ตอนที่ 86: สาส์นตราตั้งจากองค์ราชัน
รุ่งอรุณใหม่สาดแสงสีทองประกายส้มปนแดงเรื่อเหนือขอบหาดทรายขาวละเอียดของเกาะส่วนตัวดูไบ ละอองน้ำทะเลสีครามระยิบระยับล้อแสงแดดอ่อนยามเช้าส่งเสียงซัดสาดกระทบหาดทรายขาวกว้างสะท้อนเป็นท่วงทำนองสม่ำเสมอพริ้วไหว อามิรายกมือเรียวงามขยับโอบกอดมะนาวและคาริมที่ยังนอนทอดกายอยู่บนเตียงนอนซาตินหนานุ่ม ผิวกายสีน้ำผึ้งเนียนละเอียดของฉันยังคงมีหยาดเหงื่ออุ่นจางๆ จากศึกสวาทลงทัณฑ์ 4P อันเร่าร้อนยาวนานเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาหลงเหลืออยู่ กลิ่นอายราคะสวาทหวานล้ำและความอบอุ่นลึกซึ้งของสองสามียังคงอบอวลอยู่รอบตัว ฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูกเมื่ออยู่ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งของคาริมเจ้านายและชีคผู้ทรงพลัง รวมถึงสายตาอันซื่อสัตย์ห่วงใยของทาริกร่างยักษ์ใหญ่ที่นอนทอดกายอยู่เคียงข้างคอยเฝ้าระวังภัยอย่างเงียบเชียบ
ฉันค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงนอนเพื่อก้าวเดินไปดูแลลูกแฝดตัวน้อยทั้งสองในอ่างหวายมุมห้อง ร่างกายอวบอัดสะบึมของฉันสั่นไหวเบาๆ ทรวงอกคัพ E ยักษ์ธรรมชาติกลมกลึงหนั่นแน่นกระเพื่อมไหวตามจังหวะก้าวเดิน มีน้ำนมแม่อุ่นรสหวานไหลซึมออกมาเล็กน้อยเลอะผ้าปูที่นอนและชุดคลุมผ้าซาตินสีชมพูอ่อนที่สวมไว้อย่างหลวมๆ ฉันก้มลงมองใบหน้าพริ้มหลับพริ้มตาไร้เดียงสาของเด็กแฝดชายหญิงแล้วพรูลมหายใจยาว ความเป็นแม่ท่วมท้นในอก แต่ในส่วนลึกของหัวใจ... ความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นต่ออันตรายจากภายนอกยังคงเกาะกุมแน่น นายพลยาเซอร์ลุงของอามิราเพิ่งเดินทางกลับไปเมื่อคืน และสร้อยคอทองคำจี้หัวใจที่ฉันเผลอทำตกหล่นไว้เกือบทำลายครอบครัวของพวกเราจนหมดสิ้น ดีที่คาริมและทาริกฉลาดมีไหวพริบแก้สถานการณ์ได้หวุดหวิด ทว่าความสงบสุขบนเกาะส่วนตัวแห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงความเงียบสงบก่อนพายุทะเลทรายลูกใหญ่จะพัดกระหน่ำกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราสร้างมา
อามิราขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ผิวขาวผ่องนวลดุจหินอ่อนสลักเปลือยเปล่าต้องแสงอรุณงามจับตา เธอส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ฉันพลางขยับก้าวเดินมาทรุดนั่งลงเคียงข้างช่วยโอบกอดประคองสะโพกอวบ 38 นิ้วของฉันไว้ "มะนาว... เด็กๆ นอนหลับฝันดีจังเลยนะ ค่ำคืนที่ผ่านมาเราผ่านมันมาได้เพราะความร่วมมือร่วมใจของพวกเราแท้ๆ ลุงยาเซอร์คงไม่มีหลักฐานอะไรไปรายงานสภาราชวงศ์แล้วล่ะ" เธอพยายามพูดให้ฉันคลายกังวลด้วยน้ำเสียงแสนหวาน ทว่าดวงตาเรียวคมของเธอยังฉายแววความหวั่นใจลึกๆ
