ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 93 สุดเส้นทาง
“ข้าคิดว่านางอยู่ในมิติลึกลับเช่นเดียวกับเรา!” น้ำเสียงของชายร่างอ้วนดูตื่นเต้นมาก เหมือนว่ามันจะดีใจไม่น้อยที่คำสัญญาปากเปล่ามีโอกาสสำเร็จมากขึ้น
ตอนแรกมันก็คิดว่าอาจจะต้องใช้เส้นสายมากมาย รวมถึงยืมมือผู้อื่นในการติดต่อกับสำนักจันทรานิรันดร์ แต่นั่นก็ยังแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตามหาใครสักคนภายในสำนักที่ปลีกวิเวก ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกเท่าไหร่เช่นนั้น
แต่เป้าหมายของอีกฝ่ายกลับกลายเป็นศิษย์คนสำคัญ แนวหน้าของศิษย์รุ่นใหม่ภายในสำนักจันทรานิรันดร์ ทางสำนักจะส่งตัวนางมาที่นี่เพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติมอยู่แล้ว งานที่เคยยากกลับง่ายขึ้นมาในบัดดล
ตอนนี้ชายร่างอ้วนหรือฮิคาริสรู้แน่ชัดแล้วว่าคนที่อีกฝ่ายตามหานั้นอยู่ที่นี่แน่ๆ
ถึงสถานที่แห่งนี้จะกว้างใหญ่ แต่หากใช้เวลาที่เหลือตามหาอย่างจริงจัง ก็มีหวังอยู่บ้างที่จะหาจนเจอ ยิ่งกับคนจากสมาพันธ์ข่าวกรองออสแตรงเช่นเขาแล้วด้วย ข้อมูลหลายต่อหลายอย่างในมิติลึกลับแห่งนี้เขารู้เป็นอย่างดี เพียงแค่ต้องใคร่ครวญถึงเป้าหมายของอีกฝ่าย แล้วมุ่งเป้าไปยังที่เดียวกันเสียก็สิ้นเรื่อง
แต่คนจากสำนักจันทรานิรันดร์นั้นมีความสันโดษอย่างยิ่ง ความยากเย็นที่แท้จริงคือจะเข้าถึงพวกนางได้อย่างไร......ซึ่งสิ่งนี้คงจะเป็นสิ่งที่คาลอสต้องคิดหาวิธีเอง ชายร่างอ้วนช่วยเหลือได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หน้าที่ของเขาแค่ต้องตามหาตัวอีกฝ่ายให้เจอ
“นางอยู่ที่นี่จริงๆ สินะ” คาลอสพยักหน้าเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เขาคลายใจลงได้เล็กน้อย ดูเหมือนข้อสันนิษฐานของซีเลียจะถูกต้อง สำนักจันทรานิรันดร์ส่งตัวแทนมาเข้าร่วมจริงๆ
“ข้าไม่นึกว่าคนที่เจ้าตามหาจะเป็นนาง เช่นนี้ก็ง่ายหน่อยแล้ว หากเป็นผู้อื่นในสำนักจันทรานิรันดร์ ตัวตนอาจจะลึกลับ แต่กับความหวังในรุ่นปัจจุบันของสำนักอย่างหานฮวา นางแทบจะเป็นตัวแทนของสำนักในการดำเนินธุระต่างๆ อย่างการประลองระหว่างอัจฉริยะรุ่นเยาว์ปีล่าสุดนางก็เข้าร่วมด้วยตนเอง” ชายร่างอ้วนตอบรับท่าทีของคาลอสด้วยความใจเย็น
“หานฮวา? นางชื่อว่าหานฮวาเช่นนั้นหรือ?” คาลอสขมวดคิ้วเข้าหากัน ล่าสุดที่เขาคุยเรื่องนี้กับบรรพบุรุษ เขาจำได้ว่าคนที่ท่านบรรพบุรุษต้องการตามหามีนามว่าเยว่ซิน...หวางเยว่ซิน
ตอนนี้มีเรื่องไม่ลงตัวกันมากจนเกินไป ชื่อที่ไม่ตรงกัน และอายุของอีกฝ่ายที่ไม่ได้แก่ไปกว่าคาลอสมากนัก การเข้ามาในมิติลึกลับแห่งนี้ได้ก็ทำให้มั่นใจแล้วว่านางอายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีจริงๆ แต่หากเป็นคนรู้จักของบรรพบุรุษจริง ก็ควรจะมีอายุเกินไปกว่านั้นมากไม่ใช่หรือ?
