“ไทย!!!” รินรดาะโเรียกชื่อคนตรงหน้าออกไปอีกครั้งดังลั่นโดยไม่คิดสนใจใครทั้งนั้น เธอไม่สนแม้กระทั่งสถานที่ที่กำลังยืนอยู่ด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้ความสนใจทั้งหมดที่เธอมีอยู่ที่ทินภัทรแต่เพียงผู้เดียว
แต่เ้าของชื่อกลับไม่สนใจจะเหลียวหลังกลับมามองกันเลยสักนิด เพราะหูฟังทั้งสองข้างที่ทินภัทรใส่อยู่ทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงความเป็ไปรอบข้าง หรือแม้กระทั่งเสียงของใครบางคนที่กำลังวิ่งมาทางเขาอยู่
“ไทย! อย่าเพิ่งไป รอรินก่อน!” เธอะโเรียกขณะรีบวิ่งฉับ ๆ เข้าไปหาเขา ตอนนี้เธออยากกอดคนตรงหน้าให้แน่น ๆ ต่อให้เป็แค่เพียงความฝันก็จะใช้โอกาสให้คุ้มค่าที่สุด
“ไทย! อย่าเดินเร็วได้ไหม รอรินก่อนสิ!” วิ่งไปรินรดาก็ะโไปตลอดทางจนบรรดานักศึกษาที่อยู่ละแวกนั้นหันมามองเธอเป็แถบ แต่รินรดาก็ไม่สน
“รอด้วย รอริน...โอ๊ย!!” เพราะมัวแต่วิ่งตามโดยไม่ดูทาง ผลสุดท้ายเลยกลายเป็เธอที่เสียหลักสะดุดก้อนหินจนหกล้มลงไปกับพื้น แถมดินและเม็ดกรวดมากมายยังทิ่มแทงเข้ามาในาแบนเข่าของเธออีก แม้จะเป็ความฝันแต่เธอกลับความรู้สึกเจ็บแสบเหมือนชีวิตจริง
“ซี้ดด เจ็บชะมัด” เมื่อตั้งหลักได้ร่างเล็กก็ค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืน เธอใช้ฝ่ามือปัดฝุ่นตามร่างกายตัวเอง ก่อนที่จะเพิ่งสังเกตเห็นว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในชุดเดรสสีอ่อนเหมือนก่อนหน้านี้ แต่กำลังใส่ชุดนักศึกษาเหมือนเมื่อสิบปีที่แล้ว แถมยังผมสั้นประบ่าเหมือนสมัยนั้นด้วย
“รินเป็อะไรมากไหม เจ็บหรือเปล่า”
ยังไม่ทันจะได้คิดทบทวนอะไร เสียงเรียกที่คุ้นเคยจากเพื่อนสนิทสมัยเรียนก็ดังขึ้นเสียก่อน เธอจึงหันไปมองเ้าของเสียงทันที
“ญาดา?”
“อืม ใช่ ฉันเอง” เห็นเพื่อนสาวถลึงตามองเหมือนใญาดาก็รีบพยักหน้าตอบกลับ แม้ว่าเธอจะยังมีความสงสัยถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของรินรดาอยู่ไม่น้อยก็ตาม
“ทะ ทำไมแกถึง...”
