ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 159 กองกำลังที่น่าหวั่นเกรง

            เรือเสวียนอู่มีขนาดใหญ่มากใหญ่จนคนบนเรือเหมือนกับมดฝูงหนึ่ง

            อยู่บนเรือไม่ขาดแคลนเรื่องอาหารการกินอาหารบนเรือเพียงพอที่จะกินได้เป็นปีๆ

            เรือเสวียนอู่หรูหราเป็นอย่างมากคนที่สามารถโดยสารเรือลำนี้ได้ใครบ้างที่ไม่มีเงินหลายล้านเหรียญทอง

            ส่วนโจรสลัดอากาศนี้เป็นอาชีพหนึ่งซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันขึ้นมา

            พวกเขาจะปล้นเฉพาะเรือเสวียนอู่เท่านั้นหากว่าโชคดีอาจมีกินมีใช้ไปอีกนาน

            พวกเสิ่นเสวียนเดินตามเริ่นเสี้ยวเทียนขึ้นไปด้านบนของเรือเสวียนอู่พวกเขาเดินขึ้นบันไดไป เสียงฝีเท้าดังตึกๆ ส่วนคนอื่นๆในเรือเสวียนอู่ตอนนี้กำลังวิ่งไป กลัวว่าหากไปช้าอาจกลายเป็นคนสุดท้ายได้

            โจรสลัดอากาศมิอาจล้อเล่นด้วยได้หากไม่ทำตามคำสั่งอาจถึงตาย

            เพียงไม่นานพวกเสิ่นเสวียนก็กลายเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เดินไปถึง

            “ยังมีคนอื่นอีกไหมหากพวกข้าจับตัวได้จะไม่แค่ตายเท่านั้น”

            หลังจากที่เดินใกล้เข้าไปเรื่อยๆเสียงนั้นยิ่งชัดเจนมากขึ้น

            ด้านบนสุดของเรือเสวียนอู่เป็นลานกว้างว่างเปล่าปกติแล้วไม่ค่อยมีใครขึ้นมาที่นี่ แม้ด้านบนจะมีม่านพลังป้องกันอยู่รอบด้านแต่เนื่องจากอยู่สูงจากพื้นโลกมากกว่าสามพันจั้งทะเลเมฆหมอกกว้างใหญ่ไพศาลที่รายล้อมทำให้รู้สึกหวาดกลัวอยู่เหมือนกัน

            ทว่าตอนนี้กลับมีคนยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือเต็มไปหมด

            บนเรือเสวียนอู่มีห้องทั้งหมดหกร้อยหกสิบหกห้องการเดินทางครั้งนี้ขายตั๋วได้สามร้อยเจ็ดสิบสองห้อง มีผู้โดยสารสี่ร้อยเจ็ดสิบหกคนหากรวมลูกเรือเข้าไปด้วยจะมีคนทั้งหมดห้าร้อยสี่สิบคนตอนนี้ในที่นี้มีคนอยู่ทั้งหมดห้าร้อยสามสิบห้าคนที่ขาดไปก็คือพวกเสิ่นเสวียนอีกห้าคนที่ยังเดินมาไม่ถึง ส่วนผู้คุ้มกันที่เฝิงเป่าเป่าจ้างมาก่อนหน้านี้มารวมตัวอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว

            และตรงหน้าคนเหล่านี้มีบางอย่างขนาดใหญ่ยืนอยู่หลายตัว

            มันมีหัวเป็นอินทรีมีร่างเป็นสิงโต ปีกสีดำขนาดใหญ่ มันยืนอยู่ตรงนั้นสูงมากกว่าเก้าฉื่อสี่ขาของมันมีกรงเล็บยาวแหลมคม

            มันคือสัตว์วิเศษขั้นหก‘ซือจิ้ว[1]’

            ซือจิ้วตัวนี้เป็นสัตว์วิเศษประเภทบินขั้นหกเมื่อโตเต็มวัยจะสามารถต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิได้

