ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 63 ดาวชิงดวง ดาราจรัสแสง

            โคมไฟในหอจวินไหลช่างโชติช่วง โอ่อ่าตระการตานัก!

            สถานที่ซึ่งโคมไฟเจิดจ้าประดับจนเหมือนยามทิวา

            ลานประลองยุทธ์อันกว้างใหญ่รวมตัวคนกว่าหกพันชีวิตไว้ศิษย์ใหม่ฟ้าประทานจากสำนักยุทธขั้นสูงทั้งหลายมารวมตัวกันพร้อมพรักแล้ว

            บรรยากาศในงานอึงคะนึง คึกคักหาใดจะปาน

            ดาวชิงดวง ประชุมใหญ่ศิษย์ใหม่

            ที่ทั้งสนามสนใจมากที่สุดเห็นจะไม่พ้นห้ามหาสำนักอย่างวายุจักรพรรดิจันทร์สกาว มหาหัสดี แรดวิญญาณ และยุทธจักรพรรดิ นอกจากนี้ก็เป็นดาราสวรรค์ทั้งหมดเพียงแต่ทุกคนสนใจเพียงแค่ว่าดาราสวรรค์จะยังรั้งท้ายอยู่อีกหรือไม่

            ยามสำนักดาราสวรรค์กับสำนักวายุจักรพรรดิมายังหอจวินไหลพร้อมกันก่อนหน้านี้ก็เห็นตัวเปรียบเทียบชัดเจนแล้ว

            บารมีของสำนักวายุจักรพรรดิข่มเสียจนสำนักดาราสวรรค์ต้องอับอายฝ่ายฉู่เหินผู้นำก็ถูกเหรินชงท้าทายและถูกเย่โยวดูหมิ่น

            กระนั้นที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคืออวี๋เฉินอวี้แห่งสำนักมหาหัสดีเข้าไปคุยกับฉู่เหินด้วยตัวเอง

            ภาพนั้นเหนือความคาดหมายของผู้คนเป็นอย่างมาก

            “ไม่นึกเลยว่าเจ้านั่นจะตีสนิทกับมุกเม็ดงามในมือแม่ทัพใหญ่ซีไห่ได้...”เหรินชงหรี่ตาเล็กน้อย หว่างคิ้วมีแววอึมครึมแสนเย็น แต่ก็หัวเราะเยาะเย้ย “ฮึอย่าว่าแต่เจ้ารู้จักกับอวี๋เฉินอวี้เลย ต่อให้เจ้ารู้จักกับองค์หญิงแห่งอาณาจักรข้าก็จะให้เจ้านอนเปลหามกลับออกไปให้จงได้”

            ดวงตาเหรินชงฉายแสงเยียบเย็นแวบหนึ่งก็ลับหาย

            ภายใต้ใบหน้าอันเรียบนิ่งของเย่โยวเกิดคลื่นอารมณ์ซ่อนเร้น แต่ไม่นานก็กลับมานิ่งสงบเช่นเดิมเย่โยวผู้หยิ่งยโสไม่มีทางเปลี่ยนความคิดที่มีต่อฉู่เหินเพียงเพราะเขาผูกสัมพันธ์กับใคร

            นับประสาอะไรกับที่เย่โยวรู้มาโดยตลอดว่าแม้เหวยชิงฝานจะไม่เคยออกหน้า แต่ก็ทำให้ฉู่เหินถูกสำนักยุทธขั้นสูงทั้งหลายปฏิเสธได้ไม่มีกระทั่งที่ยืนในนครหลวงด้วยซ้ำไป

            “มีแต่สำนักรั้งท้ายที่แย่ที่สุดอย่างดาราสวรรค์นี่แหละที่เหมาะกับเจ้าเจ้ากับเหวยชิงฝานไม่มีอะไรเทียบเคียงกันได้เลย” มุมปากเย่โยวยกเป็นยิ้มเมินเฉย

            ...

            “ก่อนหน้านี้ข้านึกว่าท่านจะอยู่สำนักมหาหัสดีไม่นึกเลยว่าสุดท้ายจะไปดาราสวรรค์ ข้านึกไม่ถึงเลยจริงๆ”อวี๋เฉินอวี้นั่งข้างกายฉู่เหิน ไม่สนใจสายตาแปลกออกไปของคนโดยรอบแม้แต่น้อย

            ฉู่เหินยิ้มน้อยๆ “ข้าเองก็ไม่นึกว่าจะทำให้คุณหนูเฉินอวี้คะนึงถึงเช่นนี้”

            “แน่นอนอยู่แล้ว ข้าอวี๋เฉินอวี้ตอบแทนบุญคุณเสมอท่านช่วยข้าเอาไว้ข้าจะลืมได้ง่ายดายอย่างไรกันรอข้ากลับไปวันนี้ข้าจะให้คนสำนักมหาหัสดีเรียกตัวท่านกลับมาเอง”

