ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    22 เป็นกุนซือท่านเจ้าเมือง

                  “ ขอบใจมากอาหลง ว่าแต่วันนี้เจ้ามีธุระอะไรหรือเปล่า อยู่คุยเป็นเพื่อนคนแก่หน่อยสิหลานชาย”             ท่านยายเอ่ยปากรั้งชายหนุ่ม เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้หลานสาวของนาง ก่อนที่เสียมหลอหลงจะเอ่ยอธิบายกับนางว่าเช้านี้เขาจะต้องไปทำธุระสำคัญเกี่ยวกับการขยายกิจการใหม่ ๆ เอาไว้วันหลังเขาจะมาเยี่ยมและอยู่เป็นเพื่อนคุยกับนางอีกแน่นอน           “ ขยายกิจการใหม่งั้นรึ ว่าแต่เจ้าจะทำกิจการใดหรือน้องชาย เล่าให้พี่ฟังบ้างสิ เผื่อพี่จะขอลงขันร่วมหุ้นกับเจ้าด้วย เจ้าคงไม่รังเกียจหรอกนะ?”          หลิวว่านซานเอ่ยถามอีกฝ่าย ก่อนที่ชายหนุ่มจะเล่ารายละเอียดให้ใต้เท้าเจ้าเมืองฟังว่าเขากำลังจะขยายกิจการโรงเตี๊ยม พร้อมกับเปิดร้านสะดวกซื้อ ร้านยา ร้านเสื้อผ้า ร้านไก่ทอดสไปซี่ ร้านอาหารอีสาน ร้านหนังสือ ร้านน้ำหอม ร้านสบู่ ร้านผงปรุงรส ร้านเครื่องใช้ในบ้าน และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง  หลังจากได้ฟังน้องชายเล่าจบ ใต้เท้าหลิวก็ตัดสินใจขอลงทุนเป็นหุ้นส่วนด้วยทันทีเป็นเงินถึง 5 หมื่นตำลึง ซึ่งเงินส่วนนี้เป็นมรดกที่เขาได้มาจากภรรยาหลวงที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว โดยพ่อตาแม่ยายของเขามีลูกสาวแค่คนเดียว ทำให้ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว          “ สินค้าที่เจ้าจะผลิต เจ้าจะตั้งชื่อว่าอย่างไรน้องชาย?”          ใต้เท้าหลิวถามอีกฝ่าย หลังจากได้ฟังคำถามชายหนุ่มทำท่าครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะเอ่ยคำตอบที่ทำให้แม่นางหลิวที่นั่งร่วมโต๊ะถึงกับยิ้มแก้มปริ          “ พี่หลง ท่านจะตั้งชื่อสินค้าที่เราจะผลิตว่า เบบี๋ จริง ๆ หรือเจ้าคะ?”          หลิวหว่านชิงเอ่ยถามเสียมหลอหลงด้วยความตื่นเต้นดีใจ ในขณะที่หลิวว่านซานมองไปที่ชายหนุ่มอย่างนึกชื่นชมในใจที่อีกฝ่ายรู้วิธีที่จะทำให้ผู้คนชมชอบเขา รวมทั้งทำให้ผู้คนยิ้มได้และมีความสุขเมื่อได้อยู่กับเขา อย่างที่ลูกสาวของตนกำลังรู้สึกต่อชายหนุ่มผู้นี้ในตอนนี้         “ พี่หลิว เงินห้าหมื่นตำลึงนี้ท่านคงไม่ได้......”          อาหลงเอ่ยขึ้น ก่อนที่เจ้าเมืองเทียนหยางจะชิงเอ่ยตัดบทของอีกฝ่ายเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายอาจจะกำลังเข้าใจเขาผิด         “ อ้อ น้องชาย เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดไป  เงินส่วนนี้ข้าไม่ได้ไปฉ้อราษฎรบังหลวงหรือเบียดเบียนราษฎรมาแต่อย่างใด แต่เป็นเงินในส่วนมรดกของภรรยาหลวงของข้าที่จากไปแล้วต่างหาก เจ้าสบายใจได้”          เมื่อได้ยินเช่นนั้น อาหลงก็พยักหน้าเป็นสัญญาณว่าเขาเชื่อใจในตัวของอีกฝ่าย  บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทุกคนล้วนเจริญอาหาร โดยเฉพาะเสียมหลอหลงที่ทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมทั้งเอ่ยชมฝีมือทำอาหารของเบบี๋ ทำเอานางยิ้มแก้มปริด้วยความยินดีที่ชายในดวงใจของนางชื่นชอบฝีมือการทำอาหารของนาง         “ ข้าอยากรู้จัง ว่าใครจะโชคดีได้เบบี๋ไปเป็นศรีภรรยาที่บ้าน คนผู้นั้นคงโชคดีเหมือนกับบุญหล่นทับเลยทีเดียว”           ชายหนุ่มเอ่ยแซวสาวน้อยวัยแรกแย้มอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่แม่นางหลิวเองได้แต่ก้มหน้างุด ๆ ด้วยความเอียงอาย          “ ฮ่าฮ่า ๆ แต่ข้าว่าปรกติแล้วเจ้าก็เป็นคนที่มักจะโชคดีอยู่เสมอ ๆ อยู่แล้วไม่ใช่รึอาหลง?”          ท่านยายเอ่ยหยอกเย้าชายหนุ่มและหญิงสาวอย่างอารมณ์ดียิ่ง พร้อมทั้งคิดในใจว่านางจะไม่ปล่อยชายหนุ่มคนนี้หลุดมือไปอย่างแน่นอน พร้อมทั้งหมายมั่นปั้นมือที่จะหาวิธีให้ชายหนุ่มมาเป็นหลานเขยของตนให้ได้         หลังจากที่ทานอาหารอิ่มแล้ว ใต้เท้าหลิวเชิญชายหนุ่มไปที่ห้องหนังสือเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องข้อราชการที่เขาจะต้องเข้าเฝ้าในเช้านี้       “ เจ้าคิดว่าอย่างไรน้องชาย ข้าควรจะอยู่ฝ่ายขุนนางตะวันออกหรือตะวันตกดี?”         หลิวว่านซานสอบถามความคิดเห็นของอีกฝ่ายเกี่ยวกับการสอบของบัณฑิตที่เลื่อนการสอบมาหลายเดือน ซึ่งมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันออกที่ปรกติเป็นฝ่ายสอบได้ถึงเก้าในสิบส่วน กับฝ่ายตะวันตกที่มาตรฐานการศึกษาค่อนข้างจะด้อยกว่าซึ่งสอบได้เพียงแค่หนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น           โดยปัญหาอยู่ฝ่ายตะวันตกรู้สึกว่าพวกตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการสอบ เพราะกรรมการสอบส่วนใหญ่มาจากฝ่ายตะวันออกที่มีจำนวนขุนนางมากกว่า  ทำให้ยังไม่สามารถจัดการสอบได้ และเช้านี้องค์ฮ่องเต้ก็จะประชุมเพื่อหาข้อสรุปในเรื่องนี้          “ พี่หลิว ท่านเป็นถึงขุนนางผู้ใหญ่ ส่วนข้าเป็นแค่บัณฑิตหนุ่มความรู้แค่หางอึ่ง คงมิบังอาจสอนหนังสือสังฆราช ข้าคิดว่าท่านคงมีคำตอบที่ยอดเยี่ยมอยู่ในใจแล้ว”          ชายหนุ่มเอ่ยตอบอีกฝ่ายอย่างถ่อมตัว ทำให้ใต้เท้าหลิวมองอีกฝ่ายอย่างยิ้ม ๆ เพราะรู้จักนิสัยของชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้เป็นอย่างดี ก่อนจะแกล้งทำเป็นคุกเข่าเพื่อขอคำชี้แนะ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายรีบเข้าไปประคองไว้ก่อน           “ ถ้าเจ้าไม่ยอมชี้แนะ พี่ชายคนนี้ ก็จะคุกเข่าอ้อนวอนจนกว่าเจ้าจะยอมตกลงช่วย”          หลิวว่านซานทำเป็นยื่นคำขาดอย่างขึงขัง เพราะเขารู้จุดอ่อนของน้องชายคนนี้ว่าเป็นคนที่ใจอ่อนขี้สงสาร ยังไงจะต้องยอมช่วยอย่างแน่นอน           “ ได้ ๆ พี่หลิว ท่านลุกขึ้นก่อน เอาล่ะท่านมานั่งตรงนี้ ขอข้าคิดดูก่อนสักครู่”         เสียมหลอหลงยอมแพ้ในที่สุด ก่อนจะใช้ความคิดสักครู่จากนั้นค่อยเสนอความคิดเห็นของตนออกมา         “ พี่หลิว ข้ารู้ว่าท่านจะต้องรู้อยู่แล้วในสิ่งที่ข้าจะพูด เพราะฉะนั้นข้าเพียงแค่พูดเพื่อเตือนความจำของท่านเท่านั้น”         ชายหนุ่มหยุดจิบชา ก่อนจะพูดอธิบายรายละเอียดต่ออีกฝ่ายซึ่งกำลังตั้งใจฟังอย่างเต็มที่        “ ข้าคิดว่าพี่หลิวไม่ควรจะเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ควรจะเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งจะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับจนสามารถจัดการสอบได้ในที่สุด”         “ แล้วทางออกที่ว่าต้องทำเช่นไร น้องชายโปรดชี้แนะ”        ใต้เท้าหลิวเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ ก่อนที่อาหลงจะแนะนำให้อีกฝ่ายเสนอความคิดเห็นต่อฝ่าบาทโดยการให้ฝ่ายตะวันตกและตะวันออกแยกกันสอบ        “ แยกกันสอบเช่นนั้นรึ ข้าเกรงว่าฝ่ายตะวันออกจะไม่ยินยอม เพราะปรกติพวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบในการสอบ และสอบได้ถึงเก้าในสิบส่วน  ทำเช่นนี้ข้าคงกลายเป็นปรปักษ์กับขุนนางส่วนใหญ่ที่เป็นฝ่ายตะวันออก”       “ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้หมายความว่าจะให้ทั้งสองฝ่ายมีจำนวนบัณฑิตเท่ากันในการสอบ แต่จะให้ฝ่ายตะวันตกมีบัณฑิตทั้งหมดสามในสิบส่วน ส่วนที่เหลืออีกเจ็ดส่วนเป็นของฝ่ายตะวันออก  เช่นนี้แล้วฝ่ายตะวันตกก็จะพึงพอใจเพราะจะมีบัณฑิตเพิ่มขึ้นอีกถึงสองส่วน รวมทั้งกรรมการคุมสอบก็ให้มาจากฝ่ายตะวันตกเอง ส่วนฝ่ายตะวันออกอาจจะไม่พอใจอยู่บ้างเป็นธรรมดาที่จะต้องเสียสัดส่วนบัณฑิตไป แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังคงรักษาสัดส่วนที่มากกว่าถึงเจ็ดส่วนไว้อยู่ดี ถือซะว่าเป็นการยอมถอยคนละครึ่งทาง เพื่อให้สามารถจัดการสอบได้ตามปรกติ ท่านคิดว่าเป็นเช่นไรบ้างพี่หลิว?”        “ ยอดเยี่ยม ๆ นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะหาทางออกได้วิเศษเช่นนี้  ว่าแต่ยังไง ๆ ข้าคงต้องโดนเขม่นจากฝ่ายตะวันออกอยู่ดี เพราะเป็นคนเสนอความเห็นที่ทำให้พวกเขาเสียประโยชน์  สงสัยตำแหน่งเจ้าเมืองของข้าคงไม่ยืนยาวแล้วล่ะ ฮ่า ๆ”         หลิวว่านซานเอ่ยชมอีกฝ่ายจากใจจริง ก่อนจะเปรยออกมาอย่างยอมรับชะตา เพราะช่วงหลัง ๆ เขาโดนขุนนางฝ่ายตะวันออกรวมหัวกันที่จะเขี่ยเขาให้พ้นตำแหน่งเจ้าเมืองเทียนหยาง เพื่อส่งคนของพวกตนเข้ามาแทนที่       “ พี่หลิวข้ามีวิธีที่ท่านจะไม่ต้องถูกเพ่งเล็งจากฝ่ายตะวันออก ท่านสบายใจได้”        จากนั้นชายหนุ่มค่อยอธิบายให้อีกฝ่ายฟังว่า ตอนที่ถวายความคิดเห็นต่อฝ่าบาทให้ทูลต่อฝ่าบาทว่า พระองค์ทรงลืมไปแล้วหรือที่พระองค์เคยทรงดำริต่อท่านเมื่อวันก่อนว่าจะให้มีการแยกสอบระหว่างฝ่ายตะวันออกและตะวันตก เพียงแค่นี้ก็ไม่มีใครสามารถเอาเรื่องท่านได้เพราะนี่เป็นพระราชดำริขององค์ฮ่องเต้เอง  แถมท่านยังเป็นคนส่งเสริมพระเกียรติของพระองค์อีกด้วย  ดีไม่ดีท่านอาจจะได้ความดีความชอบเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้นะพี่หลิว ฮ่า ๆ”          อาหลงเอ่ยแซวอีกฝ่ายหลังจากที่อธิบายต่ออีกฝ่ายเสร็จ ในขณะหลิวว่านซานมีสีหน้ายินดีและมั่นใจขึ้นอีกหลายส่วน