            และตอนนี้มีซือจิ้วอยู่ทั้งหมดสิบสามตัวพลังของพวกมันอยู่ในขั้นหกระดับต้น

            บนซือจิ้วสิบสามตัวมีคนนั่งอยู่สิบสามคน

            คนที่นั่งอยู่บนหลังซือจิ้วสิบสามคนนี้มีไอพลังน่ากลัวแผ่ซ่านออกมาจากร่างกระตุ้นทุกคนในที่นี้อยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นถึงพลังที่แข็งแกร่งของพวกเขา

            ไอพลังเหล่านั้นทำให้ทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะกล่าวสิ่งใดออกมา

            ทว่าคนเหล่านี้มีพลังยุทธ์เฉลี่ยอยู่ในขั้นบรรพบุรุษโดยเฉพาะผู้คุมเรือสามคนที่อยู่ด้านหน้าสุดเป็นจอมยุทธ์ขั้นราชันระดับกลางกันแล้วอย่าเห็นว่าพวกเขาขึ้นบินจากเมืองเสียเยว่ความจริงแล้วผู้คุมเรือทั้งสามคนรวมไปถึงเรือเสวียนอู่ลำนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของเมืองเสียเยว่แต่พวกเขาอยู่ใต้อำนาจของเมืองหลวง ซึ่งคนเหล่านี้ขึ้นกับเมืองหลวงโดยตรงหากอยู่ในเมืองเสียเยว่ตามปกติพวกเขาคนใดคนหนึ่งเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือแต่ตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับอันตราย ทำให้สถานการณ์ต่างออกไป

            ขั้นบรรพบุรุษในเมืองอวี่ฮว่าก็เรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือเช่นกันแต่อยู่ที่นี่กลับกลายเป็นคนธรรมดา เสิ่นล่างมีพลังยุทธ์ขั้นบรรพบุรุษระดับสูงสุดแต่ความรอบรู้ของเขาจำกัดอยู่ภายในแคว้นเท่านั้น

            คนที่ยืนอยู่ตรงกลางในสิบสามคนนั้นก็คือผู้นำซือจิ้วที่ขี่อยู่ก็เป็นตัวที่ใหญ่ที่สุด มีสีขาวดำปะปนกันไปดูน่าเกรงขามยิ่งนักเพียงแค่พลังของซือจิ้วก็น่าจะเกือบถึงขั้นหกระดับสูงสุดแล้ว

            เขาแต่งกายดูค่อนข้างดุดันพาดผ้าสีน้ำตาลเอาไว้บนร่างกึ่งเปิดกึ่งปิด เขามีผิวคล้ำบนหัวมีขนนกเส้นหนึ่งปักอยู่ ดูจากสีของขนนกเส้นนั้นแล้วมันคือขนของซือจิ้วตัวที่เขาขี่อยู่นั่นเอง

            เขานั่งอยู่ตรงนั้นไม่กล่าวอะไรพลางมองทุกคนด้วยแววตาน่าเกรงขาม ราวกับว่าเขาคือราชาของที่นี่

            “เจ้าออกมานี่นับจำนวนให้ข้า หากนับผิดไปแม้แต่คนเดียวข้าจะฆ่าเจ้า”

            บุรุษร่างกำยำคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆผู้นำคนนั้นตะโกนใส่ทุกคนด้วยเสียงดังก้อง ซึ่งเป็นเสียงเดียวกับก่อนหน้านี้

            “ขอรับๆโปรดรอสักครู่”

            ผู้คุมเรือตกใจจนหน้าถอดสีแม้เขาจะมีพลังยุทธ์ขั้นราชันระดับกลางแล้ว แต่เมื่อเทียบกับพวกเขาพลังยังคงต่างกันมากอยู่ดี

            เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเรือเสวียนอู่การไม่เจอโจรสลัดอากาศนับเป็นเรื่องดีหากเจอแล้วการเชื่อฟังคือทางรอดเพียงหนึ่งเดียว ส่วนความเสียหายที่เกิดกับเรือเสวียนอู่นั้นเรียกได้ว่าน้อยมากเลยทีเดียวแม้เงินจะโดนปล้นไปแต่ก็เป็นเงินของผู้โดยสารเหล่านี้ทั้งนั้น

            ผู้คุมเรือค่อนข้างเชื่อฟังเขายืนนับทุกคนไปเรื่อยๆ เขารู้ว่าในเรือนี้มีคนอยู่เท่าไรแต่หลังจากนับจบแล้วหนึ่งรอบกลับต้องรีบนับใหม่อีกรอบแม้จะนับไปแล้วสองรอบจำนวนคนก็ยังไม่ครบอยู่ดี ทำให้เขาเริ่มมีเหงื่อไหลออกมา

            ความจริงแล้วโจรสลัดอากาศเหล่านี้รับมือได้ง่ายมากขอเพียงเอาเงินออกมาให้ แสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นก็เพียงพอแล้ว

            แต่ถ้าหากมีคนตั้งใจไม่มาที่นี่แสดงว่าไม่เคารพคนเหล่านี้จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ต่างออกไป

            “เจ้าตัวน้อยของข้าหายไปไหน”

            ผู้คุมเรือนับจำนวนคนไปแล้วสามรอบแต่ขาดไปห้าคน

            “ชักช้ารีรออะไรอยู่แค่ให้นับจำนวนยังวุ่นวายขนาดนี้ อยากตายหรือไร”

            บุรุษร่างกำยำผู้นั้นมองผู้คุมเรือนับวนไปแล้วหลายรอบราวกับกำลังยื้อเวลาทำให้เขาอารมณ์เสียเป็นอย่างมาก จึงตะโกนออกไป

            “ท่าน...ท่าน... คือ... คือว่า...”

            “คือว่าบ้าบออะไรว่ามา”

            “หาย...หายไปห้าคน”

            ตอนที่ผู้คุมเรือกล่าวออกไปบนใบหน้าของเขาเหงื่อไหลย้อยออกมาไม่หยุดเป็นไปได้ว่าห้าคนนี้อาจทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วย

            ความจริงแล้วหากคนเหล่านี้รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันพลังของพวกเขามิอาจดูถูกได้เลย แม้อีกฝ่ายจะมีพลังยุทธ์ขั้นราชันกันแล้วแต่คนเหล่านี้ก็มีพลังยุทธ์ขั้นบรรพบุรุษและยังมีมากถึงหลายร้อยคนจำนวนมากมายเช่นนี้หากต้องสู้อย่างถึงที่สุดจริงๆ ใครจะแพ้หรือชนะก็ยังมิอาจบอกได้

            แต่ไม่มีใครที่กล้าหาญขนาดนั้นยังไม่ต้องกล่าวถึงสู้กันจริงๆ เลย พวกเขาหลายร้อยคนอาจตายไปแล้วกว่าครึ่งเพียงแค่พลังน่ากลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของโจรสลัดเหล่านั้นก็ทำให้พวกเขาเลิกคิดจะต่อสู้และนี่คือเหตุผลที่โจรสลัดเหล่านั้นแสดงพลังออกมา

            “โอ้หายไปห้าคนอย่างนั้นหรือ”

            บุรุษร่างกำยำผู้นั้นได้ยินก็ดีใจขึ้นมาทันที

            หลายปีมานี้น้อยมากที่จะได้ยินเรื่องแบบนี้นี่คือการดูถูกโจรสลัดอากาศอย่างพวกเขา!

