บทที่ 52 ทลายกำแพง 9 วินาที
ขณะที่ยูเมะกำลังฝึกฝนโดยใช้ทหารเทพทั้งขบวนอัลเบิร์ตที่เข้าเกมมาหลังจากยูเมะไม่กี่นาทีก็เพิ่งจะเสร็จสิ้นภารกิจขโมยอาวุธเทพและผ่านมาเห็นการต่อสู้เข้าพอดี
เมื่อได้เห็นการฝึกฝนของยูเมะอัลเบิร์ตก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาด้วยความชื่นชม
“เจ้าหมอนี่ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆไม่กลัวพลาดจนตายบ้างหรือไงนั่น ถ้าพลาดขึ้นมานี่จบเลยนะ”
แม้จะพูดเหมือนไม่พอใจ แต่น้ำเสียงของอัลเบิร์ตไม่มีความไม่พอใจแฝงอยู่เลยจะมีก็เพียงความรู้สึกชื่นชมที่มีต่อเพื่อนสนิทอย่างยูเมะ
นิกกี้เห็นแบบนั้นก็อมยิ้มบางๆโดยไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรเพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเธอเห็นยูเมะฝึกฝนด้วยวิธีที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้
เมโลดี้เองก็เช่นกันและอาจจะพูดได้ว่าเธอเป็นคนที่คุ้นเคยกับการฝึกฝนของยูเมะมากที่สุดเพราะเธอเป็นคู่หูของเขาและอยู่กับเขาบ่อยครั้งที่สุด
ผิดกับชีอาที่ดูเหมือนจะไม่คุ้นเคยอยู่บ้างแต่เมื่อเธอนึกถึงการฝึกฝนของยูเมะในศูนย์ฝึก เธอก็ไม่รู้สึกว่ามันแปลกอะไรเหมือนกัน
“ชูร่าเขา เป็นแบบนี้บ่อยหรือคะ”
“อืม บ่อย บ่อยมากเลยละ ทุกครั้งที่หมอนั้นคิดท่าไม้ตายใหม่ขึ้นมาได้มันก็จะฝึกเป็นบ้าเป็นหลังเลยละ ถ้าอยากรู้ว่าบ้าขนาดไหน ต้องถามคุณเมดูใช่ไหมครับคุณคู่หู”
เมโลดี้ยิ้มน้อยๆ เป็นเชิงตอบรับ ก่อนจะเล่าให้ทุกคนฟังถึงการฝึกฝนที่หนักหนาสาหัสของยูเมะในอดีตจนทำให้ทุกคนต้องทอดถอนใจออกมาเบาๆ
“แบบนี้ก็แสดงว่าไอ้ที่หลุดไปวันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญสินะไอ้บ้านั้นก็จริงจังจนน่ากลัวจริงๆ”
คิดแล้วอัลเบิร์ตก็ส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะพยักหน้าให้ทุกคนแล้วชวนกันกลับไปยังโรงแรมเพื่อรอคอยยูเมะที่กำลังจะถอนตัวกลับ
หลังจากนั้นสิบกว่านาทียูเมะก็กลับไปถึงโรงแรมในสภาพเหนื่อยอ่อน แต่สายตาของเขากลับทอประกายวาววับเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและความพึงพอใจ
อัลเบิร์ตกับทุกคนที่รอคอยอยู่ก็ส่งเสียงทักไปโดยไม่พูดถึงเรื่องที่ทุกคนแอบมองการฝึกแต่เลือกที่จะคุยกันถึงแผนการที่วางเอาไว้เพื่อยืนยันครั้งสุดท้าย
ยูเมะไม่มีความเห็นอะไรมากนักเกี่ยวกับแผนการส่วนหนึ่งเป็นเพราะหน้าที่ของเขาคือการสังหารเจ้าเมือง ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะต้องแยกกับทุกคนเพื่อทำภารกิจลอบสังหารเพียงคนเดียว
แต่ที่ทุกคนใช้เวลาคุยกันนานก็เพราะต้องการทบทวนรายละเอียดต่างๆรวมไปถึงแผนสำรองที่จะใช้หากเกิดความผิดพลาดขึ้นในเหตุการณ์ใหญ่
เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถชิงความได้เปรียบจากเหตุการณ์ใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ทุกคนจึงพยายามกันอย่างมาก ทั้งยังหาข้อมูลอ้างอิงมากมายมาเปรียบเทียบเพื่อวางแผน
การเตรียมการขั้นสุดท้ายนี้ใช้เวลานานพอสมควรจนกระทั่งเหลือเพียง 1 ชั่วโมงก่อนเริ่มทุกคนจึงแยกย้ายกันออกไปพักเพื่อเตรียมที่จะต่อสู้ในเหตุการณ์ใหญ่