            ‘ช่วยข้า’ ที่อวี๋เฉินอวี้พูดถึงหมายถึงตอนการทดสอบของสำนักมหาหัสดี

            ฉู่เหินโจมตีหมีพิโรธเกราะเกล็ดจนมันถอยร่นไปอวี๋เฉินอวี้ถึงรอดจากการบาดเจ็บได้อย่างหวุดหวิด

            และนางเป็นถึงธิดาของแม่ทัพใหญ่ซีไห่แห่งนครหลวง ให้ฉู่เหินกลับสำนักมหาหัสดีอีกครั้งย่อมง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ

            กระนั้น ฉู่เหินกลับส่ายหน้าแน่วแน่ “ไม่ต้องหรอกข้าอยู่สำนักดาราสวรรค์ก็ดีแล้ว”

            เห็นแววแน่วแน่ในสายตาฉู่เหินแล้วอวี๋เฉินอวี้ก็เม้มริมฝีปากลังเลเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยชวนเป็นครั้งที่สอง“เช่นนั้นก็ดีแล้ว! ได้ยินมาว่าอาจารย์ซีหลานแห่งสำนักดาราสวรรค์งดงามเลอเลิศงามล่มเมือง เป็นความจริงหรือเปล่า?”

            “ข้ายังไม่เคยพบอาจารย์ซีหลานเลย” ฉู่เหินตอบ

            “ฮะๆ ในสายตาสุดหล่อเฟิงผู้นี้อาจารย์ซีหลานไม่งามเท่าคุณหนูเฉินอวี้หรอก” มู่เฟิงเห็นจังหวะก็แทรกเสียประโยคหนึ่ง

            กระนั้น บรรยากาศของทั้งงานก็เงียบสงบลงมากนัก

            บรรดาศิษย์อัจฉริยะใหม่ๆ จากสำนักยุทธขั้นสูงทั้งหลายมาพร้อมหน้าประชุมใหญ่ราชันแสงดาวกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ชายวัยกลางคนสวมเสื้อแพรเดินไปยังสังเวียนประลองยุทธ์ใจกลางลานด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

            “ประชุมใหญ่แสงดาวจะเริ่มขึ้นแล้ว ข้ากลับก่อนนะ”อวี๋เฉินอวี้ยิ้มบางให้ฉู่เหิน แล้วจึงไปจากขบวนของสำนักดาราสวรรค์ กลับไปนั่งประจำที่ของสำนักมหาหัสดี

            มู่เฟิงถูกเมินอยู่ด้านข้างอีกครั้ง

            ฟิ้ว...

            ลมเย็นพัดโชยมา มู่เฟิงเอียงคอมองฉู่เหินข้างกันแล้วถาม“เจ้าหล่อเท่าข้าหรือ?”

            “ข้าไม่หล่อเท่าเศษหนึ่งส่วนสิบของเจ้าหรอก” ฉู่เหินขี้คร้านจะตอบ

            “เจ้าไม่ได้หล่อเท่าข้าเลยด้วยซ้ำคุณหนูอวี๋เฉินอวี้มองแต่เจ้าไม่ไยดีข้าได้อย่างไร?”

            “เพราะเจ้าหล่อเกินไป นางเขินอายจนไม่กล้ามอง”

            “อื้ม!” มู่เฟิงพยักหน้าเห็นชอบด้วย“เจ้าพูดได้ไม่เลว เสี่ยวเฟิงเฟิงผู้นี้ชอบคนพูดความสัตย์จริงที่สุด อีกหน่อยหากเจ้าไม่ชอบขี้หน้าใครล่ะก็มาบอกข้าข้าจะช่วยเจ้าถลกหนังมันเอง แน่นอนว่าต้องเป็นระดับเชื่อมหยวนลงมานะ”

            หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ และศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์ไม่ไกลออกไปส่ายหน้าพลางถอนหายใจ

            พวกเขารู้สึกว่านั่งกับมู่เฟิงแล้วไม่ใช่แค่ขายขี้หน้าแต่ไม่เหลือหน้าให้อับอายเลยมากกว่า

            ...

