ทะลุมิติมาเป็นนักศึกษาแพทย์ในยุค 80 [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 41 อ้างเอาความดีความชอบ(1)

           

            สวี่ฮุ่ยหันไปถามผู้อำนวยการหงอย่างสุภาพ“คุณป้าคะ ขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้ไหมคะ?”

            ผู้อำนวยการหงพยักหน้า“ได้สิ”

            สวี่ฮุ่ยต่อสายโทรศัพท์ไปบ้านอาจารย์ใหญ่โจว“อาจารย์ใหญ่โจวคะ วันนั้นที่หนูไปร่วมประชุมประกาศเกียรติคุณในเมืองเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้าที่อาจารย์ใหญ่ซื้อให้หนูแม่บอกว่าแม่เป็นคนซื้อให้หนูค่ะ”

            อาจารย์ใหญ่โจวแสดงอาการโกรธจัดผ่านโทรศัพท์“แม่เธอหน้าไม่อายไปใหญ่แล้วมั้ง? ตอนเธอไปร่วมประชุมในเมืองเธอไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ สักกะตัว ต้องไปยืมเสื้อผ้าของเพื่อนบ้านมาใส่ฉันเห็นว่าไม่ควรยืมเสื้อผ้าเพื่อนบ้านบ่อย ๆ เลยตั้งใจซื้อเสื้อผ้าซื้อรองเท้าใหม่ให้เธอใส่ไปร่วมประชุมประกาศเกียรติคุณแล้วมันกลายเป็นว่าแม่เธอเป็นคนซื้อได้ยังไง?!”

            ในยุค 80เสียงโทรศัพท์มักจะรั่วไหลออกมา แม้ว่าไม่ได้เปิดลำโพงโทรศัพท์แต่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์สายตาที่เพื่อนร่วมงานและหัวหน้ามองกู่ซิ่วเต็มไปด้วยความหมายที่หลากหลาย

            สายตาเหล่านั้นทำให้กู่ซิ่วรู้สึกเหมือนโดนเข็มทิ่มแทง

            ผู้อำนวยการหงทำหน้าเคร่งขรึมตำหนิกู่ซิ่ว“การทำผิดไม่น่ากลัวเท่ากับไม่รู้จักสำนึกผิด ฉันขอเตือนเธอนะถ้าเธอยังกล้าบังคับลูกสาวคนโตให้ยกคะแนนสอบและเงินรางวัลทั้งหมดให้น้องสาวอีกอย่าหาว่าฉันไม่เตือน!”

            กู่ซิ่วหน้าซีดเผือด“ฉัน…ฉันจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ”

            “แล้วห้ามไล่สวี่ฮุ่ยออกจากบ้านด้วย”

            กู่ซิ่วรับคำอย่างว่าง่าย

            สวี่ฮุ่ยจึงเดินจากไป

            เธอไม่ได้อยากอาศัยอยู่ในบ้านสกุลสวี่สักเท่าไหร่

            เพียงแต่ท่าทีของคนในครอบครัวทำให้เธอมีแผนใหม่สำหรับอนาคต

            เธอไม่ต้องการบ้านหลังนี้อีกแล้วเธอต้องหาบ้านใหม่เป็นของตัวเอง

            เธออยากสร้างบ้านที่เมืองเจียงเฉิงสะดวกทั้งการเรียนและการหางานพิเศษทำในช่วงปิดเทอมถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีเงินซื้อบ้านก่อน

            ไม่รู้ว่าตอนนี้ราคาบ้านที่เมืองเจียงเฉิงเท่าไหร่แล้ว

            ปัจจุบันเธอมีเงินแค่ห้าพันกว่าหยวน

            ดังนั้นต้องหาวิธีเก็บเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อซื้อบ้าน

            นี่คือเหตุผลที่เธอยังคงอาศัยอยู่ในบ้านสกุลสวี่เพราะสะดวกในการจับปลาไหลและตะพาบไปขายต่อ

            มหาวิทยาลัยปกติจะเปิดภาคเรียนวันที่15 กันยายนนั่นก็หมายความว่าเธอจะอยู่ที่บ้านสกุลสวี่อีกแค่เดือนกว่า ๆพอไปเรียนแล้วก็จะไม่กลับมาอีก

            เธออยากจะดูซิว่าถ้าไม่มีเธอแล้วบ้านสกุลสวี่จะมีความสุขกันขนาดไหน!

            สวี่ฮุ่ยกลับบ้านไปเอาปลาไหลมาส่งให้คุณลุงจาง

            พอเจอหน้าคุณลุงจางเธอก็อธิบายเหตุผลด้วยความละอายใจว่าทำไมวันนี้ถึงมาสาย

            คุณลุงจางยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไรเธอมาส่งสาย เขาก็ไปซื้อที่ตลาดได้ ไม่ได้ส่งผลต่อการค้าขายเลย

            ด้วยความรู้สึกผิดสวี่ฮุ่ยจึงรับเงินค่าปลาไหลแค่สิบห้าจินจากปลาไหลทั้งกว่าสามสิบจินส่วนที่เหลือถือว่าแถมให้คุณลุงจาง

            สวี่ฮุ่ยยังไม่ได้กินมื้อเช้าจนตอนนี้เธอจึงไปซื้อเกี๊ยวน้ำที่ร้านอาหารเล็ก ๆ มากิน แล้วไปโรงพยาบาลอำเภอต่อ

            ถึงแม้สวี่ต้าซานจะบอกว่าเธอเป็นลูกสาวแท้ๆ ของพวกเขา แต่สวี่ฮุ่ยยังไม่เชื่อ

            เธอต้องสืบหาความจริงด้วยตัวเองโดยเริ่มจากโรงพยาบาลอำเภอที่กู่ซิ่วมาทำคลอดเธอกับสวี่เยว่

            เมื่อถึงโรงพยาบาลสวี่ฮุ่ยไปที่แผนกจัดการเวชระเบียนขอค้นหารายชื่อแพทย์และพยาบาลที่ทำคลอดให้กู่ซิ่วในปีนั้น

            ตอนแรกเจ้าหน้าที่เก็บเวชระเบียนหาข้ออ้างไม่ยอมค้นหาให้แต่พอสวี่ฮุ่ยยัดเงินเขาไปห้าหยวน เขาก็รีบหาให้อย่างรวดเร็วและละเอียดถี่ถ้วน

            ถึงอย่างนั้นเจ้าหน้าที่เก็บเวชระเบียนก็ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงกว่าจะหารายชื่อที่สวี่ฮุ่ยต้องการเจอ

            สวี่ฮุ่ยตั้งใจว่าจะรอถึงบ่ายสองโมงก่อนแล้วค่อยไปถามบุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้

            เวลานี้ไม่เหมาะจะไปหาพวกเขาเดี๋ยวจะถูกเข้าใจผิดว่าเธอไปขออาหารกินฟรี

            .......

            พ่อแม่ไปทำงานกันหมดสวี่รั่วเฉินเป็นคนที่อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ เขาจึงหยิบสวิงออกไปจับปลาจับกุ้ง

            ส่วนสวี่เยว่ที่“อ่อนแอบอบบาง” ก็นอนอยู่บนเตียงจนเกือบสิบโมงเช้ากว่าจะลุกขึ้นมา

            หลังจากหวีผมแต่งตัวเสร็จเธอก็ถือเงินห้าเหมาที่กู่ซิ่วให้ไปกินมื้อเช้าที่ตำบล

            ตอนขากลับเธอเห็นชายหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่งกับหญิงชราที่แต่งตัวดูมีระดับบุคลิกสง่างามกำลังถามทางไปบ้านผู้จัดการโรงงานสวี่

            สวี่เยว่หยุดฝีเท้าโดยไม่รู้ตัวหลบเข้าไปแอบฟังอยู่หลังต้นพุดตานข้างทางที่สูงจนท่วมหัว

            คนแถวนั้นรู้จักสวี่ต้าซานกันหมดเหล่าแม่บ้านจึงรีบบอกทางให้ชายหนุ่มคนนั้น

            แม่บ้านคนหนึ่งถามอย่างอยากรู้อยากเห็น“พวกคุณมาหาผู้จัดการสวี่มีธุระอะไรเหรอ?”

            หญิงชราตอบ“สาวน้อยบ้านสกุลสวี่เคยช่วยชีวิตฉันไว้วันนี้ฉันเลยพาหลานชายมาขอบคุณน่ะ”

            ทุกคนต่างใคร่รู้เด็กสาวบ้านสกุลสวี่ช่วยชีวิตคุณยายได้ยังไง

            หญิงชรายิ้มแล้วตอบ“ฉันพักอยู่ที่ตัวอำเภอ วันหนึ่งฉันไปซื้อกับข้าว จู่ ๆก็เกิดอุบัติเหตุ ก็มีเด็กสาวบ้านสกุลสวี่ที่ช่วยห้ามเลือดให้ฉัน”

            ทุกคนถามต่อว่าเป็นลูกสาวคนไหนของคุณสวี่ที่ช่วยชีวิตเธอไว้

            หญิงชราส่ายหน้า“เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันรู้แค่ว่าเป็นลูกสาวของผู้จัดการโรงงานสวี่ของโรงงานผลิตอาหารตำบลเถาฮวา”

            แม่บ้านคนหนึ่งได้ยินหญิงชราเล่าว่าเธอประสบอุบัติเหตุที่ตัวเมืองจึงคาดเดาว่า “น่าจะเป็นลูกสาวคนเล็กของหัวหน้าสวี่นะเธอเรียนอยู่แถวบ้านคุณยายที่ตัวอำเภอตลอดเลย”

            สวี่เยว่ได้ยินแบบนั้นเธอก็อาศัยต้นไม้ดอกไม้ข้างทางบังเอาไว้แล้วรีบวิ่งกลับบ้าน

            หลังจากเดินวนอยู่ในบ้านรอบหนึ่งสวี่เยว่ก็เข้าไปในห้องสวี่ฮุ่ย

            หยิบหนังสือแพทย์บนโต๊ะเขียนหนังสือของเธอมาที่ห้องนั่งเล่นเปิดประตูบ้านไว้ แล้วแสร้งทำเป็นนั่งอ่านหนังสือแพทย์บนโต๊ะอาหาร

            ยังอ่านไม่ถึงสิบนาทีก็ได้ยินเสียงคนถามมาจากข้างนอกบ้าน “หนูน้อย พวกเราเข้าไปได้ไหม?”

            สวี่เยว่เงยหน้าขึ้นมองเห็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หญิงชรา เขาหล่อเหลามาก หล่อยิ่งกว่าดาราเสียอีกแถมยังตัวสูง กะดูแล้วน่าจะสูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตร

            แต่สวี่เยว่ไม่กล้ามองนานเธอฝืนละสายตากลับมามองที่ใบหน้าของหญิงชรา

            เธอทำหน้าดีใจ“คุณย่า มาได้ยังไงคะ? เชิญค่ะ เชิญค่ะ!คุณย่าหายดีแล้วเหรอคะ?”

            คุณย่าเห็นสวี่เยว่จำเธอได้แถมยังรู้อาการบาดเจ็บของเธอด้วย

            ยิ่งเห็นหนังสือแพทย์เล่มหนาบนโต๊ะอาหารก็ปักใจเชื่อว่าสวี่เยว่เป็นเด็กสาวที่ช่วยชีวิตเธอไว้ทันที

            หญิงชราคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคุณย่าลู่นั่นเอง

            คุณย่าลู่ยิ้มแย้มแจ่มใส“หายดีแล้ว หายดีแล้ว! ถ้าวันนั้นไม่ได้เธอช่วยไว้ยายแก่คนนี้อาจจะไม่อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว!”

            พูดจบเธอก็บอกให้ลู่ฉี่โหย่วหลานชายคนที่สามที่มากับเธอนำของขวัญไปวางบนโต๊ะอาหาร

            สวี่เยว่เห็นของขวัญเยอะมากเธอก็รีบปฏิเสธ ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมรับไว้

            แต่คุณย่าลู่ยืนยันจะให้ถ้าสวี่เยว่ไม่รับ เธอจะโกรธ

            สวี่เยว่ร้อนใจจนเหงื่อแตก“นี่…นี่…นี่…หนูตัดสินใจเองไม่ได้จริง ๆถ้าพ่อแม่รู้ว่าหนูรับของขวัญแพง ๆ จากคุณย่าโดยพลการ ท่านต้องตีขาหนูหักแน่ ๆบ้านหนูเข้มงวดมาก หนู…หนูจะโทรหาแม่ให้แม่กลับมาก่อน”

            คุณย่าลู่โบกมือด้วยรอยยิ้มหยี“งั้นก็รีบไปสิ ไปสิ!”

            เธอยังมีเงินขอบคุณสามพันหยวนที่อยากจะมอบให้พ่อแม่ของสวี่เยว่ด้วย

            สวี่เยว่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายไปที่ทำงานของกู่ซิ่ว

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นนักศึกษาแพทย์ในยุค 80 [จบ] ที่คุณอ่าน