"มะนาวก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะเจ้าหญิงอามิรา... แต่คุณลุงของคุณดูเป็นคนเข้มงวดและมีอิทธิพลมาก มะนาวกลัวว่าเรื่องชู้รักและความสัมพันธ์ลับๆ ของพวกเราจะถูกจับได้สักวัน มะนาวเป็นห่วงทั้งคุณคาริม พี่ทาริก แล้วก็เจ้าหญิงด้วยค่ะ อีกอย่าง เด็กแฝดทั้งสองคนนี้ก็เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของพวกเรา ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ฉันคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้เลย" ฉันกระซิบตอบพลางจัดผ้านุ่มห่มเด็กแฝดด้วยฝ่ามือสั่นเทา ความรู้สึกขัดแย้งในใจระหว่างศีลธรรมความถูกต้องกับความสุขกระสันอุ่นซ่านที่ได้รับในฮาเร็มรักนี้ยังคงหมุนวนเวียนอยู่ในหัวสมอง
ทาริกร่างยักษ์ขยับลุกขึ้นสวมกางเกงขายาวก้าวเดินเข้ามาเคียงข้างฉัน เขาวางมือหนาลงบนไหล่เปลือยของฉันเบาๆ สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือหนาช่วยบรรเทาความหนาวเยือกในใจ "มาดามมะนาว... อย่ากลัวเลยครับ ตราบใดที่ทาริกคนนี้ยังมีลมหายใจ ผมจะคุ้มครองคุณและเด็กๆ ด้วยชีวิต ทหารของยาเซอร์ไม่มีทางย่างกรายเข้ามาทำร้ายพวกคุณได้ง่ายๆ แน่" ทาริกพูดสบตาฉันด้วยความซื่อสัตย์และภักดีอย่างสูงสุด
ก่อนที่เราจะได้สนทนากันต่อ ประตูห้องนอนบานใหญ่ก็ถูกผลักออกช้าๆ คาริมที่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันทีด้วยสัญชาตญาณผู้นำ คาริมเดินตรงเข้ามาหาพวกเรา ทาริกหยิบแท็บเล็ตความปลอดภัยส่วนตัวที่เข้ารหัสระดับสูงยื่นส่งให้คาริมดู ทาริกเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงต่ำพร่าทว่าสั่นเครือด้วยความกังวลอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
"ท่านครับ... มีรายงานเร่งด่วนส่งตรงมาจากระบบสื่อสารดาวเทียมในวังหลวง สาส์นตราตั้งลับจากองค์ราชัน (บิดาของเจ้าหญิงอามิรา) ถูกส่งถึงพวกเราโดยตรงผ่านรหัสการเมืองประทับตราสีทอง" ทาริกรายงานด้วยความตึงเครียด
คาริมรับแท็บเล็ตไปเปิดดูดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย รังสีความเครียดแผ่กระจายออกมาจากร่างกำยำสูงใหญ่กว่า 188 ซม. ของเขาจนฉันรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนเป็นเยือกเย็นเฉียบขาดในพริบตา คาริมกวาดสายตาอ่านข้อความสาส์นลับอยู่นานก่อนจะปิดหน้าจอลงแล้วคำรามเสียงต่ำอย่างขุ่นเคืองในลำคอแกร่ง
"องค์ราชันรู้แล้วว่าอามิราหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่กับฉัน... สาส์นนี้ยื่นคำขาดเด็ดขาด ให้พวกเรานำตัวอามิรากลับคืนราชสำนักที่ดูไบทันทีเพื่อเข้าพิธีวิวาห์ทางการเมืองกับชีคซาเมียร์ตามกำหนดการเดิม หากฉันปฏิเสธขัดขืนขัดคำสั่ง สภาราชวงศ์จะออกหมายจับและดำเนินการยึดทรัพย์สินทางธุรกิจ สัมปทานบ่อน้ำมัน และอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดของตระกูลอัล-ฟาร์ฮานในแผ่นดินนี้ รวมถึงฟ้องดำเนินคดีข้อหาละเมิดมณเฑียรบาลลักพาตัวเจ้าหญิงหลวงเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัว" คาริมอธิบายเสียงกร้าวและจ้องมองหน้าต่างห้องที่มองออกไปเห็นขอบฟ้ากว้างไกล