คาลอสทำได้เพียงแต่เก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ ไม่ได้พูดอะไรออกไป
“ถูกต้อง นั่นคือชื่อของนาง เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับอะไร” ชายร่างอ้วนพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ
“สำนักจันทรานิรันดร์เป็นขุมกำลังที่ทรงพลัง พวกนางจะไม่สนใจบททดสอบเล็กๆ ตามรายทางที่เราผ่านมาพวกนี้หรอก อย่างน้อยก็ต้องเป็นบททดสอบใหญ่ๆ ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกันกับขุมกำลังในมหานคร พวกเราควรเปลี่ยนเป้าหมายไปที่นั่น หากเรายังคงวนเวียนอยู่แถวนี้คงไม่มีโอกาสได้เจอพวกนาง” ฮิคาริส ชายร่างอ้วนกล่าวแนะนำคาลอส แต่ก็มีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
“เจ้าดูไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นะ” ชายหนุ่มที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของชายร่างอ้วนก็เอ่ยทักขึ้นมา
“แหะๆ เป็นความหนักใจของข้าเอง จริงๆ แล้วการต่อสู้ไม่ใช่เรื่องที่ข้าถนัดเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพวกขุมอำนาจใหญ่ ตัวข้าไม่นับว่าเก่งกาจอันใดเลย หากบังเอิญเจอเข้ากับกลุ่มคนจากขุมอำนาจใหญ่จริงๆ คงยากที่จะต่อกร” ชายร่างอ้วนส่ายศีรษะ
“ส่วนเจ้านั้นแข็งแกร่งจริงๆ เทียบเท่าอัจฉริยะจากขุมอำนาจใหญ่ได้เลย เพียงแต่เจ้านั้นตัวคนเดียว อย่างไรก็ต้องพ่ายแพ้หากปะทะกับผู้แข็งแกร่งจำนวนมาก” ฮิคาริสยังคงมีท่าทีหนักใจ “หากมีการปะทะกันจริง ต่อให้เจ้าหลบหนีพ้น...แต่ข้าอาจจะทำไม่ได้”
คาลอสจ้องชายร่างอ้วนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเปิดปากพูดบางอย่างออกมา
“เจ้ากังวลเกินไปแล้ว ขุมกำลังใหญ่หาใช่ฆาตกรบ้าอำนาจไม่ ทุกคนมีเป้าหมายเป็นของตนเอง ตราบใดที่เราไม่ก้าวเท้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของอีกฝ่าย ไม่มีทางที่พวกนั้นจะให้ความสนใจพวกเราที่มีกันอยู่แค่สองคนแน่ เราก็แค่ต้องระวังตัวให้มากที่สุด เมื่อรู้ว่าขุมกำลังใหญ่มุ่งเป้าไปที่ไหน เราก็ชักเท้าหนีให้ไว หลีกทางให้พวกเขาเสีย ข้าไม่ได้สนใจสมบัติจากบททดสอบพวกนี้สักเท่าไหร่หรอก” คาลอสกล่าวออกไปตามที่ตนเองคิด
อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้ต้องการสมบัติจากที่นี่อยู่แล้ว เขาเพียงแค่มาหาประสบการณ์ และสืบหาตัวตนของหญิงสาวในภาพวาด ซึ่งดูเหมือนว่าเป้าหมายอย่างหลังจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม ตอนนี้เขาแค่ต้องระวังตัวให้เหมือนสามวันแรกเท่านั้น มีอะไรไม่ชอบมาพากลให้หลีกหนีทันที พวกเขาทั้งสองคนแทบไม่มีสมบัติติดตัวด้วยซ้ำ ขุมกำลังใหญ่ไม่มีทางชายตามามองคนต่ำต้อยไร้กำลังเช่นนี้
ชายร่างอ้วนเลิกคิ้วขึ้นมองไปที่ชายหนุ่ม
“เจ้าไม่คิดที่จะเก็บสมบัติติดมือกลับไปเลยหรือ? ทั้งๆ ที่โอกาสเช่นนี้มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ประตูมิติที่เปิดขึ้นในรอบถัดไปอีกตั้งสิบปี เวลานั้นเจ้าจะไม่มีสิทธิ์เข้ามาในที่แห่งนี้อีกแล้วนะ” ชายร่างอ้วนมองชายหนุ่มด้วยความฉงน นี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะสร้างผลงานให้กับตนเองไม่ใช่หรือ?