            “เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ากำลังพูดอะไรออกมา”

            บุรุษร่างกำยำหันไปถามผู้คุมเรือสามคนนั้นผู้คุมเรือทั้งสามคนตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว ไม่รู้ควรตอบกลับไปอย่างไร

            กล่าวได้ว่าหากล่วงเกินโจรสลัดอากาศต้องมีจุดจบที่น่าสังเวชกระทั่งสำนักงานใหญ่ของพวกเขายังทำสัญญาปากเปล่ากับโจรสลัดอากาศอีกด้วยหากคนในเรือเชื่อฟังคำสั่ง โจรสลัดจะไม่ฆ่าใคร และจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นแต่ถ้าหากใครฝ่าฝืนกฎอาจทำให้โจรสลัดอากาศเหล่านี้ขุ่นเคืองใจได้

            “ไปตามหาตัวห้าคนนั้นมาเจ้าจะเสียแขนหนึ่งข้างแล้วทุกอย่างจะจบ ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าต้องตายทั้งหมด”

            บุรุษร่างกำยำออกคำสั่งทุกคนต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น พวกเขาต่างก่นด่าอยู่ในใจพวกไหนกันที่ตาบอดกล้าทำให้พวกโจรสลัดขุ่นเคืองใจในตอนนี้

            “เจ้าไปตามหาพวกเขาให้เจอไม่อย่างนั้นจะโดนโทษเดียวกัน”

            บุรุษร่างกำยำชี้ไปยังผู้โดยสารคนหนึ่งผู้โดยสารคนนี้พลังยุทธ์ยังไม่ถึงขั้นบรรพบุรุษ เป็นเพียงขั้นแม่ทัพเท่านั้น

            คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นผู้คุ้มกันของเฝิงเป่าเป่าก่อนหน้านี้และยังเป็นคนที่โดนเริ่นเสี้ยวเทียนตบอีกด้วย เขาได้ยินคำของบุรุษร่างกำยำผู้นั้นก็เข่าอ่อนคุกเข่าลงไปที่พื้นทันที

            “ท่านโปรดไว้ชีวิตข้าด้วยไว้ชีวิตข้าด้วย”

            เขาไม่เคยเห็นยอดฝีมือขั้นราชันที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อนยังไม่ทันได้ฟังคำของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนก็คิดว่าอีกฝ่ายจะฆ่าเขาจึงคุกเข่าลงอ้อนวอนในทันที

            หลังจากเห็นอีกฝ่ายหวาดกลัวขนาดนั้นบุรุษร่างกำยำจึงกลอกตามองในทันที ทำไมตนเองถึงเจอคนขี้ขลาดแบบนี้ได้แล้วคนขี้ขลาดแบบนี้ยังโดยสารเรือเสวียนอู่ได้อีกหรือ

            “ข้าให้เจ้าไปตามหาพวกเขาให้เจอยังไม่รีบไปอีก หากไม่ไปข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นจุณเสียตอนนี้เลย เจ้าเชื่อไหม” บุรุษร่างกำยำกำหมัดแน่นทำให้ผู้คุ้มกันคนนั้นตื่นกลัวจนล้มลงไปที่พื้น

            บุรุษร่างกำยำปรายตามองแล้วก็รู้สึกว่ามิอาจล้อเล่นเช่นนี้ต่อไปได้หากกล่าวกับคนผู้นั้นอีกอาจทำให้ตนเองต้องเสียหน้าจริงๆขณะที่คิดลงมือจัดการอีกฝ่ายผู้คุ้มกันคนนั้นพลันนึกอะไรขึ้นมาได้จึงกล่าวออกไปเสียงดัง

            “ข้ารู้ว่าพวกเขาเป็นใครคนผู้นั้นมีเงินมหาศาล เป็นนายน้อยตระกูลเฝิงแห่งเขตตะวันตก”

            ........................................................

            [1] ซือจิ้ว สัตว์วิเศษมีหัวเป็นอินทรี มีลำตัวเป็นสิงโตมีลักษณะคล้ายกริฟฟินในเทพนิยายตะวันตก

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน