คลื่นของพลังในร่างของเทียนฟาง ปะทุไปตามเส้นลมปราณ ความบ้าคลั่งของพลังนั้นประหนึ่งพยัคฆ์ร้ายที่กระโจนไปยังที่ต่างๆ ในร่างกายของเทียนฟางด้วยความเกรี้ยวกราด เทียนฟางรีบสงบลมหายใจ ก่อนจะค่อยๆ ชี้นำพลังจากเม็ดยาให้ไหลไปตามเส้นทางลมปราณ จนมาบรรจบที่จุดตันเถียนและกระจายมายังเส้นลมปราณอีกครั้ง เทียนฟางโคจรพลังวนอยู่เช่นนั้นไปเรื่อยๆ เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าของเขา ร่างกายนั้นชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
สายลมพัดแผ่วๆ นำพาความหนาวเย็นมาปกคลุมทั่วบริเวณ หยาดน้ำค้างยังคงเกาะอยู่ตามใบไม้และยอดหญ้าสะท้อนแสงจันทร์ไม่ต่างจากอัญมณีตามธรรมชาติ หากแต่อีกมุมหนึ่งในซอกเขา มีร่างของเด็กคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ รอบกายปลดปล่อยกลิ่นอายโลหิตออกมาอยู่เลือนราง ผิวกายนั้นถูกเคลือบไว้ด้วยเมือกสีดำสนิทที่ส่งกลิ่นเหม็นอย่างที่สุด แต่คล้ายเจ้าตัวไม่ได้สนใจไยดีมันนัก สองตายังคงพริ้มหลับเช่นนั้น
แต่ทันใดนั้นเองกลิ่นอายโลหิตคล้ายกับถูกดูดเข้าไปในหลุมดำมันแทรกซึมเข้าไปในร่างของเทียนฟังอย่างรวดเร็วก่อนจะระเบิดสะท้อนออกมา
ปัง!!!
เสียงสายลมถูกอัดกระแทกออกมา พัดพาเศษหินและใบไม้บริเวณนั้นจนกระจัดกระจาย เทียนฟางพลันลืมตาขึ้น
'ไม่ใช่ขั้นที่สอง ความรู้สึกนี้ พลังที่เปี่ยมล้นนี้ มันเป็นลมปราณก่อกายาขั้นที่สาม! '
เทียนฟางตกตะลึงเป็นอย่างมากไม่เพียงเขาจะสามารถเลื่อนระดับได้เท่านั้น เขากลับเลื่อนระดับพลังถึงสองระดับตอนนี้เขามีพลังเทียบเท่ากับจ้าวหนิงหวังแล้ว จากนี้เขาไม่ต้องกลัวว่าจะถูกข่มเหงอีก เพราะถ้าหากนับรวมเคล็ดวิชาโลหิตสังหารและกระบวนท่ากระบี่แล้ว เขามั่นใจว่าเจ้าหนิงหวังไม่มีทางสู้เขาได้
เทียนฟางลุกขึ้นก่อนที่จะสังเกตได้ว่าเนื้อตัวของเขานั้นเต็มไปด้วยเมือกสีดำที่ส่งกลิ่นเหม็นออกมาแม้แต่ตัวเขาเองก็แทบจะทนไม่ไหวจนเกือบจะอาเจียนออกมา เทียนฟางตัดสินใจที่จะออกไปหาแหล่งน้ำชำระร่างกายเขาจำได้ว่ามีทะเลสาบขนาดไม่ใหญ่นักอยู่ระหว่างทางที่เขาหลบหนีมา เทียนฟางจึงมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบดังกล่าว
หากเป็นก่อนหน้านี้เที่ยงฟางคงไม่กล้าที่จะเดินทางในตอนกลางคืนกลางป่าอสูรทมิฬเป็นแน่ แต่ตอนนี้เขาอยู่ในระดับก่อกายาขั้นที่ 3 แล้วอีกทั้งอสูรทมิฬในเขตนี้ยังเป็นเพียงป่าอสูรทมิฬในระดับที่ 1 สัตว์อสูรโดยทั่วไปอยู่ในขั้นที่หนึ่งเท่านั้นสำหรับเทียนฟางที่อยู่ในระดับเกาะกายาขั้นที่ 3 ไม่นับว่าเป็นปัญหามากนัก
ในคืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ในป่าจึงค่อนข้างสว่างพอให้เห็นเส้นทางอยู่บ้างไม่ได้ถึงกับมืดมิด ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง เทียนฟางเดินทางมาถึงทะเลสาบในที่สุด เขากระโดดลงไปในน้ำทั้งตัว เพราะเสื้อผ้าของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยคราบสกปรกก่อนที่เขาจะค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นและซักมัน เทียนฟางใช้เวลาค่อนข้างนานเพราะไม่บ่อยนักที่เขาจะมีโอกาสได้อาบน้ำอย่างสบายใจเช่นนี้ เทียนฟางขึ้นมาจากน้ำ เขาสวมเพียงกางเกงก่อนจะก่อไฟขึ้นมากองหนึ่ง เสื้อที่เปียกน้ำถูกตากเอาไว้ใกล้ ๆ กับกองไฟนั้น
เทียนฟางใช้เวลาที่เหลือในการศึกษาตำราการบ่มเพาะ ไม่ง่ายเลยที่จะบรรลุเคล็ดวิชาการบ่มเพาะนี้ได้ แต่ตัวเทียนฟางเองก็ไม่เคยละทิ้งความพยายาม
เทียนฟางนั่งสมาธิก่อนจะโคจรพลังปราณและค่อยๆ ปลดปล่อยมันออกมารอบรอบกาย หมอกสีแดงจางๆ ค่อยๆ ลอยออกมาจากร่างกายของเทียนฟังก่อนจะกระจายไปรอบๆ ตอนนี้มันขยายวงกว้างรอบตัวของเทียนฟางเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น เทียนฟางค่อยๆ รีดเค้นพลังลมปราณที่มี ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอายโลหิตมันค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็ขยายไปจนถึงระยะหนึ่งเมตรรอบตัวเทียนฟาง
ฉับพลันคล้ายกับเวลาหยุดนิ่ง เหล่าแมลงพากันหยุดส่งเสียง รอบบริเวณที่เทียนฟางอยู่กลายเป็นเงียบสนิทไร้ซึ่งเสียงใดๆ
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
สามลมหายใจ...เจ็ดลมหายใจ...สิบลมหายใจ!
"ข้าคงสภาพมันไว้ได้เพียงสิบลมหายใจ...ในที่สุด ในที่สุดข้าก็บรรลุขั้นที่หนึ่งของเคล็ดวิชาโลหิต 'ลมปราณโลหิตสังหาร' ถึงแม้จะแค่สิบลมหายใจก็เถอะ " เทียนฟางถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เขาในตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไป
ในขณะที่เทียนฟางกำลังหอบหายใจอยู่นั้น เสียงตะโกนเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นไม่ไกลจากที่เขาอยู่มากนัก
"มันอยู่ตรงนั้น!! เจอตัวแล้ว!! " เสียงเจ้าโจรคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง ช่างเป็นเสียงที่คุ้นหูเทียนฟางนัก
"ตามมาได้ทั้งวี่ทั้งวันไม่คิดจะพักบ้างหรือไง เลิกตามข้าสักที!" เทียนฟางตอบกลับ และรีบฉวยเสื้อที่ตากเอาไว้ ก่อนจะออกวิ่งหายไปในความมืดมิด
"ตามมันไป! ตามมันไปเร็วเข้า!!! "
โจรกลุ่มนั้นพากันวิ่งไล่เทียนฟางเข้าไปในความมืดท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องปรากฏเพียงรอยยิ้มของเด็กเหลือขอคนหนึ่ง