เช้าวันรุ่งขึ้น ยามเฉิน (07.00–08.59 น.)
ไป๋ซูและมู่จางออกจากที่พักมาแต่เช้า เดินทอดน่องไปตามตรอกตลาด ด้วยหวังจะสืบข่าวเกี่ยวกับการหายตัวไปของไป๋เฉิน
เมื่อเดินมาได้สักระยะ ก็พบกลุ่มชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ด้วยสีหน้าวิตก บางคนถึงกับทำท่าขนลุกเมื่อพูดถึง “การลงทัณฑ์ของ์”
ไป๋ซูและมู่จางสบตากันอย่างแปลกใจ ก่อนจะตรงเข้าไปใกล้กลุ่มนั้นด้วยความสงสัย
ไป๋ซู: “เมื่อครู่ท่านกล่าวว่าเป็การลงทัณฑ์จาก์… หมายถึงอะไรหรือ?”
ชายชราผู้หนึ่งในกลุ่มหันมาเมื่อได้ยินเสียงถาม น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
ชายชรา: “แม่นางคงเพิ่งมาจากเมืองอื่นกระมัง? เื่นี้ผู้คนในเมืองต่างรู้กันดี—มีคำร่ำลือว่าเ้าเมืองเฟ่ยเสี้ยน ได้ลอบชิงสมุนไพรเซียนหยูเฉ่าไป แล้วสังหารคนในหมู่บ้านนั้นจนสิ้น!”
ไป๋ซู: “สมุนไพรเซียนหยูเฉ่า !? สังหารหมดทั้งหมู่บ้านเลยหรือ !?”
ชายชรา: “ใช่แล้ว! แม่นางลองคิดดูให้ดีเถิด เมืองนี้มีผู้คนมากมาย แต่ผู้ที่ล้มตายอย่างเป็ปริศนากลับมีเพียงกลุ่มทหารของทางการ… ท่านว่ามันชวนให้สงสัยหรือไม่เล่า?”
ไป๋ซู: “ก็ฟังดูแปลกไม่น้อย…”
ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงชายคนหนึ่งดังแทรกขึ้น พร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินตรงมาทางพวกเธอ
???: “แม่นางทั้งสอง…มาจากสำนักจิ่วฮวาใช่หรือไม่ ขอรับ ?”
เมื่อไป๋ซูและมู่จางได้ยินเสียงเรียก ทั้งสองก็หันไปตามต้นเสียง
สายตาของพวกนางสบเข้ากับชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง—ร่างสูงเพรียวแต่ไม่ถึงกับผอมแห้ง
เขาสวมชุดผ้าสีดำสนิท ตัดเย็บจากเนื้อผ้าชั้นดี ลวดลายคลื่นน้ำที่ทอย้อมจางแฝงอยู่ใต้แสงเงาอย่างแเี
มือข้างหนึ่งของเขาถือพัดพับด้ามไม้แดงซึ่งเก่ากว่าเสื้อผ้า หากกลับกลมกลืนกันอย่างจงใจ
แววตาใต้คิ้วเข้มเป็ระเบียบเฉียบคม ประหนึ่งคนที่ผ่านโลกมาไม่น้อย
เขาประสานมือคำนับอย่างสุภาพ
ชายวัยกลางคน: “ข้าน้อยคือพ่อบ้านของเ้าอำเภอเฟ่ยเสี้ยน นามว่า หวังเซีย ได้รับคำสั่งจากท่านเ้าอำเภอให้มาเชิญแม่นางทั้งสอง ช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับเหตุการณ์เสียชีวิตปริศนาในเมืองเฟ่ยเสี้ยน หวังว่าแม่นางจะโปรดเมตตา”
มู่จางหันมามองหน้าไป๋ซู แล้วพยักหน้าเบา ๆ เป็เชิงเห็นชอบกับคำเชิญนั้นโดยไม่พูดสักคำ
ณ ห้องไม้ด้านหลังจวนเ้าอำเภอ
ภายในห้องกว้างที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง กลิ่นไม้เก่าผสมกลิ่นจาง ๆ ของสมุนไพรและน้ำยาฆ่าเชื้อแบบโบราณลอยคลุ้งในอากาศ แท่นไม้ยาวกลางห้อง ศพของทหารสิบเอ็ดนายถูกวางเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ
ผ้าขาวคลุมศพแต่ละร่างไว้อย่างมิดชิด ทว่าสีหน้าไร้เืไร้ชีวาบางส่วนก็ยังเผยให้เห็นความทรมานก่อนสิ้นใจ
มู่จางเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง เขาหยุดอยู่หน้าศพหนึ่ง ก่อนจะหยิบบันทึกการชันสูตรขึ้นมาพลิกอ่านด้วยสายตาจริงจัง
เนื้อหาในบันทึกถูกจดไว้ด้วยลายมือสวยเรียบของมืออาชีพ
• ผู้ตายไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ มาก่อน
• ไม่พบร่องรอยาแทั้งภายนอกและภายใน
• ม่านตาขยาย ไม่ตอบสนองต่อแสง — สอดคล้องกับพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาท
• มือและเท้าเย็นผิดปกติ — แสดงภาวะล้มเหลวของระบบไหลเวียนโลหิต
มู่จางขมวดคิ้วแน่น เขาอ่านบันทึกซ้ำอีกครั้งก่อนจะพึมพำกับตนเองเบา ๆ แต่ชัดเจนพอให้คนรอบข้างได้ยิน
มู่จาง: “จากบันทึกนี้… ข้าคิดว่าพวกเขาน่าจะเสียชีวิตเพราะพิษ มีความเป็ไปได้สูงว่าเป็พิษจาก เฉ่าฮูโถว”
หวังเซีย: “พิษจากเฉ่าฮูโถว อย่างนั้นหรือ? ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดสามารถนำมันมาใช้เป็พิษได้ แม้แต่หมอหลวงในราชสำนัก ก็มีน้อยคนนักที่จะกล้านำมาสกัดเป็ยา”
มู่จาง: “ในโลกของพิษ… มีหลายสิ่งที่ลึกล้ำเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจ พิษจากเฉ่าฮูโถวหากจะควบคุมได้นั้น จำเป็ต้องมีความรู้ลึกซึ้ง หากใช้ไม่ถูกวิธี ก็อาจตายเสียเอง”
หวังเซีย (สีหน้าตึงเครียด): “ถ้าเช่นนั้น… ท่านพอมีเบาะแสหรือไม่ว่าเป็ฝีมือผู้ใด?”
มู่จางสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
มู่จาง: “จากข้อมูลที่ข้ามี… ผู้ที่สามารถควบคุมพิษเฉ่าฮูโถวได้อย่างเชี่ยวชาญ คงมีแต่… กลุ่มนักฆ่าโลหิตม่วง”
หวังเซีย: “กลุ่มนักฆ่าโลหิตม่วงงั้นหรือ!? นั่นมัน… กลุ่มลับที่แม้แต่ทางการก็ยังไม่กล้าที่จะไปยุ่งเลยมิใช่หรือ?”
ก่อนที่บรรยากาศจะเงียบงันไปมากกว่านั้น ไป๋ซูที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ก็เอ่ยขึ้น
ไป๋ซู: “ข้าได้ยินมาว่า ท่านได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหลายคนไว้เพื่อรอการสอบสวน ไม่ทราบว่า… พวกข้าสามารถไปดูได้หรือไม่?”
หวังเซียหันไปมองไป๋ซู น้ำเสียงของเขาฝืนให้ราบเรียบ แต่แววตากลับแฝงความระแวงเล็กน้อย
หวังเซีย: “เอ่อ… ได้ขอรับ”
ทว่าแท้จริงแล้ว จุดประสงค์ของไป๋ซูและมู่จาง ไม่ได้้าแค่ตรวจสอบการตายที่เป็ปริศนา
หากแต่้าเข้าไปยังพื้นที่คุมขังผู้ต้องสงสัย เพื่อสืบหาว่าท่ามกลางผู้ถูกจับกุมเ่าั้… มีลุงของไป๋ซู—อยู่ด้วยหรือไม่
ณ ห้องคุมขังของจวนเ้าอำเภอ
ภายในห้องคุมขังอับทึบ มีกลิ่นอับชื้นเจือกลิ่นเหล็กสนิมของลูกกรงเหล็กผสมกับกลิ่นเหงื่อและฝุ่นเก่า ๆ แสงจากโคมไฟน้ำมันด้านนอกลอดผ่านช่องเล็ก ๆ ที่ผนังไม้ สาดเงาจางลงบนพื้นดินแห้งแตก
หานเฟิงนั่งพิงผนังไม้ พูดพลางเหลือบตามองชายชราผู้มีผมขาวแซมที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ
หานเฟิง: “ข้าคิดว่า… เวลานี้ หลานสาวของท่านน่าจะมาถึงเมืองเฟ่ยเสี้ยนแล้ว ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไปหรือ?”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ เสียงแหบพร่าแต่มั่นคง
ไป๋เฉิน: “ฮ่า ๆ… เ้าไม่ต้องเป็กังวลแทนข้าหรอก หลานสาวข้า—นางเป็ศิษย์ของสำนักจิ่วฮวาเชียวนะ ม่ว่าสถานการณ์จะซับซ้อนเพียงใด นางย่อมหาข้าเจอแน่นอน”
เสียงประตูไม้หนักถูกผลักเปิดออกดังเอี๊ยด เสียงฝีเท้าหลายคู่ก้าวเข้ามาในห้อง สงแดดจ้าในยามสายส่องตามหลังผู้มาเยือน ร่างของคนสามคนปรากฏขึ้นกลางเงามืด
หนึ่งในนั้นสาวน้อยในชุดผ้าสีอ่อน แววตาแน่วแน่ เธอก้าวเข้ามาเพียงไม่กี่ก้าวก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อเห็นชายที่คุณเคยอยู่หลังลูกกรง
ไป๋ซู: “ท่านลุงเฉิน! ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เสียงของเธอเต็มไปด้วยทั้งความใและโกรธเคือง
หวังเซียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินคำว่า ท่านลุง สีหน้าของเขาเปลี่ยนทันที จากประหลาดใจเป็ใ เขารีบประสานมือคำนับ
หวังเซีย: “แม่นางไป๋ซู… ผู้นี้คือท่านลุงของท่านหรือ?”
ไป๋ซู (เสียงเย็นเฉียบ): “ใช่แล้ว ท่านนี้คือท่านลุงของข้า! แล้วเหตุใดท่านจึงจับตัวเขามาคุมขังเช่นนี้?”
หวังเซียหน้าเสีย รีบโค้งคำนับอีกครั้ง น้ำเสียงรีบร้อน
หวังเซีย: “ข้า… ข้าต้องขออภัยอย่างยิ่ง นี่คงเป็ความเข้าใจผิดกัน ข้าจะรีบให้คนมาเปิดห้องขัง ปล่อยตัวเขาออกทันที!”
ไป๋ซูไม่สนใจคำแก้ตัวนัก เธอกลับหันไปทางผู้ต้องสงสัยคนอื่น ๆ ที่ยังคงนั่งอยู่ด้านหลังลูกกรง
ไป๋ซู: “คนของกลุ่มนักฆ่าโลหิตม่วงจะมีรอยสักรูป ดอกอู่โถว บริเวณไหล่ขวาทุกคน ให้พวกเขาทุกคนเปิดเสื้อแสดงไหล่ขวา หากมีรอยสักเช่นนั้น ก็ระบุได้ทันทีว่าเป็คนของกลุ่มโลหิตม่วงหรือไม่”
หวังเซียหันไปพยักหน้าให้ทหารที่ยืนคุมอยู่ ทหารจึงเดินเข้ามาและเริ่มตรวจสอบผู้ต้องขังทีละคน
ภายในไม่กี่อึดใจ ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดต่างถอดเสื้อให้ตรวจ แต่ไหล่ขวาของทุกคนกลับสะอาดสะอ้าน ไม่มีแม้แต่เงาของรอยสักหรือร่องรอยหมึกจาง
ไป๋ซู (ถอนหายใจเบา ๆ): “ข้าว่า… คนร้ายอาจจะหลบหนีออกนอกเมืองไปแล้ว หรือไม่ก็ยังแอบซ่อนตัวอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของเมือง…”
ระหว่างที่เธอกำลังเอ่ยอยู่นั้น เสียงโลหะเสียดสีก็ดังขึ้นอีกครั้ง เป็เสียงของทหารที่กำลังเปิดประตูคุกเพื่อปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ไม่มีความผิดให้เป็อิสระ
เมื่อถึงคิวของหานเฟิงที่ก้าวออกจากห้องขัง แสงแดดจากด้านนอกทำให้เขาต้องหรี่ตาเล็กน้อย
สายตาเขาสบเข้ากับหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า แม้เวลาจะผ่านไป แต่ใบหน้านั้นเขาไม่มีวันลืมได้
เขาตกตะลึงไปเพียงครู่ ก่อนจะร้องออกมาอย่างใปนดีใจ
หานเฟิง: หยุนซี!”
(จบบทที่ 6)