ยูเมะออฟไลน์ออกไปเช่นกันเขาลุกขึ้นมานั่งในเคบินเกมพลางหลับตาเพื่อทำสมาธิ เขากำลังตรวจสอบความพร้อมของตัวเองก่อนจะลุกไปเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวทั้งหมดจนเสร็จก็กลับมานั่งบนเตียงอีกครู่หนึ่ง
‘กันไว้ก่อนก็แล้วกัน ถึงจะสิ้นเปลืองไปบ้างก็ไม่เป็นไร’
คิดแล้วยูเมะก็เปิดช่องเก็บของแล้วหยิบยารักษาอาหารเม็ดต้นกำเนิดและขวดน้ำบริสุทธิ์ออกมาทีละอย่าง ก่อนจะดื่มยาลงไปจนหมดขวดในอึดใจกินอาหารเม็ดลงไปแล้วปิดท้ายด้วยขวดน้ำบริสุทธิ์
การดื่มกินของยูเมะในตอนนี้ต่างจากตอนแรกโดยสิ้นเชิงเขาไม่ได้พยายามประหยัดอีกเพราะหลังจากทำภารกิจฝึกฝนมานานเขาก็มีของสามอย่างนี้สะสมไว้เป็นจำนวนมากทำให้เขาไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องประหยัดอีกต่อไป
นอกจากนั้นหลังจากค่าสถานะขึ้นมาเป็น1.1 ทั้งร่างกายและจิตใจ เขาก็พบว่าประสิทธิภาพของยารักษาและอาหารเม็ดนั้นเหมือนจะลดลงเขาจึงต้องกินมันทีเดียวหมดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่
เมื่อได้ยารักษาร่างกายและจิตใจก็ฟื้นฟูกลับมาจนสมบูรณ์ อาหารเม็ดให้สารอาหารบำรุงที่ทำให้เขามีความอึดมากกว่าปกติส่วนน้ำบริสุทธิ์นั้น ยูเมะดื่มมันประจำจนไม่ได้สนใจคุณสมบัติของมันเท่าไหร่แล้ว
หลังจากดื่มติดต่อกันมานานเขาก็พอจะคาดเดาผลลัพธ์ของน้ำขวดนี้ได้แล้วและรู้ว่ามันไม่มีโทษอะไร จะมีก็เพียงประโยชน์ที่จะช่วยล้างพิษและขับเซลล์ที่ตายแล้วออกไปจากร่างกาย
การดื่มน้ำติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้ร่างกายของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือผิวมันเรียบเนียนมากขึ้นและขาวขึ้นจนสังเกตเห็นได้ ใบหน้าเองก็ไม่มีสิวเสี้ยนปรากฏให้เห็น
ขนาดน้องสาวกับแม่ก็ยังสงสัยว่าเขาไปได้ยาตัวไหนมาถึงได้หน้าใสขนาดนี้จนทั้งสองพยายามคาดคั้นเอาคำตอบจากเขามาหลายต่อหลายครั้ง
แต่ก็น่าเสียดายที่น้ำขวดนี้ไม่สามารถให้คนอื่นดื่มได้ขนาดจะผสมลงไปในเครื่องดื่มหรืออาหารก็ยังทำไม่ได้ ยูเมะจึงจนใจและได้แต่โกหกไปว่าเป็นผลมาจากการออกกำลังกายและกินอาหารเสริม
แน่นอนว่าทั้งสองอย่างนี้ก็มีผลยูเมะยังซื้ออาหารเสริมบางตัวให้กับแม่และน้องสาว เพื่อให้พวกเธอมีสุขภาพที่ดีขึ้นโดยเฉพาะในด้านของความสวยความงาม เขาดูแลทั้งสองเป็นพิเศษ คำถามและความสงสัยของแม่กับน้องสาวจึงหายไปในที่สุด
เมื่อร่างกายและจิตใจกลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมยูเมะก็นั่งสมาธิอีกครู่ใหญ่ จนกระทั่งสภาพจิตใจสมบูรณ์อย่างแท้จริงเขาก็กลับเข้าไปในเกม
ทันทีที่กลับมายูเมะก็พบว่าทุกคนรออยู่ก่อนแล้ว อัลเบิร์ตกับนิกกี้กำลังทำสมาธิอยู่ในห้องโถงชีอากำลังทบทวนแผนการ ส่วนเมโลดี้นั้น เธอกำลังฮัมเพลงเบาๆในลำคอเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการต่อสู้
เมื่อยูเมะปรากฏตัวทุกคนก็หันมามองเขาโดยพร้อมเพรียง ก่อนจะพยักหน้าให้กันครั้งหนึ่งยูเมะก็ลงไปนั่งข้างๆ เมโลดี้แล้วหลับตารอคอยเวลา
ทันทีที่เวลามาถึงทุกคนก็ลุกขึ้นแล้วมองหน้ากันอีกครั้ง
“สู้โว๊ย!!”