“ฉันทำไม”
“เปล่า ๆ” รินรดาคิดว่าการที่เธอฝันถึงเพื่อนสนิทสมัยเรียนก็คงเป็เพราะไม่ได้เจอกันนาน ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่เธอดูรูปถ่ายของเพื่อน ๆ ทำให้นึกถึง่เวลาเก่า ๆ จนเก็บมาฝันก็เป็ได้
“เป็อะไรมากหรือเปล่าริน”
“ไทย!” รินรดาหันไปตามเสียงที่เธอแทบจะลืมไปแล้วก็เห็นทินภัทรอยู่ในระยะประชิด เขามีสีหน้าห่วงใยอย่างชัดเจน
ไม่รอช้าเธอจึงรีบใช้โอกาสนี้ตักตวงความ้าที่ผ่านมาของตัวเองด้วยการโผเข้ากอดร่างสูงแน่น โดยไม่สนด้วยซ้ำว่าคนรอบข้างจะมองเธอด้วยสายตาแบบไหน เพราะตอนนี้การที่ได้กอดทินภัทรอีกครั้งคือความ้าอันสูงสุดของคนที่ทำได้เพียงพูดคุยกับป้ายหลุมศพอย่างเธอแล้ว
“ไทย ไทยจริง ๆ ด้วย” กอดไปรินรดาก็พูดไปด้วยความดีใจจนไม่ทันได้สังเกตว่าร่างกายของทินภัทรอบอุ่นไม่ต่างจากตัวเธอ
“อะแฮ่ม! อะไรจะกอดกันกลมขนาดนั้นจ๊ะ นี่มหาวิทยาลัยนะ” ญาดาผู้ยืนดูเหตุการณ์อยู่อดที่จะแซวไม่ได้
เมื่อได้ยินรินรดาก็รีบผละออกมาทันที เธออ้ำอึ้งเพราะไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี ทินภัทรที่คอยจับจ้องท่าทางของรินรดาจึงไม่ปล่อยให้เธอต้องอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนาน
“รินเขาเจ็บแผล จะยืนไม่ไหวบ้างก็คงไม่แปลกนี่เนอะ”
รินรดาได้แต่มองหน้าเขาอย่างขอบคุณและยิ้มให้บาง ๆ
“อุ๊ย! จริงด้วย เืแกออกเยอะมากเลยริน ฉันว่าแกรีบไปล้างแผลดีกว่านะ เดี๋ยวจะเป็บาดทะยักเอา” ญาดาเองก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าหัวเข่าทั้งสองข้างของเพื่อนยังมีเืไหลออกมาไม่น้อย
“ถ้างั้นฉัน...”
“ให้ไทยพาไปสิ ไทยแข็งแรง ตัวก็โต ประคองแกไปคลินิกของมหาวิทยาลัยได้สบายอยู่แล้ว ใช่ไหมไทย” ไม่ต้องรอให้รินรดาหรือทินภัทรเอ่ยปากอาสา ญาดาก็รีบเสนอความคิดเห็นขึ้นมาทันที เนื่องจากตัวเธอก็พอ ๆ กับรินรดา กว่าจะพาเพื่อนสาวไปทำแผลได้ก็คงทุลักทุเลพอสมควร
“เอ่อ แล้วไทยจะสะดวกเหรอ”
“ได้สิ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” ทินภัทรรับปากอย่างง่ายดาย ก่อนจะขยับตัวเข้าไปประคองเอวเล็กแล้วเอาแขนเธอมาพาดบนบ่าตัวเอง ทำเอาหัวใจดวงน้อย ๆ ที่ไม่ได้ใช้งานหนักมาเป็เวลานานของรินรดาได้กลับมาทำงานอีกครั้ง
“ขอบคุณนะ”
“สำหรับริน เรายินดีอยู่แล้ว” ทินภัทรตอบด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่มักมีให้เธอเสมอ
“ไม่ รินไม่ได้ขอบคุณที่ไทยช่วยริน แต่รินขอบคุณที่...” พอนึกขึ้นได้ว่ากำลังจะหลุดปากบอกว่าขอบคุณที่เขามาเข้าฝันเธอด้วยสภาพปกติ รินรดาก็รีบยั้งตัวเองไว้ได้ทัน