ก่อนที่เขาจะกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายอย่างซาบซึ้งใจที่ช่วยเขาคลายความกังวลใจเสมือนยกภูเขาออกจากอกเสียที        “ จริง ๆ แล้วพี่ยังเรื่องกังวลหลายเรื่อง ทั้งเรื่องโรคระบาดที่กำลังจะระบาดมาใกล้เมืองหลวงของเราทุกที  เรื่องภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง คงจะทำให้อาหารในเมืองขาดแคลน แต่เอาไว้วันหลังพี่คงต้องรบกวนขอคำชี้แนะจากเจ้าอีกครั้ง เจ้าคงไม่รังเกียจใช่มั้ยน้องชาย”       “ ข้ายินดีขอรับใต้เท้า ได้ช่วยท่านก็เปรียบเสมือนได้ช่วยเหลือเหล่าราษฎรชาวเทียนหยางเช่นกัน ขอเพียงท่านเจ้าเมืองสั่งการมา ข้าน้อยยินดีปฏิบัติตาม”         ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นคุกเข่าคำนับตามระเบียบของทางการ ก่อนที่ใต้เท้าหลิวจะคุกเข่าลงเช่นกัน จากนั้นจึงโขกศีรษะคำนับอีกฝ่าย ทำให้ชายหนุ่มถึงกับตกตะลึงในการกระทำของใต้เท้าเจ้าเมือง        “ คุณชายเสียมหลอ ข้าขอน้อมเชิญท่านเป็นกุนซือของข้า เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรชาวเมืองเทียนหยาง หวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธ”         ใต้เท้าหลิวว่านซานกล่าวอย่างจริงจังและเป็นทางการ เลียนแบบเล่าปี่ที่คำนับเชิญขงเบ้งไปช่วยทำการใหญ่ เพียงแต่เขาไม่ต้องไปเยือนกระท่อมถึงสามครั้งสามคราแบบเล่าปี่เท่านั้นเอง         “ เอ่อ...พี่หลิว ในเมื่อท่านให้เกียรติและเชื่อมั่นในตัวข้าเพียงนี้ ข้าก็ยินดีที่รับหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจ เพราะข้าเชื่อว่าท่านเป็นขุนนางตงฉินที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้ รวมทั้งท่านยังทำเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรอีกด้วย”           ชายหนุ่มเอ่ยตอบรับอีกฝ่ายด้วยความเต็มใจ เพราะถือว่าเป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นภารกิจที่จะพลิกฟ้าคว่ำดินของเขา แถมยังถือว่าเป็นการช่วยเหลือราษฎรไปในตัว  เพียงแต่เขามีเงื่อนไขว่าเขาจะไม่ได้ไปที่จวนเจ้าเมืองทุกวัน หากแต่จะไปเพียงแค่อาทิตย์ละครั้ง หรือในกรณีที่มีเรื่องด่วนที่ต้องปรึกษาหารือเท่านั้น ซึ่งใต้เท้าหลิวยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง            “ ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวเตรียมตัวไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทก่อน ขอเชิญท่านกุนซืออยู่คุยกับท่านแม่และเบบี๋ เอ๊ย ชิงเอ๋อสักครู่แล้วค่อยไปทำธุระของท่านเถิด”             หลิวว่านซานเอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างให้เกียรติแกมหยอกเอินก่อนจะขอตัวไปเตรียมตัวสำหรับการประชุมในท้องพระโรงเช้านี้           “ ขอให้ใต้เท้าโชคดีในการประชุมเช้านี้นะขอรับ ข้าน้อยจะรอฟังข่าวดีจากท่าน”           อาหลงอวยพรอีกฝ่ายอย่างเป็นทางการ ก่อนจะขอตัวไปกล่าวลาท่านยายและแม่นางหลิวที่กำลังเดินเล่นอยู่ในสวน           “ ท่านยาย ข้าต้องขอตัวไปทำธุระก่อน เอาไว้ข้าจะแวะมาเยี่ยมท่านอีกบ่อย ๆ ดีมั้ยขอรับ”            ชายหนุ่มยกมือไหว้ลาหญิงชราอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้กับหลิวหว่านชิงที่คอยพยุงท่านยายอยู่ข้าง ๆ            “ สิ่งที่เจ้าทำเมื่อครู่ เรียกว่าอย่างไรหรืออาหลง ข้าเห็นเจ้าทำเมื่อตอนเจ้ามาถึง แต่ข้าก็ลืมถามเจ้าไป?”           “ สิ่งนี้เรียกว่าการไหว้ขอรับท่านยาย เป็นประเพณีของที่แคว้นของข้า ใช้เพื่อแสดงความเคารพต่อคนที่เราให้ความเคารพนับถือขอรับ”            อาหลงเอ่ยอธิบายให้ท่านยายรวมทั้งแม่นางหลิวฟัง ก่อนที่หลิวหว่านชิงจะขอให้เขาช่วยสอนนางไหว้ ซึ่งหลังจากที่ลองฝึกไหว้ไม่กี่ครั้ง นางก็สามารถไหว้ได้อย่างสวยงามและอ่อนช้อย ทำให้อาหลงรู้สึกเอ็นดูนางยิ่งขึ้นไปอีก            “ ถ้าเช่นนั้นหลานขอลาท่านยายตรงนี้นะขอรับ เบบี๋เจ้าดูแลท่านยายด้วยนะ”            เสียมหลอหลงยกมือไหว้ท่านยาย รวมทั้งยิ้มให้กับแม่สาวน้อยก่อนจะขอตัวจากไปเพื่อทำธุระในตัวเมือง            “ เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะพี่หลง ท่านรักษาตัวด้วย พวกเราจะรอท่านมาเยี่ยมอีกนะเจ้าคะ”           หลิวหว่านชิงกล่าวพร้อมกับยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างสวยงามพร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจ ก่อนที่อีกฝ่ายจะยกมือไหว้ตอบพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่นจริงใจ จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไปจนลับสายตา          “ หลานเขย เอ๊ย อาหลงเขาจากไปนู่นแล้ว แต่หลานสาวคนดีของยายยังไม่ยอมละสายตาจากชายหนุ่มในดวงใจ”          ท่านยายเอ่ยแซวหลานสาวคนโปรดเพียงคนเดียวอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพานางเดินชมสวนต่อด้วยจิตใจที่เบิกบาน           “ ท่านยาย หลานเกรงว่าท่านคงจะไม่ได้พี่หลงมาเป็นหลานเขยแล้ว เพราะฟังจากที่ท่านพ่อเคยบอก ด้วยความสามารถของพี่หลง พี่หลงน่าจะได้เป็นราชบุตรเขยมากกว่าเจ้าค่ะ”  ......................................................................................................................................คุยกันหลังฉาก.......มาแล้วนะครับ มาตามสัญญา สำหรับตอนที่ 22 ซึ่งตอนนี้อาหลงก็ชนะการประลองต่อคุณชายรอง รวมทั้งได้ไปพักค้างคืนที่จวนเจ้าเมืองเทียนหยาง รวมทั้งได้กลายเป็นกุนซือหรือที่ปรึกษาของเจ้าเมืองอีกด้วย  ส่วนตอนต่อไปจะเป็นเช่นไร มาร่วมลุ้นกันในตอนต่อไปซึ่งจะพยายามอัพให้เร็วที่สุดครับ             ขอบคุณทุกท่านที่ยังติดตามอ่านด้วยดีเสมอมา รวมทั้งยังช่วยแสดงความคิดเห็นเป็นกำลังใจให้กับไรท์มาก ๆ เลยครับ  ขอบคุณอีกครั้งครับ......................................................................................................................................สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต“ ถ้าข้าไม่ชอบผลลัพธ์ที่ข้าได้  ข้าก็เพียงแค่ลองเปลี่ยนวิธีการลงมือทำแบบใหม่ ๆ เท่านั้น”