“โอ้!!”
“อ..โอ้!”
อัลเบิร์ตกับนิกกี้ส่งเสียงตะโกนออกมาเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ ชีอาก็ทำตามด้วยความขัดเขินจะมีก็แค่ยูเมะกับเมโลดี้ที่ยิ้มน้อยๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ทุกอย่างทำตามแผน!”
พูดจบยูเมะก็นำออกไปทันทีโดยไม่รอใคร เนื่องจากตำแหน่งที่เขาต้องไปประจำนั้นต่างจากทุกคนเขาจึงออกไปก่อนใคร ทะยานไปตามตรอกซอกซอยของเมืองสวรรค์โดยไม่กล้ากระโดดขึ้นไปบนอาคารเหมือนทุกที
ทั้งนี้ก็เพราะเขาเดาว่าบนอาคารน่าจะมีทหารเทพคอยเฝ้าระวังอยู่เขาจึงไม่กระโดดขึ้นไปเพราะกลัวจะถูกสังเกตเห็น
อัลเบิร์ตกับคนอื่นๆเองก็ใช้วิธีเดียวกัน พวกเขาเคลื่อนไหวช้ากว่ายูเมะมาก ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขา 4 คนแบกอาวุธเทพมากันเต็มอัตราศึก ทำให้ความเร็วในการเคลื่อนไหวลดลงไปกว่าครึ่ง
อาวุธเทพของด่านที่สามนั้นเป็นระเบิดมันต่างจากด่านแรกที่ดูเหมือนพลุไฟทำให้พกพาได้ง่าย แม้ตอนที่ต่อสู้ก็ไม่มีปัญหา ขณะที่ระเบิดของด่านสามนั้นมีขนาดที่ใหญ่และน้ำหนักมากแต่ละลูกที่พกไปนั้นจะลดความเร็วในการเคลื่อนไหวลงถึง 10 เปอร์เซ็นต์
ด้วยเหตุนี้ยูเมะจึงไม่ไปขโมยอาวุธเทพกับทุกคนเพราะต่อให้ขโมยมา เขาก็ไม่มีโอกาสใช้เขาจึงตัดสินใจไปทำภารกิจเพื่อหาโอกาสฆ่าทหารเทพแทน
วิ่งอยู่หลายนาทียูเมะก็มาถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ เขาเริ่มปีนขึ้นไปอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งขึ้นไปอยู่บนหลังคาของอาคารที่มีสามชั้นแห่งหนึ่งก่อนจะชะโงกหน้าออกไปสอดส่องสภาพรอบตัว เขาก็สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ด้วยความตกใจ
สิ่งที่พวกเขาคิดไว้เป็นเรื่องจริงบนอาคารสิ่งก่อสร้างหลายๆ แห่งนั้น มีพลธนูซุ่มซ่อนอยู่เป็นจำนวนมากด้วยจำนวนที่มากขนาดนี้ ขอเพียงเขากระโดดขึ้นมาสักครั้งก็ต้องถูกเจอตัวแน่นอน
เมื่อรู้แบบนี้ยูเมะก็ยิ่งระวังตัวมากขึ้นไปอีกเขาพยายามมองหาขบวนของเจ้าเมือง หลังจากมองหาอยู่นานเขาก็มองเห็นขบวนของเจ้าเมืองที่กำลังเคลื่อนขบวนมาจากทิศทางหนึ่ง
‘พวกเราเดาถูก! มาจากทางนี้จริงๆ’
ยูเมะลอบยินดีใจในที่พวกเขาคาดเดาเส้นทางผ่านของขบวนเจ้าเมืองถูกและรีบสงบใจเฝ้ารออย่างระมัดระวัง
ไม่ต้องรอนานนักขบวนของเจ้าเมืองก็เคลื่อนตัวมาถึงจุดที่ง่ายต่อการสังเกตเห็นยูเมะก็เริ่มนับจำนวนทันที เขานับอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็หยิบไอเท็มส่งสัญญาณออกมาแล้วส่งสัญญาณตามรหัสลับอย่างระมัดระวัง