“ที่อะไรเหรอ”
เธอทำได้เพียงมองใบหน้าหล่อเหลาใกล้ ๆ ด้วยความคิดถึง ก่อนจะส่ายหน้าตอบกลับไปช้า ๆ เพราะพูดอะไรไม่ได้
“ว่าแต่เมื่อกี้รินวิ่งมาหาเราเหรอ” ทินภัทรถามขณะค่อย ๆ ประคองเธอเดินไปข้างหน้าช้า ๆ
“ใช่”
“ขอโทษนะที่ไม่ได้หยุด พอดีว่าเราใส่หูฟังน่ะ” ทินภัทรพูดพร้อมกับชูหูฟังในกระเป๋ากางเกงให้ดู
“อื้ม ไม่เป็ไร”
ทินภัทรพารินรดาไปทำแผลที่คลินิกของมหาวิทยาลัยจนแล้วเสร็จ และอาสาประคองเธอไปเข้าห้องเรียนคาบบ่ายอีกด้วย ซึ่งนั่นทำให้รินรดาไม่มีสมาธิเรียนหนังสือเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้สายตาของเธอพุ่งตรงไปยังทินภัทรแค่คนเดียว
“นี่ริน แกมองไทยจนแทบจะกลืนกินเขาอยู่แล้วนะ ชอบขนาดนั้นเลยหรือไงยะ”
“ฉันดูออกขนาดนั้นเลยเหรอ” รินรดาหน้าเหวอ ไม่คิดว่าจะโดนถามจี้ใจดำขนาดนี้
“ใช่ แกดูคลั่งไทยมากเลยนะ ปกติแกไม่เป็ขนาดนี้นี่ ตกลงเข่าหรือหัวกระแทกพื้นกันแน่ถึงได้เปลี่ยนไปแบบนี้”
“เพราะฉันไม่อยากเสียใจทีหลังไง” รินรดาตอบกลับด้วยรอยยิ้มกว้าง เธอไม่ได้ยิ้มแบบนี้มานานแล้ว นับั้แ่วันที่พบศพของทินภัทร หลังจากนั้นก็เธอต้องเข้าพบจิตแพทย์เพื่อรักษาโรคแพนิกนานถึงห้าปี แม้จะไม่ต้องกินยาแล้วแต่สภาพจิตใจของเธอก็ไม่สามารถกลับไปเป็ปกติแบบเดิมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ดี
เมื่อได้ยินคำตอบของเพื่อนญาดาก็ยิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่ เธอจึงเลิกให้ความสนใจกับเพื่อนสาวคลั่งรักแล้วหันกลับมาสนใจเนื้อหาที่อาจารย์กำลังสอนแทน ในขณะที่รินรดาก็ยังเอาแต่นั่งเท้าคางทอดสายตาหวานเชื่อมมองทินภัทรอย่างไม่ลดละ
“ไทย”
“ฮะ?” เขาหันไปมองเสียงเรียกจากข้างหลัง
ม้วบ!
รินรดาส่งจูบผ่านอากาศไปให้ทินภัทรฟอดใหญ่
“นักศึกษา เธอทำอะไรของเธอ นี่มันเวลาเรียนนะ!” อาจารย์ที่เห็นการแสดงออกถึงความรักอันประเจิดประเจ้อจึงส่งเสียงแหลมดุขึ้นมาทันที ทำเอาทุกสายตาในห้องหันไปจับจ้องที่รินรดากันเป็ตาเดียว ไม่เว้นแม้แต่ญาดาที่นั่งกุมขมับอยู่ข้าง ๆ
“ขอโทษค่ะอาจารย์” รินรดาพูดเสียงอ่อย อาจารย์สาวจึงหันหลังกลับไปสอนต่อ
“อาการคลั่งรักกำเริบหนักแล้วนะแกอะ”
“ช่วยไม่ได้ ก็ฉันอยากทำมาตั้งนานแล้วนี่” รินรดาตอบอย่างไม่คิดอะไรพร้อมกับไหวไหล่ ก่อนจะกลับมานั่งเท้าคางมองทินภัทรเหมือนเดิม ราวกับกลัวว่าถ้าเธอกะพริบตาสักครั้งแล้วเขาจะหายไป
“ริน”
“หืม?” เธอสะดุ้งนิด ๆ ที่ทินภัทรเรียกชื่อ ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตารอฟัง
ทินภัทรย้ายไปนั่งโต๊ะอีกข้างของเธอที่ยังว่าง เขามองสบตาเธอด้วยความสงสัยกับท่าทีผิดปกติ ก่อนจะขมวดคิ้วพลางคิดว่าผู้หญิงคนนี้ใช่รินรดาตัวจริงหรือไม่
รินรดายื่นหน้าเข้าไปมองเขาใกล้ ๆ เพื่อจดจำรายละเอียด ั้แ่คิ้วเข้มได้รูป ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ฉายแววเศร้าในบางครั้ง จนมาถึงริมฝีปากหนาสีชมพูราวผู้หญิง เธอพยายามจดจำแม้กระทั่งขี้แมลงวันทุกจุดบนดวงหน้าของเขา
แต่แล้วใบหน้าที่แสนคุ้นตาก็ค่อย ๆ พร่าเบลอขึ้นทีละนิดจนท้ายที่สุดก็มืดสนิท การมองเห็นของรินรดากลายเป็สีดำทึบ พร้อมกับสติสัมปชัญญะที่วูบหายไป
หญิงสาวได้สติลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในโลกของความเป็จริง โลกที่เธอเป็รินรดาในวัยยี่สิบเก้าปี โลกที่เธอไม่ได้มีทินภัทรให้กอดและบอกรักอีกต่อไป
เธอลุกขึ้นมานั่งชันเข่าอยู่บนเตียงแล้วอมยิ้มกับตัวเองน้อย ๆ กับความฝันเมื่อสักครู่ ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็ไปสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม นั่นก็คือแผลเป็จาง ๆ ที่หัวเข่าทั้งสองข้าง
“เราไม่เคยมีแผลเป็ตรงนี้นี่” รินรดาเพ่งสายตาไปพิจารณาใกล้ ๆ อีกครั้ง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วลูบััให้แน่ใจว่าเธอมีแผลเป็ที่ตรงนั้นจริง ๆ และแล้วความคิดบางอย่างก็ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงราวกับจะะเิออกมา
รินรดาใช้เวลาทบทวนกับความคิดตัวเองอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะตัดสินใจต่อสายไปหาญาดา เพื่อนสาวสมัยมหาวิทยาลัยทันที ซึ่งใช้เวลาไม่นานปลายสายก็กดรับ
(ว่าไงริน)
“ญา แกจำวันที่ฉันล้มที่หน้าตึกคณะได้ไหม” เธอยิงคำถามออกไปทันที ทำเอาคนฟังที่อยู่ปลายสายอดที่จะขมวดคิ้วด้วยความสงสัยไม่ได้
(จำได้สิ ก็วันนั้นแกทำตัวเพี้ยนจะตาย จู่ ๆ ก็ผีเข้าจนไปส่งจูบให้ไทยกลางห้องเรียน ฉันล่ะอายแทนจริง ๆ แต่พอผ่านไปสักพักแกก็เหมือนผีออก กลับมาทำตัวเป็ปกติเหมือนเดิม)
ทันทีที่ญาดาเล่าจบภาพทรงจำภายในหัวสมองของเธอก็เริ่มแปรเปลี่ยนและมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย ราวกับสมองของเธอสร้างความทรงจำใหม่ขึ้นมา
(ว่าแต่แกถามทำไมอะ มีอะไรเหรอ)
“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก ขอบใจแกมากนะญา”
หลังจากวางสายรินรดาก็รีบเดินกลับไปยังโต๊ะที่เธอเคยนั่งดูรูปทันที เธอหยิบมาดูทีละรูป ก่อนจะเลือกรูปภาพถ่ายในวันที่ 19 ธันวาคมขึ้นมา