โดยทั่วไปแล้วเมื่อได้รับสมบัติชั้นยอดกลับไป ขุมกำลังต่างๆ ย่อมชื่นชมในผลงานนั้น สถานะภายในกองกำลังของแต่ละคนย่อมเพิ่มขึ้นตามผลงานที่ทำได้
แล้วนี่อะไร ชายหนุ่มไม่ต้องการจะมีอนาคตที่สดใสภายในตระกูลหรือไร? ตระกูลของชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้สนใจสมบัติวิเศษภายในที่แห่งนี้เลยหรือ?
“ได้! พวกเราจะยึดที่เป้าหมายของเจ้าเป็นหลัก หากไม่ปลอดภัยจริงๆ พวกเราจะไม่เข้าไปในบททดสอบเด็ดขาด หากเจอขุมกำลังอื่น พวกเราจะหลีกทางทันที” ชายร่างอ้วนพูดด้วยเสียงอันหนักแน่น
“ดี ตกลงตามนั้น” คาลอสพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อตกลงกันเรียบร้อยทั้งสองก็มุ่งหน้าออกจากสามแยกทันที พวกเขาอยู่ตรงนี้มานานเกินไปแล้ว อาจจะมีขุมกำลังอื่นๆ ผ่านทางมา มันจะเป็นเรื่องยุ่งยากอีกหากต้องมาจัดการคนเหล่านั้น
ด้วยความรู้ความเข้าใจของชายร่างอ้วน ทั้งคู่ก็เดินทางเข้าไปลึกขึ้น เส้นทางดูซับซ้อนมากขึ้น บททดสอบแต่ละอันล้วนแล้วแต่ยากและท้าทายขึ้นไปอีกระดับ แม้แต่ทางเดินธรรมดานอกบททดสอบยังเต็มไปด้วยอุปสรรคและกับดักนับไม่ถ้วน
คาลอสรู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่ตนเลือกช่วยเหลืออีกฝ่ายไว้ เพราะคาลอสแทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย ครอบครัวของซีเลียก็ไม่ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับมิติลึกลับนี้มากนัก สิ่งที่รู้คือเรื่องผิวเผินที่กองกำลังทั่วไปมักจะรู้เท่านั้น หากเขาต้องการเข้ามาในเขตนี้ของมิติลึกลับ คงจะเป็นเรื่องที่ยากมาก
มันมีรูปแบบเส้นทางเฉพาะที่จะนำไปสู่เขตที่มีบททดสอบท้าทาย ถ้าเกิดเขาต้องการมาที่นี่ด้วยตัวเองคงจะต้องใช้โชคของตนเองเดินตามหาเส้นทางที่ถูกต้อง ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ อาจจะทั้งวัน หรืออาจจะอีกหลายวัน
คาลอสและฮิคาริสเดินทางร่วมกันผ่านอุปสรรคต่างๆ ตลอดสามวัน บ้างก็พากันหลบหนีเมื่อเจอกับคนกลุ่มใหญ่ บ้างก็แอบเข้าไปในบททดสอบที่ค่อนข้างปลอดภัย ผลลัพธ์คือทั้งคู่ได้สมบัติติดมือกลับมาสามชิ้น
คาลอสยกให้กับฮิคาริสไปสองชิ้นเพราะสมบัติทั้งสองชิ้นไม่ได้มีประโยชน์เท่าไหร่นักในสายตาคาลอส ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเขาขอเก็บมันไว้เอง
มันคือหน้ากากสีขาวนวล ไม่แน่ใจว่ามันทำมาจากวัสดุประเภทใด แต่ความทนทานของมันไม่ใช่น้อยๆ เลย ที่แน่ๆ คือแรงของอเวกระดับเจ็ดไม่สามารถทำให้มันเสียหายได้ ทว่าความทนทานไม่ใช่สิ่งที่เป็นจุดเด่นของหน้ากากสีขาวอันนี้
สิ่งที่ทำให้คาลอสสนใจหน้ากากใบนี้มากเพราะความสามารถในการปกปิดกลิ่นอายของมัน หากคาลอสสวมใส่มันอยู่ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่อเวกระดับใกล้เคียงกันจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของคาลอส
แม้แต่ตอนที่ปลดปล่อยพลังในการต่อสู้ มันก็ยังช่วยปิดบังพลังงานไปหลายส่วน ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถคาดคะเนระดับพลังของคาลอสได้
ด้วยความสามารถด้านนี้ของมัน คาลอสจึงเลือกสวมใส่มันไว้ตลอดเวลาเพื่อปกปิดกลิ่นอายของตนเอง ในตอนนี้หากคาลอสตั้งใจจะซ่อนตัว ไม่มีทางที่ใครจะรับรู้ได้ถึงตัวตนของคาลอสแม้แต่น้อยถ้ามองไม่เห็นตัว
นี่นับเป็นความสามารถในการหลบซ่อนตัวที่ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่ง ผนวกกับเคล็ดท่าร่างเคลื่อนคล้อยเงา คาลอสสามารถกลายเป็นนักฆ่าในเงามืดได้ไม่ยาก
ตลอดสามวันที่ผ่านมา ทั้งคาลอสและชายร่างอ้วนต่างก็เดินทางโดยปลอดภัย ไม่มีปัญหากระทบกระทั่งกับขุมกำลังใดทั้งสิ้น นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข่าวดีเสมอไป
แม้พวกเขาจะปลอดภัยดี แต่เป้าหมายที่ตั้งใจยังไม่มีวี่แววจะได้พบ ควรรู้เอาไว้ว่าเวลาในการคงอยู่ของมิติลึกลับมีเพียงเจ็ดวันเท่านั้น หากเลยกำหนดเจ็ดวันแล้วยังไม่สามารถหาทางออกที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ได้ล่ะก็ ไม่ว่าจะเก่งกล้าสามารถแค่ไหนก็ทำได้แค่ทิ้งชื่ออัจฉริยะรุ่นเยาว์เอาไว้ที่นี่ หมดสิ้นทั้งอนาคต ทั้งโอกาสในการได้ใช้ชีวิตบนโลกต่อไป
ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากครบกำหนดเจ็ดวันแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นภายในมิติลึกลับ หรือแท้จริงแล้วมันจะส่งผู้คนที่เข้ามาไปที่ไหน คนที่มีโอกาสรู้เรื่องราวทั้งหมดนั้นล้วนไม่มีโอกาสกลับไปเล่าให้ใครฟัง
ซึ่งก่อนหน้าที่คาลอสจะเจอกับฮิคาริส ก็ใช้เวลาไปแล้วกว่าสามวันในการสำรวจมิติลึกลับแห่งนี้ รวมกับเวลาอีกสามวันหลังจากร่วมมือกับชายร่างอ้วน เท่ากับว่าทั้งคู่เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งวันเท่านั้นที่จะอยู่ภายในมิติลึกลับแห่งนี้ คงไม่มีใครเสี่ยงอยู่เกินกำหนดเวลา
“เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งวันแล้ว หากไม่เจอภายในวันนี้...เจ้าอาจจะต้องออกไปดักรอกลุ่มของสำนักจันทรานิรันดร์ที่ด้านนอก ซึ่งข้าบอกได้เลยว่ามันยากเย็นกว่าตอนนี้มาก มีกองกำลังมากมายรายล้อม รวมทั้งยังมีอาจารย์และผู้อาวุโสที่มารอรับพวกนาง เป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าจะเข้าถึงตัวพวกนางได้ หากเฉียดเข้าไปใกล้โดยไม่ดูให้ดี อาจจะถูกผู้อาวุโสของสำนักจันทรานิรันดร์สังหารทิ้งเสียตรงนั้นเลยก็เป็นได้” ชายร่างอ้วนพูดขึ้นด้วยความหดหู่ใจ
