บทที่ 15
สร้างสัตว์อสูรตนที่ 3
หลังจากที่ลู่เฟิ่งสามารถทะลวงขึ้นมาอยู่ในระดับขอบเขตรวมพลังเรียบร้อยแล้ว เขาเองก็ฝึกฝนตนอยู่ภายในหุบเขาอสูรสายหมอกแห่งนี้เป็เวลาผ่านมา 15 วัน
การพัฒนาของเขาสามารถพัฒนาได้รวดเร็วกว่าที่คิด ใน่เวลา 15 วันที่ผ่านมาการพยายามอย่างหนักมันไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว
ระดับพลังของเขาเพิ่มขึ้นเป็อย่างมากใน่ที่ผ่านมา ลู่เฟิ่งในตอนนี้อยู่ในระดับขอบเขตรวมพลังขั้นที่ 7 เลยทีเดียว
ทว่า…ขอบเขตรวมพลังขั้นที่ 7 ลู่เฟิ่งจะยึดถือกับพวกขอบเขตพลังพวกนี้ไม่ได้ สำหรับผู้ฝึกฝนคนอื่นๆพวกเขาอาจจะยึดถือสิ่งนี้เป็ความแข็งแกร่ง
แต่ว่าสำหรับตัวของลู่เฟิ่งมันแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง ลู่เฟิ่งรู้ดีสำหรับขอบเขตพลังของตนเองได้มาแล้วเดี๋ยวมันเองก็ต้องหายไป
ลู่เฟิ่งในตอนนี้เร่งพัฒนาระดับฝีมือของตนเอง เพื่อที่ว่าตนจะได้สามารถสร้างสัตว์อสูรตนที่ 3 ออกมาได้
ในตอนนี้เ้าหมาป่าทมิฬระดับของมันก็พัฒนาขึ้น หมาป่าทมิฬในตอนนี้สามารถพัฒนาขึ้นไปอยู่ในขอบเขตขุนพลระดับ 6 ดาวได้เรียบร้อยแล้ว
หนอนเยือกแข็งได้รับคุณสมบัติภายในหุบเขาอสูรที่เต็มไปด้วยพลังิญญา ทำให้การบ่มเพาะนั้นสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ระดับของหนอนเยือกแข็งในตอนนี้อยู่ในระดับขุนพล3 ดาว การที่มันแข็งแกร่งขึ้นเช่นนี้ย่อมทำให้มันนั้นสามารถสร้างพิษที่รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมมาได้
ลู่เฟิ่งขึ้นมาสู่ขอบเขตรวมพลังขั้นที่ 7 ลู่เฟิ่งคิดว่านี่เองก็น่าจะเพียงพอกับการสร้างสรรค์อสูรตัวใหม่ขึ้นมาลู่เฟิ่งลู่เฟิ่ง
“ การสร้างสัตว์อสูรตนที่ 3 ข้าคิดว่าจะใช้พลังของตนเองั้แ่ขอบเขตรวมพลังขั้นที่ 7 ให้ลดลงมาเหลือขอบเขตรวมพลังขั้นที่ 1 ” ลู่เฟิ่งตั้งใจจะใช้ขอบเขตรวมพลังถึง 6 ขั้นในการหลอมสัตว์อสูรขึ้นมา
การหลอมสัตว์อสูรในครั้งนี้มันน่าจะสามารถได้ผลลัพธ์ที่มากกว่าเดิม เพราะว่าขั้นหลอมรวมพลังขั้น 7 มั่นถือว่าเป็ขั้นที่ทรงพลังเป็อย่างมาก
การหลอมมันขึ้นไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับการใช้พลังขอบเขตที่อยู่ในระดับก่อตัวในการหลอมรวม
เพราะแบบนั้นลู่เฟิ่งเลยคาดหวังไม่น้อยว่าในครั้งนี้สัตว์อสูรที่หลอมรวมออกมาได้จะเป็สัตว์อสูรที่มีประโยชน์
ในยามราตรีที่ท้องนภานั้นมืดม ลู่เฟิ่งหลบอยู่ภายใต้ถ้ำเล็กๆที่ตั้งอยู่ริมน้ำตก แสงไฟจากกองเพลิงสลัวสลัวด้านหน้า
ลู่เฟิ่งกำลังนั่งอยู่แต่ท่านั่งสมาธิ พลังภายในร่างกายกำลังขับเคลื่อนออกมาหลอมรวมอยู่ที่บริเวณกลางฝ่ามือทั้งสอง
ลู่เฟิ่งกำลังหลอมรวมสัตว์อสูรโดยใช้ขอบเขตพลังของตนเอง ในตอนนี้เขานั่งเช่นนี้มาประมาณ 2 ชั่วยามเต็มๆแล้ว
‘ การหลอมรวมสัตว์อสูรขึ้นมายิ่งใช้ขอบเขตที่มากขึ้น มันก็จะยิ่งทำให้ระดับพลังนั้นจำเป็จะต้องใช้มากขึ้นด้วย ’
‘ เมื่อใช้ระดับพลังมากขึ้นสิ่งที่ตามมาก็คือระยะเวลา การหลอมรวมจำเป็จะต้องใช้ระยะเวลาที่เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว ไม่เพียงเท่านั้นยังจำเป็เราต้องใช้สมาธิมากขึ้นอีกด้วย ’
ลู่เฟิ่งกำลังควบคุมร่างกายของตนเองในตอนนี้ ััได้ถึงขอบเขตพลังของตนเองที่ไหลเวียนออกมาจากเส้นิญญา
ภายในร่างกายของลู่เฟิ่งรู้สึกร้อนเย็นไม่คงที่ สูญเสียขอบเขตพลังของตนเองจะรู้สึกเช่นนี้ก็ไม่ ลู่เฟิ่งััได้ถึงไอพลังิญญาที่เหมือนกับจะะเิออกมาจากด้านใน
สิ่งที่คนที่รับในสภาพนี้จำเป็จะต้องทำก็คือควบคุมสติของตนเอง ลู่เฟิ่งกำลังทำเช่นนั้นอยู่ถ้าเกิดไม่สามารถควบคุมสมาธิได้กระแสิญญาที่ไหลเวียนอยู่ก็จะแตกสลาย
การหลอมรวมสัตว์อสูรขึ้นมามันเองก็จะพลาด ลู่เฟิ่งใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อหลังจากที่ผ่านมา 2 ชั่วยามเต็ม
ในตอนนี้การหลอมรวมสัตว์อสูรมันก็เข้าสู่ใน่ที่เรียกว่าใกล้จะถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ลู่เฟิ่งผนวกพลังภายในร่างกายบีบอัดเข้าไป
“ อีกนิดเดียว… ”
“ อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น.. ” ลู่เฟิ่งพึมพำออกมาพลังภายในร่างกายก็ไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง
เปลือกตาที่เคยสงบนิ่งยามนี้มันขยับไปมาบ่งบอกถึงความหนักหน่วง ลู่เฟิ่งสภาพจิตใจในตอนนี้การจะแบกรับความรู้สึกเช่นนี้ในร่างกายที่อ่อนแอถือว่าเป็เื่ยาก
ลู่เฟิ่งก่อนที่จะย้อนกลับมาเขามีร่างกายที่บ่มเพาะมาเป็อย่างดี เคยอดทนต่อความเ็ปเช่นนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
ลู่เฟิ่งเลยไม่ได้รับผลกระทบจากการสร้างสรรค์อสูรระดับต่ำ เขาถึงขนาดที่สร้างสรรค์อสูรที่อยู่ในระดับไร้เทียมทานได้
แต่ในตอนนี้ร่างกายนี้มันอ่อนแอเกินไป ทำให้ภาระร่างกายที่ได้รับเมื่อร่างกายไม่สามารถรรับหมดมันก็ส่งตรงมาถึงจิติญญา
ทำให้สภาพจิตใจจำเป็จะต้องแบกรับภาระที่ส่งตรงมาจากร่างกาย ลู่เฟิ่งเลยอยู่ในสภาพเช่นนี้
แต่ว่าอีกเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นทุกอย่างมันเองก็จะสามารถสำเร็จ ลู่เฟิ่งควบคุมลมปราณภายในร่างกายของตนเองอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปสักพักนึงสิ่งที่มันควบแน่นเริ่มแปรเปลี่ยนกลายเป็ ก้อนพลังิญญาที่รวมอยู่บริเวณฝ่ามือค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น
ลู่เฟิ่งถือโอกาสนี้ในการะเิมัน่สุดท้ายปล่อยพลังขอบเขตของตนเองผลัดดันออกไปจากร่างกาย “ ย๊าก!!! ”
ก้อนแสงที่เกิดจากการหลอมรวมของเขตพลัง มันถูกผลักดังออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
มันถูกผลักดันออกไปบริเวณด้านหน้าลู่เฟิ่งหลุดออกมาจากเครื่องสมาธิ ลมหายใจกำลังหายใจถี่ระรัวยังไม่เป็จังหวะ
ลู่เฟิ่งแสดงท่าทางเหนื่อยหอบบนใบหน้าเต็มไปด้วยความซีดเซียว “ สำเร็จ ”
ลู่เฟิ่งมองตรงไปด้านหน้า ก้อนแสงสว่างเริ่มค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็รูปร่าง สิ่งที่มันปรากฏออกมาจากภายในก้อนแสงสว่างนั้นมันกลายเป็สิ่งมีชีวิต
สิ่งมีชีวิตที่ปรากฏออกมาเป็สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดความยาวเทียบเท่ากับร่างกายมนุษย์ มันมีขาจำนวนมากและก็มีเปลือกแข็งของมันเป็สีดำทอง
ลู่เฟิ่งจ้องมองสิ่งมีชีวิตที่อยู่บริเวณด้านหน้าของตน “ เ้านี้มัน ตะขาบ ”
ใช่แล้วสิ่งที่ปรากฏกายออกมาด้านหน้าจากการหลอมรวมของพลังในครั้งนี้ มันคือตะขาบตัวนึงแต่ว่ามันเป็ตะขาบั์ที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับมนุษย์เพศชาย
ไม่เพียงเท่านั้นเปลือกของมันยังมีสีดำทองที่เป็เอกลักษณ์ เพียงแค่มองเห็นร่างของเ้าสัตว์อสูรตัวนี้ลู่เฟิ่งก็รู้ได้ในทันที “ ตะขาบอัสนี ”
เ้านี่มันคือตะขาบอัสนีอสูรที่อยู่ในระดับหายาก “ ตะขาบอัสนียังโตไม่เต็มวัย”
“ เ้านี่มันน่าจะอยู่ในระดับขุนพลขั้นที่ 8 ”
ลู่เฟิ่งเพียงแค่มองครั้งเดียวก็สามารถประเมินพลังของเ้าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ด้านหน้าได้ทันที มันคือตะขาบอัสนี
“ สัตว์อสูรอย่างตะขาบอัสนีตอนนี้มันยังโตไม่เต็มวัย ”
“ โดยตะขาบอัสนีมันเป็สัตว์อสูรที่ถ้ามันโตเต็มวัยแล้วขนาดของมันจะใหญ่เทียบเท่ากับต้นไม้ใหญ่หลายต้นเมื่อเรียงต่อกัน ”
“ มันเป็สิ่งมีชีวิตที่สามารถเคลื่อนไหวได้โดยข้ามลำธารขนาดใหญ่ได้อย่างสบายๆ ง่ายๆก็คือผู้คนบอกว่าถ้ามันโตเต็มวัยมันจะมีขนาดความยาวประมาณ 3 ต้นไม้ใหญ่เรียงต่อ ”
“ แต่เ้านี้มันยังมีขนาดเพียงแค่เทียบเท่ากับมนุษย์แสดงว่ามันน่าจะอยู่ในระดับที่ยังไม่โตเต็มวัย ”
“ ตะขาบอัสนีตอนนี้น่าจะอยู่ในระดับขุนพลขั้น 8 และอีกทั้งถ้าเกิดว่าบ่มเพาะมันดีๆแล้วมันสามารถไปถึงระดับอสูรระดับราชันย์ได้ ”
ลู่เฟิ่งยกทีมขึ้นที่มุมปากดูเหมือนว่าการอดทนของเขาจะไม่ได้สูญเปล่าเสียที ในที่สุดก็สามารถสร้างสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าหมาป่าทมิฬออกมาได้แล้ว
“ ไม่เสียแรงไม่เสียแรง ”
“ ดูเหมือนว่าการสร้างสัตว์อสูรในครั้งนี้จะไม่เสียแรงแล้ว ”
“ ตะขาบอัสนีตัวของข้าในชีวิตก่อนก็ไม่เคยได้มันดูเหมือนว่าในชีวิตนี้จำเป็จะต้องบ่มเพาะมันให้ดี ”
จบบท