            “ยินดีต้อนรับอัจฉริยะทุกท่านที่มายังหอจวินไหล ตัวข้าสกุลเหยาเป็นผู้จัดการใหญ่แห่งหอจวินไหล”

            ชายวัยกลางคนสวมชุดแพรหรูหราเดินขึ้นสังเวียนประลองยุทธ์ประสานมือให้เหล่าศิษย์ฟ้าประทานของสำนักยุทธทั้งหลาย

            “ข้าได้รับมอบอำนาจความร่วมมือจากเบื้องสูงจากสำนักยุทธขั้นสูงของทุกท่านให้ศิษย์ฟ้าประทานใหม่ทั้งหลายได้มาประชันวิทยายุทธแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันที่นี่ หากต้อนรับขาดตกบกพร่องที่ใด ขออัจฉริยะทุกท่านโปรดให้อภัย”

            เสียงปรบมือเกรียวกราวดังขึ้นจากด้านล่าง

            ศิษย์หนุ่มสาวไม่น้อยตอบรับง่ายๆ ตามมารยาท

            ผู้จัดการเหยาปัดป่ายมือ กวาดนัยน์ตาอันสุขุมเด่นชัดมองไปยังเหรินชงซูเสวี่ยโหรว หยางอวี่ไท่ เฮ่อเฉา อวี๋เฉินอวี้...อัจฉริยะทั้งหลายแล้วจึงหัวเราะร่า

            “ฮ่าๆเชื่อว่าคงมีไม่กี่คนที่อยากฟังชายผู้มากเรื่องเช่นข้าพูดจาน้ำไหลไฟดับเช่นนั้นก็จะขอยกสังเวียนประลองยุทธ์แห่งนี้ให้พวกท่านแล้ว ส่วนเรื่อง ‘ดาวชิงดวง’ นั้น หอจวินไหลของพวกเราจะไม่ดำเนินการร่วมด้วยอันใดทั้งสิ้นจะประลองวิชากันเช่นไร กฎเป็นเช่นไร...ให้พวกท่านเป็นธุระจัดการกันเองแต่ผู้น้อยเหยาก็หวังว่าทุกท่านจะหยุดลงเพียงตรงนี้ อย่าให้ต้องแตกความสามัคคีกันฮ่าๆ”

            สิ้นเสียงผู้จัดการเหยา เขาก็ถอยไปยืนข้างสังเวียนประลองยุทธ์ชูมือทั้งสองขึ้นสูง เสียงกังวานกึกก้อง

            “ดาวชิงดวงดาราจรัสแสง...หวังว่าอัจฉริยะฟ้าประทานทั้งหลายจะจรัสแสงบนสังเวียนยุทธ์แห่งนี้ได้ข้าขอประกาศ ประชุมใหญ่ดาวชิงดวงเริ่มขึ้น ณ บัดนี้ขอมอบสถานที่นี้ให้พวกท่านเป็นผู้ตัดสิน!”

            ว่าจบ ผู้จัดการเหยาก็เดินลงไปจากสังเวียนประลองยุทธ์

            แล้วกลับไปยังที่สำหรับผู้นั่งชม

            ดาวชิงดวงเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วหอจวินไหลเพียงรับผิดชอบอำนวยการด้านสถานที่ ไม่ข้องเกี่ยวกับส่วนที่เหลือให้เหล่าศิษย์ใหม่จากสำนักยุทธทั้งหลายเป็นผู้ควบคุมกฎเกณฑ์และสถานการณ์ของการประชุมด้วยตนเอง

            เป็นเพราะไม่มีกฎกำหนดตายตัวนั่นเอง

            เหล่าศิษย์ใหม่ทั้งหลายในที่นั้นฮึกเหิมถึงขีดสุด

            “ดาวชิงดวง ดาราจรัสแสง!”

            “สำนักยุทธจักรพรรดิต้องชนะ ช่วงชิงอันดับหนึ่งมาอีกครั้งให้จงได้”

            “ศิษย์พี่เหรินชงยอดยุทธ์ วันนี้สำนักวายุจักรพรรดิจักเป็นราชัน”

            ...

            บรรยากาศฮึกเหิมคึกคะนองปกคลุมรอบทิศราวคลื่นทะเลหวีดร้องเสียงปรบมือดังลั่นดุจฟ้าคะนอง เสียงกู่ร้องก้องดังไม่หยุด

            เพียงพริบตาเท่านั้นร่างหนุ่มก็โลดแล่นขึ้นสังเวียนประลองยุทธ์ว่องไวราวเสือดาว ที่อกเสื้อประดับตราเป็นรูป ‘ฟ้าแลบ’

            “สำนักอสนีบาต ตู้เฟยอยู่นี่แล้ว ใครกล้ารับคำท้า?”

            ตรงไปตรงมา เยาว์วัยบ้าคลั่ง ไม่เก็บงำเลยแม้แต่น้อย

            “ฮึ สำนักอสนีบาตเลิศเลอนักหรือ? สำนักทะลุเมฆลู่เฉียน รับคำท้า!”

            เสียงอันหนุ่มแน่นโอหังไม่ต่างกันดังขึ้นชายหนุ่มร่างค่อนผอมเดินออกมาจากขบวนสำนักทะลุเมฆ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงเหาะขึ้นสังเวียนไปในทันใด

            สองร่างยืนประจันหน้ากันบนสังเวียน

            ฝูงชนใต้สังเวียนคึกคะนองกันได้ที่

            “ตู้เฟย สู้เขา!”

            “ลู่เฉียน ต้องชนะนะ!”

            “กระทืบเจ้านั่นให้จมดินไปเลย”

            “ต้องเอาชัยครั้งแรกมาให้จงได้ เปิดฉากเอาฤกษ์เอาชัยกันหน่อย”

            ...

            ขบวนสำนักอสนีบาตและสำนักทะลุเมฆโห่ร้องกึกก้อง ต่างฝ่ายต่างก็ส่งเสียงให้สองคนบนสังเวียนประลองของตนเอง

            ‘เฮ้ย ไก่อ่อนอย่างเจ้ากล้ามาทำห้าวต่อหน้าข้าด้วยหรือ?’ ตู้เฟยแห่งสำนักอสนีบาตคิดในใจ ลูกไฟแผดเผาลุกไหม้พลันปรากฏกลางฝ่ามือ

            คลื่นปราณรุ่มร้อนแผ่กระจายออกจากตู้เฟยไปทั่วทุกสารทิศ

            ฝูงชนใต้สังเวียนไม่น้อยถอนใจตะลึงหลายส่วน

            “เฮอะๆ” ลู่เฉียนแห่งสำนักทะลุเมฆแค่นหัวเราะไม่ยี่หระ“กายยุทธเปลวเพลิงเท่านั้นปะไร มีอะไรน่าภูมิใจนักหนา”

            ผ่าง!

            ไม่ทันขาดคำ กริชส่องแสงเยือกหนาวก็ปรากฏในมือลู่เฉียนพลังหยวนแท้ปะทุออกจากกาย

            ฟ้าว!

            ลู่เฉียนเหาะขึ้นจากพื้นปรี่เข้าหาตู้เฟยที่อยู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว

            “เตรียมรับความพ่ายแพ้เสียเถิด!”

            “ฮึ อย่าได้ใจไปนัก” ตู้เฟยดวงตาทอแสงเย็นยะเยือก ยกมือคราหนึ่งเปลวเพลิงก็ร่ายรำออกไปเบื้องหน้า นำพาคลื่นปราณเดือดถล่มไปหน้าประตูลู่เฉียน

            ลู่เฉียนไร้แววหวาดกลัว ปลดปล่อยพลังหยวนแท้ในร่างออกมา ไต่ขึ้นกริชอย่างรวดเร็ว

            เขาตวัดมือผ่าลงมา ลูกไฟเบื้องหน้าแตกออกเป็นสองเสี่ยง

            “เฮ้ย พลังแค่นี้ใช้ย่างหนู หนูยังไม่สุกเลยกระมัง”

            “ฮึ ย่างหนูโง่เขลาเยี่ยงเจ้านั่นปะไร”

            ว่าจบ ตู้เฟยชักมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็วกางแขนฟันเข้าไปที่หัวอีกฝ่าย

            เคร้ง!

            ลู่เฉียนใช้กริชรับมีด อากาศธาตุเกิดประกายไฟเป็นสาย

            ศาสตราวุธในมือทั้งสองปะทะเข้าด้วยกัน กระทบกันเป็นกากบาท พลังมืดห้ำหั่นหยวนแท้ชนกัน เส้นเลือดบนแขนของทั้งสองปูดโปนออกมา

            “ตู้เฟยสู้เขา สำนักอสนีบาตต้องชนะ!”

            “ลู่เฉียนกระทืบมันเลย ชัยชนะต้องเป็นของสำนักทะลุเมฆเรา”

            ...

            ปึ้ง!

            ทันใดนั้น เสียงกัมปนาทหนักหน่วงสนั่นไหวคลื่นปราณพลังหยวนแท้แตกซ่านปะทุหลั่งล้นออกมาระหว่างคนทั้งคู่

            ตู้เฟยผู้ถือมีดสั้นถอยร่น ลูกไฟร้อนแรงก่อตัวกลางฝ่ามือ เขาครุ่นคิดในใจผลักลูกไฟออกไปรุกไล่ศัตรูอีกครั้ง

            “บุหงาเพลิงพิรุณหงส์!” ตู้เฟยคำราม

            ปึ้ง!

            ฉับพลัน ลูกไฟระเบิดออกราวดอกไม้ไฟ กลับกลายเป็นลูกไฟสูงราวครึ่งเมตรสิบกว่าดวงคลื่นปราณเร่าร้อนปกคลุมทั่วทั้งสังเวียน ฉาบไล้ใบหน้าผู้คนใต้สังเวียนให้เป็นสีแดง

            ลูกไฟสิบกว่าดวงดุจอุกกาบาตดาวตกจากนอกโลก

            ผู้ชมไม่น้อยตกใจกันอย่างลับๆกลัวว่าลู่เฉียนแห่งสำนักทะลุเมฆจะพ่ายราบคาบแล้ว

     

             ……………………………