การเก็บเกี่ยวสมบัติกลับมาได้สองสามชิ้นมันก็ดีอยู่หรอก แต่เขากลับไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้จนสำเร็จ มันจะกลายเป็นเรื่องค้างคาใจ สุดท้ายเขาก็ต้องหาวิธีช่วยให้คาลอสได้เจอกับแม่นางหานฮวาให้ได้อยู่ดี ซึ่งนั่นจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องใช้ทั้งทรัพยากรและเส้นสายไม่น้อยทีเดียว
ระหว่างที่ร่วมมือกันมาสามวัน ทั้งสองคนก็ได้รู้นิสัยใจคอกันมากขึ้น ชายร่างอ้วนไม่ใช่คนที่จะเอารัดเอาเปรียบผู้ใด เช่นเดียวกับคาลอสที่พร้อมจะเป็นมิตรที่ดีหากอีกฝ่ายมอบความปรารถนาดีมาให้ ทั้งคู่จึงสนิทใจต่อกันมากขึ้น เรียกได้ว่ามิตรภาพเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ทั้งคู่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคด้วยกันอย่างแท้จริง
“ไม่เป็นไร พวกเรายังเหลือเวลาอีกพอสมควร ไม่แน่ว่าอาจจะโชคดีในโค้งสุดท้ายก็เป็นได้ แถมเจ้ายังรู้ตำแหน่งของประตูทางออกที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ อีกต่างหาก หากถึงที่สุดแล้วยังหาไม่เจอ ข้าจะรีบกลับทันที” คาลอสพูดด้วยความมั่นใจ ความจริงเขาก็ไม่ได้ตั้งใจว่าภารกิจครั้งนี้จะสำเร็จได้ง่ายๆ การที่มาได้ไกลถึงขนาดนี้ก็ดีกว่าที่หวังไว้มากแล้ว
หากไม่อาจหาเป้าหมายเจอได้ทันเวลา ก็แค่รีบกลับไปยังประตูทางออกที่ใกล้ที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกประโยชน์ให้กับเจ้าอ้วนฮิคาริสที่รู้เส้นทางภายในมิติลึกลับค่อนข้างดี ถึงแม้มิติลึกลับจะเปลี่ยนแปลงเส้นทางทุกครั้งเมื่อมันปรากฏขึ้นมาในรอบสิบปี แต่อย่างไรมันก็ยังมีรูปแบบเดิมๆ ให้สังเกตเห็นได้อยู่ การตามหาทางออกที่ใกล้ที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องยากหากเรามีข้อมูลมากพอ
ทั้งคู่เดินทางกันต่อไปเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ รอบข้างมีท่อนโลหะสีเงินซี่เล็กๆ จำนวนมาก ฝังอยู่ที่ผนังส่วนบนทั้งสี่ด้าน เหมือนเป็นกรงเหล็กขนาดใหญ่ที่พร้อมจะครอบลงมาใส่ได้ทุกเมื่อ
ทั้งคู่มองไปรอบตัว แต่ไม่เห็นทางแยกออกไปยังเส้นทางอื่นเหมือนที่แล้วมา มีเพียงเส้นทางที่เดินเข้ามาเท่านั้นที่สามารถกลับออกไปได้ ราวกับมันเป็นห้องทดสอบห้องหนึ่ง...แต่นี่มันอยู่ในเขตทางเดินไม่ใช่หรือ? ทางเดินย่อมมีทางแยกย่อยออกไปเรื่อยๆ แต่โถงทดสอบควรจะอยู่ระหว่างทาง ไม่ใช่อยู่ตรงปลายของเส้นทางเช่นนี้
คาลอสงุนงงเล็กน้อย แต่เขาเข้าใจดีว่าตนเองนั้นมีข้อมูลเกี่ยวกับที่นี่น้อยนิดยิ่งนัก จึงหันไปหาชายร่างอ้วนที่อยู่ข้างๆ แต่กลายเป็นว่าชายร่างอ้วนดูเหมือนจะตกตะลึงไปแล้ว ยืนนิ่งจ้องมองรอบตัวด้วยแววตาวิตก