Ghost & Doctor ผีวุ่นวายกับนายแพทย์อ่อนหัด

    ตอนที่ 99 อายุรแพทย์

    ตอนที่ 99            “สวัสดีครับเป็นนายแพทย์ณัฐดนัย รักษาชาติ เรียกหมอดนัยก็ได้นะครับผมจะมาทำงานที่แผนกอายุรแพทย์เป็นเวลาสองสัปดาห์ครับฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” ดนัยกล่าวแนะนำตัวเองกับผู้ร่วมงานใหม่ของเขา            แปะ !! แปะ !! แปะ !! แปะ !! เสียงหมอภายในแผนกต่างปรบมือต้อนรับดนัยกันเกรียวกราว            “ยินดีต้อนรับนะหมอ”            “ฝากตัวด้วยนะ”            ตอนนี้ดนัยนั้นอยู่ในห้องพักของแผนกอายุรแพทย์ ซึ่งอายุรแพทย์ก็คือหมอผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรคและค้นวิธีรักษาโรคด้วยการใช้ยานั่นเองซึ่งการเป็นหมอแผนกนี้ดูเหมือนจะง่ายเพราะไม่ต้องผ่าตัดแต่ทว่าความจริงแล้วไม่ง่ายเลยเพราะการจะเป็นหมออายุรแพทย์นั้นจะต้องเป็นเชี่ยวชาญมีประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับโรคนั้นๆสูงมากแถมเรื่องการรักษาผู้ป่วยด้วยยาเองก็ไม่ใช่ง่ายๆเพราะถ้าให้ยาผิดอาจจะทำให้คนไข้เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็มี            อายุรแพทย์สินะแถมตั้งสองสัปดาห์หวังว่าเราคงจะได้อะไรกลับไปไม่มากก็น้อยจากแผนกนี้นะ !! ดนัยคิดในใจ            “เอาล่ะหมอดนัยฉันชื่อไบรอันเป็นหัวหน้าแผนกวันนี้เป็นวันทำงานวันแรกของคุณผมยังคงไม่กล้าและไว้วางใจให้คุณออกตรวจเองเอาเป็นว่าวันนี้คุณไปเป็นผู้ช่วยของหมอฟิลลิปส์ก่อนก็แล้วกัน” ไบรอันผู้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกพูด            “ครับหมอไบรอัน” ดนัยพยักหน้าจากนั้นไบรอันก็พาดนัยไปฝากให้เป็นผู้ช่วยของหมอฟิลลิปส์            “เอาล่ะหมอดนัยเราไปออกตรวจผู้ป่วยกันเถอะครับ” ฟิลลิปส์บอก            “ครับหมอฟิลลิปส์วันนี้ก็ฝากตัวด้วยนะครับ” ดนัยพูดจากนั้นฟิลลิปส์ก็พาดนัยไปที่ห้องตรวจทันทีด้านหน้าห้องตรวจนั้นมีผู้ป่วยจำนวนมากมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว            นี่คือผู้ป่วยในวันนี้ที่เราต้องตรวจสินะไม่สิไม่ใช่แค่นั้นนี่ก็แค่ผู้ป่วยที่มาตอนเช้าเท่านั้นแถมห้องตรวจโรคยังมีตั้งเกือบสิบห้องนี่ก็แค่ผู้ป่วยส่วนนึงเท่านั้น ดนัยมองดูผู้ป่วยที่อยู่หน้าห้องกะจากสายตาแล้วมันมากกว่าสามสิบคนเสียอีก            หมออายุแพทย์จะเริ่มตรวจในตอนเก้าโมงพักตอนเที่ยงหนึ่งชั่วโมงเท่ากับว่ามีเวลาในการตรวจหาสาเหตุของโรคไม่ถึงคนละห้านาทีเป็นงานที่หนักเอาการเลยถ้าเป็นเราจะหาสาเหตุของโรคและหาวิธีรักษาผู้ป่วยให้เสร็จภายในห้านาทีได้มั้ยนะ !! ดนัยคิดในใจ            “เอาล่ะคุณโรสเดี๋ยวเริ่มเรียกผู้ป่วยเข้ามาได้เลยครับผมจะเริ่มตรวจแล้ว” ฟิลลิปส์บอกพยาบาลที่อยู่หน้าห้องซึ่งเป็นพยาบาลที่คอยจัดคิวให้ผู้ป่วยที่มาหาหมอแผนกอายุกรรม            “ค่ะหมอฟิลลิปส์ !!” โรสพยักหน้า            ครืด !! ฟิลลิปส์เปิดประตูห้องตรวจของเขาเดินพาดนัยเข้าไปในห้อง            “เชิญหมอดนัยยืนข้างหลังผมนี่เลยนะครับพอดีในห้องมีเก้าอี้แค่สองตัวอีกตัวเป็นของผู้ป่วยหมอดนัยยืนได้ใช่มั้ยครับ” ฟิลลิปส์พูด            “ไม่ต้องห่วงครับผมเป็นศัลยแพทย์ปกติก็ต้องยืนผ่าตัดวันละสิบกว่าชั่วโมงอยู่แล้วแค่ยืนตรวจคนไข้ไม่กี่ชั่วโมงไม่นับว่าเป็นอะไรหรอกครับ” ดนัยพูด            “อ้อผมก็ลืมไปว่าคุณเป็นศัลยแพทย์” ฟิลลิปส์นึกขึ้นได้ว่าดนัยนั้นเป็นศัลยแพทย์ตอนนั้นเองประตูห้องตรวจก็ถูกเปิดออกและผู้ป่วยคนแรกก็เดินเข้ามาพร้อมเอกสารและกระเป๋าใบใหญ่ของตัวผู้ป่วย            กระเป๋าอะไรล่ะนั่น !! ดนัยได้แต่สงสัยว่าผู้ป่วยคนนี้เอากระเป๋าอะไรมาด้วย            “สวัสดีครับคุณหมอนี่เอกสารครับ” ผู้ป่วยคนแรกพูดก่อนจะเดินเอาเอกสารมาวางตรงหน้าฟิลลิปส์            “สวัสดีคุณรอยด์วันนี้เป็นอะไรมาครับ” ฟิลลิปส์เหลือบมองดูชื่อบนเอกสารก่อนจะเริ่มพูดคุยกับผู้ป่วย            “ปวดท้องมากเลยครับหมอแล้วก็รู้สึกว่าจะท้องเสียด้วย” รอยด์บอก            “ปวดท้องแล้วก็ท้องเสียงั้นเหรอครับไม่ทราบว่าเมื่อคืนทานอะไรเป็นอาหารครับ” ฟิลลิปส์ถาม            “ก็มีแอนโชวี่กระป๋อง...ขนมปังแซนวิสจากมื้อเช้า...แล้วก็แตงกวาดอง” รอยด์พยายามนึกว่าเขากินอะไรไปบ้างก่อนจะบอกให้ฟิลลิปส์ฟัง            “อืมงั้นเหรอครับ...หมอดนัยคุณคิดว่ายังไงครับคุณว่าคุณรอยด์ป่วยเป็นอะไร” ฟิลลิปส์พยักหน้าก่อนจะหันมาถามความเห็นของดนัย            “ถามผมเหรอครับ !!” ดนัยชี้หน้าตัวเองซึ่งฟิลลิปส์ก็พยักหน้ายืนยันว่าถามเขา            “เอ่อ...ถ้าฟังจากที่คุณรอยด์เล่าผมคิดว่าน่าจะอาหารเป็นพิษน่ะครับเพราะผมเกรงว่าขนมปังแซนวิสจากมื้อเช้าของเมื่อวานนั่นอาจจะเสียแล้วก็เป็นได้ครับเพราะนี่ก็หน้าร้อนด้วย” ดนัยวิเคราะห์            “คุณจะด่วนสรุปว่าอาหารเป็นพิษไม่ได้นะครับอย่าลืมว่าอาหารเป็นพิษจะมีอาการอาเจียนคลื่นไส้ด้วย” ฟิลลิปส์บอก            “อ๊ะจริงด้วยคุณรอยด์ไม่คลื่นไส้หรืออยากรู้สึกอาเจียนสินะครับ” ดนัยที่ได้ยินดังนั้นก็หันมาถามรอยด์            “ครับไม่มีเลยครับหมอผมแค่ปวดท้องแล้วก็ท้องเสียเฉยๆ” รอยด์บอก            “จากอาชีพของคุณในเอกสารในนี้เขียนเอาไว้ว่าเป็นเซลล์แมนสินะครับ” ฟิลลิปส์ดูรายละเอียดของเอกสารเพิ่มเติม            “ใช่ครับผมเป็นเซลล์ขายเครื่องกรองน้ำ” รอยด์พยักหน้า            “อืม...