การลงทุนด้วยน้ำใจ
ผลลัพธ์จากการต่อสู้นำมาซึ่งความปั่นป่วนของพลังวิญญาณซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแผนการของเขาและทำให้กัสจำต้องเปลี่ยนแผนอย่างเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่าความปั่นป่วนเพียงเล็กน้อยนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเขามากนักแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความปั่นป่วนของพลังวิญญาณนี้ได้ทำให้ความสามารถในการต่อสู้ของเขาตกลงไปส่วนหนึ่ง
“ช่วยไม่ได้นะ..”
กัสถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วกวาดมองไปรอบตัวครั้งหนึ่งหัวสิงโตสีดำจำนวนมากก็บินออกไปคาบข้าวของทุกชิ้นที่อยู่ในสนามรบกลับมาให้เขาจนหมด
กระเป๋าเวทมนตร์อุปกรณ์เวทมนตร์ อาวุธเวทมนตร์ไปจนถึงเกราะเวทมนตร์ สิ่งของมีค่าและไม่มีค่าถูกกัสเก็บไปจนหมดสิ้นโดยไม่เหลือไว้ให้ใครแม้แต่ชิ้นเดียว
บนสนามรบในตอนนี้จึงเหลือเพียงซากศพที่ไร้ชีวิตของกลุ่มหนูใต้ดินเท่านั้น
แม้กระทั่งเสื้อคลุมของพวกหนูใต้ดินกัสก็ตัดสินใจเก็บกลับไปด้วยโดยไม่ปล่อยให้เสียเปล่าแม้แต่ตัวเดียว
ไม่ว่ายังไงชุดคลุมพวกนี้ก็ทอขึ้นมาจากเส้นขนของสัตว์วิเศษถึงมันจะไม่ได้มีค่ามากมายอะไร แต่ก็สามารถนำมันกลับไปแปรรูปเป็นเสื้อผ้าหรือชุดคลุมตัวใหม่ได้อยู่
ถึงตอนนั้นต่อให้นำมันไปขายไม่ได้เพราะมันถูกนำออกมาจากดันเจี้ยนแล้วแต่มันก็ยังมีประโยชน์ต่อคนของเขาอยู่บ้างเพราะชุดคลุมพวกนี้มีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนเย็นได้เป็นอย่างดี
เมื่อเก็บกวาดสนามรบจนเกลี้ยงกัสก็เดินกลับไปยังวิหารเทพจริงแท้อย่างสบายอารมณ์และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยอ้อมกอดของน้องสาวทั้งสองคนที่กอดเขาแน่นด้วยความยินดีพลางสำรวจร่างกายเขาไม่หยุดเพื่อมองหาบาดแผลของเขา
“ไม่ต้องหาแล้ว ข้าไม่ได้แผลสักนิดรอยข่วนยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ”
ขณะที่เด็กสาวทั้งสองพยายามมองหาอยู่นั้นกัสก็หัวเราะออกมาเบาๆพลางลูบหัวน้องสาวทั้งสองด้วยความรักและเอ็นดูจากนั้นจึงโอบไหล่พวกเธอพากลับเข้าไปในวิหารอย่างมีความสุข
ภายในวิหารนั้นกัสพบกับทุกคนที่รอเขาอยู่ก่อนแล้วรอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนนั้นทำให้กัสมีความสุขเป็นพิเศษเขาพยักหน้าให้ทุกคนเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาสั้นๆ คำหนึ่ง
“กลับกันเถอะ..”
คำพูดของเขาได้รับการตอบรับจากทุกคนต่อจากนั้นพวกเขาก็เดินทางกลับโดยมีสายตาของคนจำนวนหนึ่งมองตามไปตลอดด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน
โดยเฉพาะสายตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายทั้งความสับสน ความหวาดกลัวไปจนถึงความรู้สึกร้อนรน
แต่หลังจากดวงตาคู่นี้จ้องมองกัสไปจนกระทั่งตัวเขาหายไปจากสายตาหายเข้าไปในประตูมิติที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดวงตาสีฟ้าที่งดงามของบลูอายก็ละไปจากทิศทางที่กัสหายตัวไป
ดวงตาสีฟ้าของเธอในตอนนี้ปราศจากความรู้สึกที่สับสนและคงเหลือเพียงความสงบนิ่งที่เยือกเย็นราวกับว่าเธอตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างลงไปแล้ว
“ข้า..ตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหมคะท่านพี่..”
บลูอายพูดออกมาเบาๆ พลางมองข้อความชุดหนึ่งที่ถูกส่งเข้ามาที่บันทึกโลกวิญญาณของเธอข้อความสั้นๆจากครอบครัวที่บอกถึงสิ่งที่กัสได้ทำให้กับบ้านของเธอและคำพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้เธอต้องหยุดคิด
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้น การต่อสู้ที่ดุเดือด การฆ่าฟันที่โหดร้ายมีดวงตาอีกหลายคู่เฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา
โดยเฉพาะดวงตาคู่หนึ่งที่มองมาด้วยสายตาที่เย็นเยียบก่อนจะมองออกไปด้านข้าง มองดูดอกไม้ดอกหนึ่งด้วยความหวาดกลัวและสับสน
ช่วงเวลานั้นบรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งเป็นอย่างมากทำให้บุรุษหนุ่มที่หล่อเหล่าต้องหน้าซีดขาวลงและคุกเข่าลงต่อหน้าดอกไม้ที่แสนธรรมดาดอกนั้น
เนิ่นนานหลังจากนั้นดอกไม้ที่แสนธรรมดาก็ปลดปล่อยเกสรออกมาเป็นละอองแสงกลุ่มหนึ่งซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นข้อความประโยคหนึ่งก่อนจะสลายหายไป
บุรุษหนุ่มผู้หล่อเหล่าจ้องมองกลุ่มละอองแสงที่หายไปด้วยดวงตาที่สับสนก่อนจะสงบนิ่งลงอย่างรวดเร็วและแปรเปลี่ยนเป็นดวงตาที่ดูโหดเหี้ยมอำมหิต
“ทราบแล้วขอรับนายท่าน..ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
ขณะเดียวกันนั้นภายในวิหารเทพจริงแท้ ภายในห้องนอนเล็กๆแห่งหนึ่งมีชายชราผมขาวนอนอยู่บนเตียง ดวงตาของชายชราที่แสนอ่อนโยนมีเมตตานั้นบัดนี้กลับสงบนิ่งเยือกเย็นเป็นที่สุดสายตาของมันมองตรงไปยังทิศทางหนึ่งด้วยท่าทีที่เฉยชา
สายตาที่มองออกไปนั้นราวกับมีพลังทะลุทะลวงที่ทำให้มันสามารถมองผ่านสิ่งกีดขวางทั้งหมดไปยังเป้าหมายได้โดยตรง
ดวงตาที่เคยปรากฏความอ่อนโยนมีเมตตาอยู่เสมอบัดนี้กลับมีประกายที่เย็นเยียบปรากฏขึ้นก่อนจะสลายหายไป
“ดี..ดีที่เจ้ายังไม่ข้ามเส้นไม่เช่นนั้นข้าคงปล่อยเจ้าเอาไว้ไม่ได้..”
ชายชราเอ่ยปากพูดออกมาเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงแล้วเอนตัวนอนหลับไปราวกับคนแก่คนหนึ่งที่แสนอ่อนแอและจำต้องนอนหลับพักผ่อนให้มากกว่าคนหนุ่มสาวทั่วไป
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ไม่มีใครเลยที่สังเกตเห็นไม่มีใครเลยที่รู้ถึงสายตาของชายชราที่เฝ้ามองทุกสิ่งทุกอย่างอยู่
แม้กระทั่งกัสก็ไม่มีวันทราบเพราะชีวิตก่อนของเขานั้นชายชราไม่ได้อยู่ในเมืองแห่งดันเจี้ยนเขาจึงไม่รู้ว่าชายชราที่ดูธรรมดาคนหนึ่งที่เขาคิดว่าเป็นผู้อาวุโสของตระกูลนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นใครและมีความแข็งแกร่งมากขนาดไหน
สิ่งเดียวที่กัสคิดมีเพียงความต้องการชนะและความคิดที่จะฆ่าฟันศัตรูของเขาให้ดับดิ้นเพียงเท่านั้น
ทันทีที่กัสกลับเข้าไปในดันเจี้ยนเขาก็ขอให้ทุกคนจัดงานฉลองเล็กๆ ขึ้นโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ
งานฉลองที่เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของความบันเทิงถูกจัดขึ้นตามคำขอของกัสในทันทีอาหารมากมายที่ถูกปรุงออกมาไม่ขาดสายปริมาณอาหารที่ไหลผ่านจานแต่ละใบลงไปในท้องของกัสก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ
ทุกคนดื่มกินกันอย่างสนุกสนานโดยไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เลยสักนิด
มีเพียงช่วงเวลาที่งานเลี้ยงกำลังจะจบที่กัสประกาศออกมาครั้งหนึ่งและทำให้ทุกคนต้องหยุดสิ่งที่ทำอยู่มายืนรอบตัวเขาด้วยความสงสัย
“ข้าคงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นคิดว่าพวกเจ้าส่วนใหญ่คงได้เห็นกับตาตัวเองแล้วเพราะฉะนั้นพวกเจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าได้สินสงครามมาไม่น้อยเลย”
พูดจบกัสก็ไม่รอให้ใครพูดอะไรออกมา หากแต่เทข้าวของทั้งหมดที่ปล้นมาจากศพของกลุ่มหนูใต้ดินออกมา
สิ่งของที่กองรวมกันเป็นกองใหญ่ตรงหน้านั้นดึงดูดสายตาของทุกคนได้ไม่มากก็น้อยโดยเฉพาะเหล่าข้ารับใช้และเด็กสาวที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์เวทมนตร์
“มาเลือกอุปกรณ์ไปคนละชิ้นเร็ว! ของพวกนี้ถึงจะไม่ใช่ของดีที่สุดแต่อย่างน้อยก็ดีกว่าของที่ขายตามตลาดพอดู มาเอาไปใช้แก้ขัดก่อน!”
สิ้นคำพูดของกัสเหล่าน้องสาวที่อยากได้อาวุธส่วนตัวมานานก็ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจและวิ่งเข้าไปอย่างไม่ลังเลเลยทีเดียว
พวกเธอค้นอาวุธอย่างสนุกสนานก่อนจะเลือกเอาอาวุธแบบที่ชอบออกไปจำนวนหนึ่งด้วยความยินดีตามมาด้วยอุปกรณ์เวทมนตร์บางชิ้นที่กัสคัดออกมาแล้วมอบให้น้องสาว
อุปกรณ์ที่เขาให้ความสำคัญที่สุดก็ไม่พ้นอุปกรณ์เวทมนตร์ประเภทป้องกันตัว
ชุดเกราะเวทมนตร์ที่มีการลงอาคมเกราะมนตราเอาไว้ในตัวของพวกนี้ไม่ว่าใครก็ใช้ได้คุณภาพอาจจะไม่สูงแต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการยืนตัวเปล่าเป็นไหนๆ
เมื่อแจกให้น้องสาวครบทุกคนเหล่าข้ารับใช้ก็มารับไปต่อจนกระทั่งเหลือของเพียงน้อยนิดที่เหลืออยู่เพราะมีหลายคนที่ไม่ต้องการของพวกนี้
โดยเฉพาะคริสตัลและสองสาวรูบี้กับแซฟไฟร์ที่ไม่ได้สนใจเลยสักนิดเพราะของที่พวกเธอใช้นั้นดีกว่าของที่กัสได้มาก
จะมีก็แค่โรสกับบราวนี่เท่านั้นที่ดูจะยังลังเลใจไม่กล้าเข้ามารับไปอย่างที่กัสบอก
เห็นแบบนั้นกัสก็ยิ้มกว้างก่อนจะค้นเอาดาบโค้งเล่มหนึ่งที่ไม่มีใครหยิบไปออกมาส่งให้กับโรส
“อันนี้ของเจ้า..อย่าปฏิเสธเลย เจ้าก็เห็นว่าน้องๆของข้าจงใจหลีกเลี่ยงของชิ้นนี้กันทุกคน ทั้งหมดนี้ก็เพราะพวกนางอยากให้เจ้าได้มันไปอย่าปฏิเสธน้ำใจของพวกนางเลยถือเสียว่าเป็นของตอบแทนที่เจ้าช่วยสอนทักษะการต่อสู้ให้พวกนางก็แล้วกัน”
ต่อหน้าคำพูดประโยคนี้ แม้ว่าโรสจะรู้สึกละอายใจแค่ไหนทว่าเธอก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธจริงๆยิ่งมีสายตาคาดหวังของเด็กสาวทุกคนมองอยู่ด้วยแล้ว เธอก็ยิ่งรู้สึกลำบากใจจนท้ายที่สุดก็รับมาด้วยความยินดี
ไม่ว่าจะพูดยังไงเธอก็ปฏิเสธหัวใจตัวเองไม่ได้จริงๆ กับคนที่มีฐานะยากจนอย่างเธอแม้กระทั่งเงินที่จะซื้อหาวิชาก็ยังไม่มีแล้วจะมีปัญญาที่ไหนไปซื้ออาวุธเวทมนตร์กัน
ดาบโค้งที่เธอได้รับก็พอดีกับความชอบของเธอเช่นกันทำให้เธอไม่สามารถปฏิเสธมันได้จริงๆ
“ขอบคุณมากค่ะท่านกัส..ขอบคุณจริงๆ”
โรสกล่าวขอบคุณด้วยความรู้สึกซาบซึ้งก่อนจะถอยหลังกลับไปแต่ก็ยังช้าไปเล็กน้อยเพราะมือของเธอนั้นถูกกัสคว้าเอาไว้ก่อนจนทำให้ใบหน้าของเธอแดงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
สายตาของคนสองคนสบมองกันจากนั้นกัสก็หยิบของสิ่งหนึ่งมาวางไว้บนมือของเธอซึ่งทำให้ดวงตาของโรสถึงกับเบิกกว้างด้วยความตระหนก
“ถ้าเจ้าไม่รังเกียจก็รับเอาไว้เถอะนะ..ถือเสียว่าเป็นการลงทุนจากข้าก็ได้..”
