูดถึง…ผู้เฒ่าหลงเป็นอะไรกับเสี่ยวสวี่หรือว่าเขา…เขาเป็นศิษย์ของผู้เฒ่าหลงเหรอ”
ความจริงโหมวซือฉิงไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างสวี่ตงกับหลงชิวเซิงหรอกแต่สวี่ตงปรากฏตัวพร้อมหลงชิวเซิงในงานวันเกิดของปู่เธอ นี่คือเรื่องจริงและหลงชิวเซิงก็ให้ความสำคัญกับสวี่ตงมากจริงๆ จากการคาดเดาของเธอ สวี่ตงอาจจะเป็นศิษย์คนสุดท้ายของหลงชิวเซิงก็ได้!
แม้ว่าโหมวซือฉิงไม่เข้าใจวงการเล่นของโบราณแต่เนื่องจากคุ้นเคยกับหลงชิวเซิงเป็นอย่างดีและรู้ว่าเขาคือบุคคลสำคัญแห่งวงการนี้ความสามารถอันโดดเด่นของสวี่ตงต้องได้รับการสั่งสอนจากหลงชิวเซิงเป็นแน่มิเช่นนั้น เด็กอายุเท่าเขาจะเก่งขนาดนี้ได้อย่างไร
เถี่ยเฉิงจินเองก็คาดเดาว่าสวี่ตงเป็น ‘ศิษย์คนสุดท้าย’ ของหลงชิวเซิงเช่นกันเพียงแต่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่การเล่น ‘หินพนัน’ ในวันนี้ สวี่ตงปิดบังคนอื่นได้ แต่ปิดบังคนอย่างเถี่ยเฉิงจินไม่ได้ในสนามพนันไม่มีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นอย่างคำกล่าวที่ว่าเดิมพันสิบครั้งโกงเก้าครั้ง หากไม่มีการฉ้อโกงก็ไม่มีทางชนะแน่นอน!
สวี่ตงคนนี้มีทักษะการดูของยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นคงไม่มีทางโชคดีขนาดนี้โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้หลังจากผ่าหินเจอสีเขียวในครั้งแรกปกติคนทั่วไปร้อยทั้งร้อยต้องเปลี่ยนมือในราคาสูง ตอนนั้นเขาเสนอราคาหนึ่งล้านฉินฟางเพิ่มให้อีกห้าแสนสำหรับคนทั่วไปราคาขนาดนี้คือของล่อตาล่อใจที่ไม่มีทางปฏิเสธได้!
แต่สวี่ตงกลับไม่หวั่นไหว ย้อนคิดถึงท่าทีของเขาในตอนนั้นเถี่ยเฉิงจินผุดภาพในหัว สวี่ตง ‘สงบนิ่ง’ อย่างไม่น่าเชื่อ หากไม่มั่นใจพอเขาจะสงบนิ่งเช่นนั้นได้อย่างไร