หลังจากนั้นไม่นานยูเมะก็สังเกตเห็นสัญญาณลับจากอีกฝั่งเขาตีความรหัสลับอยู่ในใจแล้วเปรียบเทียบจำนวนที่เขาพบกับจำนวนที่อัลเบิร์ตพบ
‘เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ทหารเทพในขบวนมีแค่ 7 ร้อยนายแสดงว่าเจ้าเมืองอยู่ในปราสาทจริงๆ’
เมื่อเห็นว่าสิ่งที่คิดถูกต้อง ยูเมะก็ส่งสัญญาณกลับไปตามที่ตกลงกันไว้จากนั้นลอบจากไปอย่างเงียบงัน ลัดเลาะไปตามเส้นทางที่วางแผนไว้ก่อนจะหยุดไปชั่วขณะเมื่อพบกับสัญลักษณ์ของภารกิจ
ยูเมะนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะคิดได้แล้วตรงไปยังจุดที่มีสัญลักษณ์ ไม่ถึงอึดใจกองกำลังกบฏก็ปรากฏตัวและเริ่มการสนทนาตามเนื้อหาของภารกิจทำให้เขาทึ่งมากขึ้นไปอีก
‘โชคดีจริงๆ’
ขณะที่คิดในใจ ยูเมะก็ติดตามกองกำลังกบฏไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาลอบเข้าไปในเส้นทางลับของปราสาทเจ้าเมืองก่อนจะเริ่มต้นการบุกโจมตีครั้งใหญ่โดยกองกำลังกบฏนับร้อย
ยูเมะก็อาศัยช่วงเวลานั้นบุกทะลวงผ่านเข้าไปพร้อมกัน
ขณะที่ทางด้านของยูเมะเริ่มต้นการต่อสู้ทางด้านของอัลเบิร์ตก็เริ่มการต่อสู้เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายกำลังตกอยู่ในความวุ่นวาย
อัลเบิร์ตเองก็สังเกตเห็นเช่นกันว่ามีกองกำลังกบฏนับร้อยปรากฏขึ้นและเริ่มโจมตีขบวนเจ้าเมืองปลอมมันจึงไม่ลังเลที่จะผสมรวมเข้าไปด้วยเลย
อาวุธเทพถูกขว้างออกไประเบิดใส่ขบวนของทหารเทพอย่างแม่นยำส่งผลให้ขบวนรบของทหารเทพเกิดความปั่นป่วนขึ้นมาทันที
นิกกี้เมโลดี้และชีอาที่รอคอยอยู่ก็ลงมือสนับสนุนโดยไม่ต้องถามทุกคนขว้างอาวุธเทพลงไปยังจุดที่ตั้งใจไว้ ระเบิดใส่ขบวนทหารเทพกว่า 7ร้อยนายอย่างทั่วถึง
แม้จะไม่สามารถโจมตีใส่ทหารเทพได้ครบทั้ง7 ร้อยนาย แต่ก็ทำให้ทหารเทพนับร้อยบาดเจ็บหนักจนสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปชั่วขณะ
ถึงตอนนั้นเมโลดี้ก็เริ่มบัพด้วยบทเพลงสงครามทำให้ร่างกายของพันธมิตรทุกคนปรากฏออร่าสีแดงเลือดขึ้นการโจมตีของกองกำลังกบฏก็ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกเท่าตัว
ขณะเดียวกันทหารเทพก็ถูกดีบัพกระตุ้นจนเริ่มต่อสู้อย่างขาดสติส่งผลให้อาการบาดเจ็บของพวกมันขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้การยิงสนับสนุนจากอัลเบิร์ตและนิกกี้
ถึงตอนนี้สถานการณ์ก็กล่าวได้ว่าถูกควบคุมผลลัพธ์ของการต่อสู้ครั้งนี้ถูกกำหนดแล้ว ที่เหลือก็มีเพียงสถานการณ์ทางด้านของยูเมะเท่านั้น