ฉันได้ยินเช่นนั้นก็หัวใจหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม มือไม้สั่นระริกโผเข้ากอดกุมแผงอกกว้างกำยำของคาริมแน่น "คุณคาริมคะ! แบบนี้พวกเราจะทำยังไงกันดีคะ... มะนาวไม่อยากให้คุณคาริมและพี่ทาริกต้องเดือดร้อนเพราะมะนาวและเด็กๆ เลยค่ะ... ถ้าพวกเขาพบความจริงเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเราและเด็กแฝด พวกเขาคงฆ่าพวกเราแน่ๆ ค่ะ" ฉันละลานครางบอกน้ำเสียงสะอื้น น้ำนมแม่อุ่นรสหวานคัดเต้าจนไหลทะลักออกมาเปียกชุ่มบนผิวคร้ามของคาริม คาริมก้มลงลูบไล้หลังของฉัน ปัดเป่าความตื่นตระหนกของฉันด้วยความอ่อนโยนปนเด็ดขาดล้ำลึก
"ใจเย็นๆ มะนาว... ฉันเป็นชีคผู้ปกครองผืนทรายแห่งตระกูลอัล-ฟาร์ฮาน ไม่ใช่สุนัขรับใช้ที่ใครจะมาสั่งให้ส่งตัวเมียรักไปแต่งงานกับคนอื่นได้ตามใจชอบ เงินทองทรัพย์สินสัมปทานบ่อน้ำมันทั้งหมดนั่นมันเป็นแค่ก้อนหินบนดินทราย แต่ความรักและลูกแฝดของเราต่างหากคือชีวิตจริงของฉัน ฉันไม่มีวันส่งตัวอามิราให้ซาเมียร์เด็ดขาด" คาริมประกาศสัจจะเสียงดังก้องกังวานด้วยดวงตาสีน้ำตาลเข้มดุจสิงโตทะเลทราย
อามิราน้ำตาร่วงรินไหลอาบแก้มขาวผ่อง เธอโผเข้าซบตักกว้างของคาริม "คาริม... ฉันซาบซึ้งในความรักของคุณเหลือเกิน แต่ฉันไม่อยากให้คุณสูญเสียอำนาจและทุกสิ่งทุกอย่างเพราะฉัน ยาเซอร์เป็นทหารใจคอโหดเหี้ยม เขาจะใช้กำลังบีบบังคับคุณแน่ๆ ลุงยาเซอร์กับชีคซาเยดเคยร่วมมือกันกำจัดกบฏทรายมาแล้วหลายกลุ่ม พวกเขาไม่มีความปรานีหรอกค่ะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะพรากฉันไป และกักขังพวกคุณไว้ในคุกลึกกลางทะเลทราย"
ทาริกร่างยักษ์ก้าวมาทรุดเข่าลงเคียงข้างประคองสะโพกงามของอามิราไว้ สองมือหนาดิบเถื่อนบีบกระชับแน่น "เจ้าหญิง... ท่านคาริม... ถ้าองค์ราชันจะบีบบังคับด้วยกำลัง ผมพร้อมสั่งการทหารกองกำลังทหารรับจ้างห้าสิบนายติดอาวุธหนักที่ซุ่มอยู่รอบเกาะให้ทำการตอบโต้ยิงสู้ตายเพื่อเปิดทางหนีข้ามพรมแดนไปยังน่านน้ำสากลทันทีในราตรีนี้ เราจะลักลอบหนีไปตั้งหลักที่วิลล่าลับต่างประเทศได้ครับ"
คาริมส่ายหัวช้าๆ อย่างสุขุมล้ำลึก "ไม่... ทาริก... การหนีตลอดชีวิตไม่ใช่คำตอบของราชาทรายอย่างฉัน ยิ่งเราหนี ยาเซอร์จะยิ่งตราหน้าว่าเราลักพาตัวและมีความผิดจริง เราจะกลับไปเผชิญหน้ากับพวกเขาที่วังหลวงอย่างผ่าเผยในฐานะผู้บริสุทธิ์ ฉันจะเจรจาต่อรองธุรกิจสัมปทานใหม่และประกาศว่าอามิราสมัครใจอยู่กับฉันด้วยความรัก และเราจะไม่ปิดบังความจริงอีกต่อไป เราจะนำหลักฐานพินัยกรรมและความรักของพวกเราไปแสดงต่อหน้าสภาราชวงศ์"
ดวงตาคมของคาริมจ้องมองมาที่ฉันและอามิราด้วยประกายกล้าหาญชวนสยบยอม "พวกเราต้องรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียว มะนาว... อามิรา... และทาริก... เราจะเดินทางเข้าวังหลวงด้วยกันอย่างอหังการในฐานะครอบครัวของฉัน ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์พรากพวกเธอไปจากฉันได้!"
ความแน่วแน่เด็ดขาดของคาริมปลุกขวัญกำลังใจให้ฉันและทุกคนในห้อง มะนาวกอดเต้า E ยักษ์กลืนน้ำลายลงคอพลางผงกหัวรับคำมั่นสัญญา ตลอดทั้งวันนั้น บรรยากาศในคฤหาสน์เกาะส่วนตัวดูไบอบอวลไปด้วยความตึงเครียดบีบบังคับ ทุกคนจัดเก็บสัมภาระส่วนตัวจำพวกเอกสารทางกฎหมายและสัมปทานธุรกิจน้ำมันอย่างประณีตระมัดระวังสูงสุด ทาริกเดินตรวจเช็คระบบอาวุธปืนพกส่วนตัวซ่อนใต้สูทดำอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดของนายและแม่ลูกอ่อนอย่างฉัน มะนาวมองดูทาริกตรวจปืนพลางกระชับกอดเด็กแฝดแน่นในอก ภาวนาให้ความรักของพวกเราสามารถฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยไม่มีใครต้องนองเลือด
จนกระทั่งรุ่งเช้าวันประจันหน้าเดินทางมาถึง แสงอรุณสีส้มทองทาบทับกระทบดาดฟ้าลานจอดเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวของคฤหาสน์ คาริมสวมสูทหรูกษัตริย์ทรายสีครีมเข้ม ทาริกสวมสูทดำคุมกันหลังอย่างแน่นหนาแววตาดุดันระแวดระวัง ฉันอุ้มเด็กแฝดห่มคลุมมิดชิดด้วยผ้าอ้อมเนื้อละเอียดเคียงข้างอามิราที่คลุมหน้าด้วยผ้าลูกไม้คลุมหน้าสีทองหรูหราสมเกียรติเจ้าหญิงเพื่อปกปิดร่องรอยและรักษาความศักดิ์ศรีของราชวงศ์ไว้เป็นด่านแรก
เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ทหารหลวงลำมหึมาสีขาวประทับตราสภาราชวงศ์สองเครื่องดังสนั่นหวั่นไหวหวีดแหลมขึ้นสะท้านสะเทือน ทรายขาวละอองปลิวว่อนไปทั่วลานจอด คาริมยืนจ้องมองกลุ่มทหารองครักษ์เกราะเหล็กอาวุธครบมือของราชสำนักที่ทยอยก้าวเดินลงมาตั้งแถวควบคุมพื้นที่เพื่อคุมตัวอามิราและนำพวกเราไปพบองค์ราชันอย่างเคร่งครัด คาริมจ้องมองระบบความมั่นคงและจ้องกลุ่มทหารเหล่านั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่เด็ดเดี่ยวดุดันและแววตากร้าว: "พวกเขาคิดว่าพวกเราเป็นขี้ข้าที่จะยอมสยบต่อคำสั่งทุกอย่าง... ถึงเวลาต้องให้พวกเขารู้จักพลังราชาทรายตัวจริงว่ายากจะโค่นล้มเพียงใด!" คาริมกุมมือฉันแน่นพาก้าวเดินออกไปเผชิญหน้าอย่างอาจหาญสง่างามไร้ความกลัวเกรงใดๆ ข้ามผืนทรายกว้างไกลสุดสายตาราชวงศ์ดุดันสะท้านแผ่นดินดูไบชั่วนิรันดร์