กัสยิ้มน้อยๆ พลางกุมมือของโรสเอาไว้แล้วบรรจงจับมือของโรสให้กำขวดแก้วที่เขาส่งออกไปไว้ก่อนจะปล่อยมือ
ใบหน้าของโรสเต็มไปด้วยความตระหนกเธอมองดูสิ่งที่อยู่ในมือด้วยความสับสนก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับกัสด้วยความสับสนถึงที่สุด
“นี่มัน..นี่..ท่านกัส..”
“ก็อย่างที่ข้าบอก..ถือว่าเป็นการลงทุนจากข้าก็ได้เจ้าก็เห็น..ดินแดนของข้าขยายตัวไปถึง 300 ไร่แล้ว เจ้าคิดว่าตัวเองตัดไม้วันละ300 ต้นไหวไหมล่ะ เชื่อฟังข้าเถอะนะ รับไว้..”
เมื่อได้ยินแบบนั้นต่อให้โรสนึกอยากจะปฏิเสธหัวใจเธอก็ไม่อาจยอมรับความคิดนี้ได้อีกต่อไปฝ่ามือที่กำขวดแก้วเอาไว้บีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวก่อนจะคลายออกด้วยความตกใจเพราะกลัวว่าจะทำให้มันแตก
“ขอบคุณค่ะ!! ขอบคุณมากๆ ค่ะ!!”
คำขอบคุณที่ดังออกมาไม่ขาดสายนี้ทำให้กัสอมยิ้มน้อยๆพลางพยักหน้ารับแล้วมองต่อไปยังบราวนี่ซึ่งทำให้หญิงสาวผงะไปเล็กน้อย
เห็นแบบนั้นกัสก็ยิ้มแล้วมองผ่านไปยังเด็กสาวทั้งสามคนที่ยืนเกาะกระโปรงของแม่ด้วยความอิจฉาขณะมองไปยังโรสที่ถือขวดแก้วใบเล็กเอาไว้ในมือ
ดวงตาของพวกเธอนั้นจ้องมองขวดแก้วในมือโรสไม่ว่างตามองดูเม็ดยาสีแดงทับทิมที่บรรจุอยู่ภายใน
แม้ว่าสีสันจะไม่ตรงกันเสียทีเดียวแต่พวกเธอก็มั่นใจว่ายาพวกนี้เป็นยาแบบเดียวกับที่น้องสาวของกัสได้รับซึ่งทำให้พวกเธออิจฉาและอยากได้มาตลอด
ทันทีที่กัสหันมามองพวกเธอเหล่าเด็กสาวก็ตื่นเต้นขึ้นมาจนพวงแก้มแดงระเรื่อขึ้นมาในทันที
“มาเถอะ..พี่ชายคนนี้มีของขวัญให้พวกเจ้าด้วย มาเร็ว..”
กัสยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูพลางกวักมือเรียกเด็กสาวทั้งสามเบาๆ ซึ่งทำให้เด็กสาวทั้งสามเกิดความตื่นเต้นยินดี
ทว่าพวกเธอก็ไม่กล้าขยับไปด้านหน้าแม้แต่ก้าวเดียวหากแต่เงยหน้าขึ้นมองดูแม่ของเธอด้วยความหวัง ราวกับกำลังรอคำอนุญาตของผู้เป็นแม่
ภาพนี้ทำให้กัสอมยิ้มและเงยหน้าขึ้นก่อนจะส่งเสียงกระซิบเบาๆไปที่ข้างหูของบราวนี่จนเธอถึงกับตัวสั่นน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆและมองไปยังลูกสาวของเธอ
“ไปเถอะ..อย่าลืมขอบคุณท่านกัสด้วยนะ..”
“ค่ะ!!”
ทันทีที่ได้รับคำอนุญาตเด็กสาวทั้งสามก็โผออกไปทันทีแล้วยืนแบมือด้านหน้ากัสด้วยท่าทางที่น่ารักเป็นที่สุดเห็นแบบนั้นกัสก็ยิ้มขำแล้ววางขวดแก้วใบน้อยลงบนมือของเด็กสาวทั้งสามคนตามมาด้วยอุปกรณ์เวทมนตร์อีกคนละชิ้น
“อันนี้ให้พกติดตัวไว้ก็แล้วกัน มันช่วยป้องกันตัวได้ต่อให้พวกเจ้าไม่กลัวเศษหินกระเด็นใส่แต่พวกเจ้าก็เป็นเด็กผู้หญิง มีอะไรป้องกันผิวหนังไว้บ้างก็ดี”
พูดแล้วกัสก็ยิ้มบางๆพลางลูบหัวของเด็กสาวด้วยความเอ็นดูจากนั้นก็มองไปยังบราวนี่แล้วพยักหน้าให้เธอเบาๆก่อนจะหยิบเอาขวดแก้วอีกใบออกมา ซึ่งทำให้บราวนี่อึ้งไปชั่วขณะ
“อันนี้ให้แม่ของพวกเจ้านะ..”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้เด็กสาวทั้งสามก็ยิ้มหวานด้วยความขอบคุณก่อนจะโผเข้าไปกอดกัสพลางกล่าวขอบคุณไม่หยุดและไม่ลืมที่จะหอมแก้มเขาแรงๆคนละทีซึ่งทำเอากัสถึงกับตาโตจนอดไม่ได้หัวเราะออกมาเสียงดัง
ภาพนี้ทำให้ใบหน้าของเด็กสาวแดงระเรื่อขึ้นมาตามมาด้วยเสียงหัวเราะของทุกคน จากนั้นเด็กสาวทั้งสามก็วิ่งกลับไปหาแม่ของพวกเธอแล้วส่งขวดแก้วให้ทันที
เมื่อเห็นท่าทางลังเลใจเหมือนไม่กล้าที่จะรับไว้ของบราวนี่กัสก็ส่งเสียงกระซิบออกไปอีกครั้ง
‘รับไว้เถอะ..อย่าทำให้ลูกลำบากใจเลยท่านอาคิดว่าทำเพื่อพวกนางเถอะนะ แล้วก็..เพื่อข้าด้วย’
แม้จะลังเลใจอย่างมาก แต่ท้ายที่สุดบราวนี่ก็ยอมรับมันไปด้วยความเต็มใจก่อนจะหันมากล่าวคำขอบคุณให้กัสอีกหลายครั้งพลางโค้งตัวให้อย่างสง่างาม
กัสเองก็ยิ้มรับก่อนจะบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปได้ขณะที่ตัวเขานั้นยังคงยืนนิ่งอยู่บนลานกว้างที่ว่างเปล่าเพราะเด็กสาวทุกคนช่วยกันเก็บกวาดเศษซากจากงานเลี้ยงไปจนหมด
ช่วงเวลานั้นกัสยังคงยืนนิ่งพลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างละเอียดเขาพิจารณาการต่อสู้ที่ผ่านมา เพื่อค้นหาความผิดพลาดของตัวเองอย่างตั้งใจก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อพบว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ยังมีจุดที่ใช้ไม่ได้อีกหลายจุด
‘ช่างเถอะ..การใช้ทักษะที่ไม่เคยใช้ก็แบบนี้ละนะ’
คิดแล้วกัสก็ยิ้มน้อยๆก่อนจะเดินตรงไปยังบ้านของซีต้าที่จนถึงตอนนี้ก็ยังคงเปิดไฟอยู่ เขาเดินเข้าไปเหมือนทุกวันและรับอ้อมกอดของมิซ่าที่ตรงเข้ามากอดแน่นด้วยความรัก
ทั้งสองโอบกอดกันแนบแน่นแล้วค่อยๆแลกเปลี่ยนรสชาติของความรักกันอย่างเร่าร้อน จนกระทั่งพายุรักของกัสและมิซ่าสงบลง เขาก็หันไปเปิดศึกรักกับซีต้าอย่างร้อนแรงต่ออีกนานนับชั่วโมงทั้งสองถึงจะยอมหยุด
กัสนั่งพิงหัวเตียงอยู่โดยมีซีต้านอนอยู่ในอ้อมกอดใบหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอิ่มเอิบในกามอารมณ์ ขณะที่ดวงตาของเธอนั้นจับจ้องหน้าต่างระบบของบันทึกโลกวิญญาณไม่วางตา
“เป็นยังไงบ้างซีต้า..เจ้าพอจะคำนวณได้ไหมว่าข้าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะปรับสภาพพลังวิญญาณเสร็จ”
“เรื่องนี้..บอกยากนะกัส กรณีของเจ้ามันแปลกเกินไปพลังวิญญาณของเจ้าขยายตัวขึ้นมาถึง 20 เปอร์เซ็นต์ในครั้งเดียวสภาพแบบนี้มันบอกอะไรไม่ได้จริงๆ”
สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆขณะที่โอบกอดซีต้าเอาไว้แน่น
“แม้กระทั่งเจ้าก็บอกไม่ได้หรือ..”
“ขอโทษด้วยนะกัส..แต่ข้าบอกเวลาที่แน่นอนไม่ได้เจ้าก็รู้หากเทียบกับเผ่ามนุษย์แล้ว เผ่าอสูรอย่างพวกเราไม่ชำนาญในเรื่องนี้งานวิจัยที่เกี่ยวกับการเติบโตของพลังวิญญาณในเผ่าอสูรก็เลยมีไม่มากนักเมื่อมีข้อมูลไม่พอมันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะวิเคราะห์ออกมาได้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน”
หัวคิ้วของกัสขมวดเข้าหากันแน่นก่อนจะคลายออกด้วยความผิดหวังเขาก้มลงมองดูใบหน้าของซีต้าเล็กน้อยแล้วยิ้มบางๆพลางเชิดหน้าของเธอขึ้นมาแล้วจูบเธออย่างดูดดื่มราวกับต้องการสลายความรู้สึกผิดของเธอ
“เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดก็ได้..ยังไงเสียเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากอยู่แล้วขอเพียงประมาณเวลาที่ต้องใช้ได้สัก 7 – 8 ส่วนข้าก็พอใจแล้ว”
“ถ้าแบบนั้นข้าก็พอบอกได้อยู่นะ..ถ้าเทียบกับข้อมูลที่ได้มาครั้งก่อนอย่างน้อยน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 อาทิตย์ แต่ก็มีโอกาสคลาดเคลื่อนราว 1 – 2 วัน”
สีหน้าของกัสนิ่งไปชั่วขณะพลางลูบไล้เรือนร่างของซีต้าอย่างเพลิดเพลินใจโดยเฉพาะหน้าอกคู่งามของหญิงสาวที่บีบเคล้นยังไงก็ไม่เบื่อ
“1 อาทิตย์งั้นหรือ..พอจะมีวิธีลดเวลาบ้างไหม”
“พอจะมีอยู่นะ..แต่อย่างมากก็..ลดได้สัก 1 – 2 วันเจ้าอยากลองงั้นหรือกัส..”
“ใช่..ข้าอยากลอง แต่ถ้าจะให้ดีข้าอยากให้มันเสร็จสิ้นใน 5 วันหากมากกว่านี้สิ่งที่ข้าทำลงไปในวันนี้คงเสียเปล่า”
คิดแล้วกัสก็นึกไปถึงคำพูดที่เขาพูดออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจคำพูดที่เป็นดังเมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยกที่เขาหว่านลงไปในกลุ่มหนูใต้ดิน
หากเขาคิดที่จะเก็บเกี่ยวดอกผลจากความขัดแย้งนี้เขาจำต้องบุกเข้าไปในดินแดนของโกลเด้นเทลภายใน 5 วัน
หากมากกว่านี้เขากลัวว่าความขัดแย้งภายในของกลุ่มหนูใต้ดินจะจบลงเสียก่อนถึงตอนนั้นพวกมันจะมีเวลาตั้งตัวเพื่อรับมือเขา
ถึงตอนนั้นต่อให้ได้ผลลัพธ์ในการลดกำลังคนของอีกฝ่ายบ้างแต่มันก็จะลงมือได้ยากขึ้นซึ่งกัสไม่อยากทำแบบนั้นเพราะมันเสี่ยง