‘หวังว่าแกจะทำสำเร็จนะเพื่อน ไม่อย่างนั้นพวกเราตรงนี้ตายแน่’
คิดแล้วอัลเบิร์ตก็ยิ้มกว้างแล้วน้าวสายจนสุดแขนก่อนจะปล่อยออกไปปลิดชีพทหารเทพไปอีกนายหนึ่งท่ามกลางความวุ่นวาย
ขณะเดียวกันนั้นทางด้านของยูเมะที่ลอบเข้าไปในปราสาทเจ้าเมืองได้สำเร็จจากการสนับสนุนของกองกำลังกบฏก็เริ่มต้นการฆ่าฟันอย่างดุดัน
ยูเมะทะลวงผ่านแนวป้องกันของทหารเทพไปอย่างรวดเร็วแต่ละก้าวผ่านไปราวกับสายลม ทหารเทพที่ตั้งใจจะขัดขวางจะถูกอาวุธลับจำนวนหนึ่งซัดใส่ แม้ไม่ตาย ไม่บาดเจ็บ แต่ก็ต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะจนเกิดเป็นช่องว่างให้เขาได้มีโอกาสทะลวงผ่านไป
ภายใต้การสนับสนุนจากกองกำลังกบฏทหารเทพกว่า 3 ร้อยนายที่อยู่ในปราสาทจึงเหลือมาถึงยูเมะไม่ถึงร้อยนายเท่านั้นจำนวนนี้ความจริงยังเป็นจำนวนที่มากจนน่ากลัว
แต่หลังจากที่ผ่านการต่อสู้ฆ่าฟันกับทหารเทพโดยลำพังหลายร้อยนายยูเมะก็ไม่มองว่าทหารเทพแค่ร้อยนายเป็นปัญหาอีกแล้ว
แม้จะมีข้อจำกัดของสถานที่ที่ทำให้ยากที่จะฝ่าเข้าไปได้แต่สำหรับยูเมะที่มาคนเดียวแล้ว ข้อจำกัดด้านจำนวนคนที่ส่งผลต่อคนจำนวนมากย่อมไม่ส่งผลต่อเขา
ด้วยความสามารถในปัจจุบันของเขาการบุกฝ่าขบวนของทหารเทพร้อยนายไม่ได้ยากเลย อาจจะกินเวลาอยู่บ้างแต่ก็ไม่ยากที่จะผ่านเข้าไปได้
ก้าวแต่ละก้าวการเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง ยูเมะที่บุกทะลวงผ่านเข้าไปในขบวนของทหารเทพในสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากปลาในน้ำแทรกผ่านเข้าไปในทุกช่องว่างได้อย่างน่าตกใจ
การเคลื่อนไหวทั้งหมดสะท้อนอยู่ในความคิดของเขาอย่างชัดเจนอุปสรรคทั้งหมดปรากฏชัดในจิตใจ การทะลวงผ่านไปก็ง่ายดายจนคาดไม่ถึง
เพียงสิบนาทีเศษยูเมะฆ่าทหารเทพไป 3 นาย ทำให้ทหารเทพ 10 กว่านายบาดเจ็บและทำให้ทหารเทพอีกเกือบ 50นายตัดสถานะผิดปกติไปชั่วขณะเพราะอาวุธลับที่ซัดใส่จุดที่รบกวนการเคลื่อนไหว
เมื่อทะลวงผ่านขบวนป้องกันของทหารเทพเข้าไปได้ยูเมะก็ทะยานออกไปราวกับสายฟ้า วิ่งผ่านเส้นทางที่ทอดยาวเข้าไปโดยไม่สนใจทหารเทพที่ไล่ตามมา
ไม่ว่าพบอะไรเขาก็จะทะลวงผ่านไป เจอประตูทลายประตู เจอองครักษ์ก็ฆ่าองครักษ์
แม้กระทั่งผู้พิทักษ์ขวาที่เหลืออยู่ซึ่งทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนถึงห้องโถงของปราสาทยูเมะก็ฆ่าไม่ยั้งด้วยท่าไม้ตายที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขมาแล้ว
ท่าไม้ตายที่ใช้ยังเป็น7 ดาบอสุรา แต่ 7 ดาบอสุราในวันนี้ต่างจากวันก่อนโดยสิ้นเชิงมันผสานเป็นหนึ่งเดียวโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่ 7ดาบที่มีการใช้สกิลทับซ้อนกันจนสิ้นเปลืองพลังโดยเปล่าประโยชน์เหมือนครั้งก่อน
แม้ว่าสกิลท่าไม้ตายที่ปรับปรุงใหม่นี้จะมีพลังทำลายที่ด้อยกว่าบ้างเล็กน้อยแต่มันก็ใช้พลังน้อยกว่ามากและเข้าเกณฑ์มาตรฐานในสายตาของยูเมะ
ทันทีที่เข้าประชิดตัวได้ยูเมะก็ไม่เกรงใจซัดสกิลท่าไม้ตายออกไปในพริบตา 7 ดาบอสุราทะลวงออกไปในวินาทีเดียวจนเกิดบาดแผลที่เรียงตัวเป็นรูป ‘ดาวกระบวยใหญ่’
พริบตาที่แทงจบ บาดแผลทั้ง 7 จุดก็ปะทุพลังออกมาอีกครั้งการระเบิดเกิดการเชื่อมโยงกันระหว่างบาดแผล ทำให้ความเสียหายปะทุขึ้นมาอีก 7 ระลอกส่งผลให้อาการบาดเจ็บของผู้พิทักษ์ขวารุนแรงขึ้นกว่าเดิม จนเกือบจะเทียบได้กับท่าไม้ตายแบบเดิมที่ยูเมะเล็งจู่โจมด้วยตัวเอง
ทว่าพละกำลังที่สูญเสียไปจากกระบวนท่านี้น้อยกว่ากันมาก จนยูเมะสามารถอัดสกิลซ้ำลงไปอีก 1 – 2 สกิลได้ไม่ยาก
ผู้พิทักษ์ขวาที่เพิ่งจะปรากฏตัวก็ถูกอัดจนบาดเจ็บหนักในพริบตาต่อจากนั้นมันก็ไม่เหลือความสามารถใดๆ อีกและถูกยูเมะใช้กระบวนท่าธรรมดาร่วมกับสกิลดาบฆ่าทิ้งไปในไม่กี่อึดใจ
หลังจากฆ่าเสร็จยูเมะก็กวาดล้างทหารเทพที่อยู่รอบตัวผู้พิทักษ์ขวาทั้งหมดด้วยสกิลโจมตีวงกว้างผลาญปราณที่สะสมเอาไว้จนหมดสิ้นในท่าเดียว
จากนั้นก็ค่อยๆก้าวเดินผ่านประตูเข้าไปด้วยมาดของปรมาจารย์ผู้ไร้พ่าย
ทุกก้าวที่ก้าวออกไปยูเมะจะกำหนดลมหายใจใหม่ เขาเร่งการโคจรปราณให้เร็วยิ่งขึ้น พลังสมาธิของเขาไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถทำลายกำแพง9 วินาทีได้โดยไม่ได้ตั้งใจ ความเร็วในการโคจรปราณของยูเมะก็เพิ่มขึ้นอีกมากจนลดเวลาโคจรเหลือเพียง6 วินาที
พริบตาที่ข้ามกำแพงไปยูเมะก็รู้สึกเหมือนกับได้พบกับโลกใหม่ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดมันให้ความรู้สึกคล้ายกับตอนที่เขาสัมผัสกับขีดจำกัดในการควบคุมแต่เป็นความรู้สึกที่เหนือกว่า
สัมผัสของเขาชัดเจนกว่าเดิมมากราวกับจิตใจแยกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งควบคุมร่างกายต่อสู้อีกส่วนควบคุมการโคจรของปราณเพราะการแบ่งแยกนี้ทำให้ยูเมะสามารถทำลายกำแพง 9วินาทีได้อย่างไม่น่าเชื่อ มันยังทำให้เขาสามารถทำสองสิ่งพร้อมกันได้โดยไม่ถูกรบกวนอีกด้วย
แม้จะตกใจและรู้สึกทึ่งแต่ยูเมะตื่นเต้นมากกว่า เขาก้าวเท้าต่อไป แล้วออกวิ่ง ทะยานเข้าไปหาเจ้าเมืองที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“พวกข้าทาสบังอาจ!!!”
เสียงกรีดร้องของเจ้าเมืองเต็มไปด้วยความหวาดกลัว องครักษ์รอบตัวก็ตอบสนองในทันทีทั้งหมดวิ่งออกมาพร้อมกับดาบและพลังที่ปะทุจนแทบจะแผ่รัศมีออกมาเป็นกำแพงป้องกัน
แต่ก่อนที่กำแพงป้องกันจะผนึกตัวจนสมบูรณ์ยูเมะก็แทรกช่องว่างเข้าไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ เขาไม่เพียงแทรกตัวผ่านเข้าไปทันแต่ยังใช้จังหวะที่แทรกผ่านเข้าไป ฆ่าองครักษ์นายหนึ่งในดาบเดียว
พริบตาที่องครักษ์ตายไปกำแพงก็แตกเป็นช่อง แทนที่ยูเมะจะก้าวเข้าไปต่อ เขาก็กลับถอยกลับมาพร้อมกับซัดอาวุธลับสวนกลับไปราวกับห่าฝน
การซัดครั้งนี้ซัดออกไปเหมือนไม่ได้ตั้งใจแต่กลับซัดอาวุธลับจู่โจมใส่องครักษ์รอบตัวเจ้าเมืองครบทุกคน แม้จะไม่ทำให้บาดเจ็บแต่ก็ทำให้พวกมันหยุดชะงักไปชั่วขณะ
การหยุดชะงักไปชั่วขณะนั้นทำให้ยูเมะสามารถถอยออกไปได้โดยไม่ถูกขัดขวางเขาถอยกลับไปเตรียมพร้อมอีกหลายลมหายใจ ก่อนจะบุกเข้าไปอีกครั้งเมื่อองครักษ์พยายามสร้างกำแพงป้องกันอีกครั้ง
ภาพแบบเดิมก็เกิดขึ้นองครักษ์อีกนายหนึ่งตายไป ยูเมะถอยออกมาอีกครั้ง จากนั้นทำซ้ำอีกรอบ จนกระทั่งรอบปราณสะสมจนครบ9 วัฏฏะ ยูเมะก็ระเบิดพลังเต็มที่แทรกผ่านเข้าไปโดยไม่ฆ่าองครักษ์
จากนั้นจู่โจมใส่เจ้าเมืองด้วยท่าไม้ตายชุดใหญ่ผสมกับกระบวนท่าธรรมดาทั้งดาบ เท้า เข่า ศอก เขาอัดกระบวนท่าใส่เจ้าเมืองจนเจ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับไม่รู้เหนือรู้ใต้ถูกถล่มจนกลิ้งไปมาราวกับสุนัขตัวหนึ่ง
สภาพที่น่าสังเวชนี้เกรงว่าคงไม่มีผู้เล่นคนไหนเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ แม้ว่าเจ้าเมืองจะไม่ใช่บอสสายนักรบที่แข็งแกร่งแต่บอสก็ยังเป็นบอส พวกมันล้วนมีท่าไม้ตายของตัวเองมีเทคนิคที่แข็งแกร่งที่ผู้เล่นทุกคนต้องระวัง
แต่เมื่อเจ้าเมืองถูกยูเมะจัดการเจ้าเมืองที่แข็งแกร่งก็มีสภาพไม่ต่างอะไรจากสุนัขตัวหนึ่งที่ถูกทุบตีโดยไม่สามารถตอบโต้ได้
มันเป็นสภาพที่น่าสงสารองครักษ์ที่อยู่โดยรอบนั้นไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย การโจมตีของพวกมันไม่โดนตัวยูเมะเลยแต่โดนเจ้าเมืองแทน
ซึ่งเกมนี้ผู้เล่นสามารถโจมตีใส่กันได้มอนเตอร์เองก็โจมตีโดนกันได้เช่นกัน เจ้าเมืองจึงเหมือนถูกองครักษ์ของตัวเองกับศัตรูร่วมมือกับสับสังหารจนกระทั่งตายไป มันก็ยังไม่สามารถหาวิธีตอบโต้ได้
โอกาสสุดท้ายของเจ้าเมืองมีอยู่เพียงอึดใจเดียวนั่นคือตอนที่มันเลือดแดง แต่ยูเมะก็รออยู่ก่อนแล้ว เขาล่าบอสมาหลายตัวมากมีหรือจะพลาดง่ายๆ แบบนี้
ทันทีที่เจ้าเมืองเลือดแดงยูเมะก็อัดท่าไม้ตาย 7 ดาบอสุราออกไปชุดหนึ่งพริบตาเดียวเลือดแดงขอดหลอดของเจ้าเมืองก็หมดหลอด