ถ้ายังไงหมอขอตรวจเพิ่มเติมหน่อยนะครับรบกวนช่วยเลิกเสื้อขึ้นหน่อยนะครับ” ฟิลลิปส์บอกจากนั้นรอยด์ก็เลิกเสื้อขึ้นมาจนเห็นพุ่งของเขาฟิลลิปส์ลุกขึ้นก่อนจะขออนุญาตรอยด์และใช้มือกดไปที่ท้อง            “ผมกดตรงนี้รู้สึกยังไงบ้างครับ” ฟิลลิปส์ถาม            “ก็ไม่รู้สึกอะไรนะครับ” รอยด์พูด            “ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะเป็นตรงนี้” ฟิลลิปส์เปลี่ยนที่กดและทันทีที่นิ้วของฟิลลิปส์กดลงไปรอยด์ก็ร้องออกมาทันที            โอ๊ย !! รอยด์ร้องออกมา            “เจ็บสินะครับ” ฟิลลิปส์ยิ้มออกมา            “ใช่ครับหมอ” รอยด์พยักหน้า            “หมอดนัยว่ายังไงครับคราวนี้พอจะวิเคราะห์ได้มั้ย” ฟิลลิปส์หันมาถามดนัยอีกครั้ง            “อืมอาการปวดที่ท้องน้อยแบบนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นโรคกระเพาะครับ” ดนัยตอบ            “ทำไมคุณถึงคิดว่าเป็นโรคกระเพาะล่ะผู้ป่วยมีอาการท้องเสียด้วยนะอาจจะอาหารเป็นพิษก็ได้” ฟิลลิปส์พูด            “ที่ผมคิดว่าเป็นโรคกระเพาะเป็นเพราะหมอฟิลลิปส์พูดเกี่ยวกับอาชีพของผู้ป่วยเมื่อครู่นั่นแหละครับเพราะโดยปกติแล้วอาชีพเซลล์แมนจะต้องตระเวนไปขายสินค้าตามบ้านซึ่งคนทำอาชีพนี้คงไม่ค่อยมีเวลาให้ตัวเองมากนักโดยเฉพาะเรื่องเวลาในการกินอาหารเพราะช่วงเวลากลางวันน่ะเป็นเวลาทำเงินของเซลล์แมนเลยเพราะผู้คนส่วนใหญ่จะมีเวลาว่างในตอนกลางวันเท่านั้นเซลล์แมนจึงต้องอาศัยช่วงเวลานั้นในการขายของครับและบางทีกว่าจะปิดการขายได้อาจจะใช้เวลาหลายชั่วโมงดังนั้นเวลาในการกินข้าวของคนทำอาชีพเซลล์แมนจึงไม่แน่นอนครับ” ดนัยอธิบาย            “อืมไม่เลวครับถ้าอย่างนั้นคุณจะอธิบายเรื่องท้องเสียอย่างไร” ฟิลลิปส์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ            “อืมเรื่องท้องเสียก็มีหลายสาเหตุอาจจะเป็นเพราะแตงกวาดองก็ได้แต่ในกรณีนี้ผมคิดว่าจะเป็นเพราะความเครียดครับเดือนนี้น่ะยอดคุณยังไม่ถึงใช่มั้ยล่ะคุณก็เลยเครียด” ดนัยพูดก่อนจะหันมาถามรอยด์            “คุณหมอรู้ได้ยังไงครับ !!” รอยด์มีสีหน้าตกใจมาก            “ก็กระเป๋าใบใหญ่นั่นยังไงล่ะครับผมขอเดาว่าในกระเป๋านั่นคงมีพวกสินค้าตัวอย่างหลังจากหาหมอเสร็จคุณคงคิดจะไปทำงานต่อเลยสินะครับ” ดนัยชี้ไปที่กระเป๋าใบใหญ่ที่วางไว้ข้างตัวของผู้ป่วยอย่างรอยด์            “เอ่อใช่ครับข้างในมีเครื่องกรองน้ำตัวอย่างของบริษัทอยู่” รอยด์พยักหน้า            “นั่นไงว่าแล้วเพราะถ้าคุณไม่เครียดเรื่องยอดของเดือนนี้ล่ะก็คุณคงไม่คิดจะไปทำงานต่อหลังจากหาหมอเสร็จหรอกครับเพราะปกติคนที่จะมาหาหมอน่ะวันนั้นเขาจะขอลาหยุดกันไม่มีใครไปทำงานต่อหลังจากหาหมอเสร็จหรอกครับ” ดนัยอธิบาย            “ยอดเยี่ยมมากครับหมอดนัยคุณเก่งมากที่รู้จักสังเกตุและใช้มันมาวิเคราะห์แบบนี้ถูกต้องครับคุณรอยด์จากการวินิจฉัยของผมคุณเป็นโรคกระเพาะครับเดี๋ยวผมจะเขียนใบสั่งยาให้แล้วก็หลังจากนี้ปรับเปลี่ยนมากินอาหารให้ตรงเวลาด้วยครับส่วนเรื่องท้องเสียขอแนะนำให้กินอาหารที่มีกากใยเยอะหน่อยนะครับจะช่วยได้” ฟิลลิปส์พูดก่อนจะเริ่มเขียนใบสั่งยาทันที            “ขอบคุณมากครับคุณหมอ” รอยด์ยิ้มแก้มปริเมื่อได้ใบสั่งยา            “ไม่เป็นไรครับใบสั่งยานี่เอาไปให้พยาบาลที่อยู่หน้าห้องได้เลยครับแล้วก็ไปรอที่แผนกจ่ายยาได้เลยเดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะเรียกชื่อเองครับ” ฟิลลิปส์บอก            “ครับคุณหมอ” รอยด์พยักหน้าจากนั้นก็เดินออกไป            “วิเคราะห์ได้ดีมากเลยนะครับสำหรับคนที่อยู่แผนกศัลยแพทย์น่ะ” ฟิลลิปส์พูดกับดนัย            “ก็เกือบไปแล้วล่ะครับถ้าไม่ได้หมอฟิลลิปส์ทักท้องเอาไว้ผมคงวิเคราะห์ว่าอาหารเป็นพิษไปแล้ว” ดนัยพูด            เจ็ดนาทีงั้นเหรอสำหรับผู้ป่วยคนแรกที่ใช้เวลามากเป็นเพราะหมอฟิลลิปส์ต้องคอยสอนเราสินะเลยทำให้เสียเวลามากแบบนี้ ดนัยมองดูนาฬิกาก่อนจะเห็นว่าใช้เวลากับผู้ป่วยคนแรกไปถึงเจ็ดนาทีตอนนั้นเองผู้ป่วยคนที่สองก็เปิดประตูเข้ามา            ครืด !! เสียงประตูถูกเปิดออกก่อนจะเห็นว่าผู้ป่วยคนต่อไปเป็นผู้หญิง            “สวัสดีครับเชิญนั่งครับ” ฟิลลิปส์เชิญผู้ป่วยคนที่สองนั่งทันทีจากนั้นฟิลลิปส์ก็เริ่มสอบถามอาการและสอบถามความคิดเห็นและการวิเคราะห์ของดนัยไปด้วยและเมื่อไหร่ที่ดนัยวิเคราะห์ผิดฟิลลิปส์ก็ช่วยเตือนว่ามันผิดตรงไหนและก็ยังช่วยบอกอีกด้วยว่าทำไมถึงวิเคราะห์อาการผู้ป่วยผิด  ตอนเที่ยง            “เฮ้อ...เหนื่อยชะมัด” ดนัยถอนหายใจออกมา            “ดนัยรีบกินข้าวสิคะเดี๋ยวก็หมดเวลาพักหรอก !!” ยูมิพูดหลังจากเห็นดนัยเอาแต่นอนเอาหน้าฟุบกับโต๊ะไม่ยอมแตะข้าวเลย            “ผมไม่หิวเลยครับคุณยูมิ” ดนัยเงยหน้าขึ้นมา            “ไม่หิวก็ต้องกินค่ะไม่งั้นจะมีแรงทำงานตอนบ่ายได้ยังไง” ยูมิบอก            “แหะๆนั่นสินะครับว่าแต่คุณยูมิเป็นไงบ้างล่ะ” ดนัยถามยูมิ            “เหนื่อยมากเลยค่ะนึกไม่ถึงว่าเป็นหมอสูติจะเหนื่อยขนาดนี้ยัยฮิคาริก็นะไม่รู้คิดอะไรอยู่ถึงให้ฉันทำงานในแผนกสูติ” ยูมิบ่นออกมาดนัยได้ยินดังนั้นก็นึกไปถึงเมื่อวานตอนที่ฮิคาริแจ้งกับทุกคนว่าต้องไปทำงานแผนกไหนกันบ้าง  ย้อนกลับไปเมื่อวาน            “ส่วนเธอยูมิเธอน่ะต้องไปทำงานที่แผนกสูตินารีแพทย์ !!” ฮิคาริบอกกับยูมิ            “หาเธอจะให้ฉันไปทำคลอดเด็กเหรอ !!” ยูมิอุทานออกมา            “ใช่” ฮิคาริพยักหน้า            “ไม่เอาอ่ะให้ฉันไปแผนกรังสีเถอะนะจริงสิโรงพยาบาลนี้เห็นว่าเป็นโรคพยาบาลนำร่องให้ทดสอบใช้เครื่องสแกนรุ่นใหม่นี่นารุ่นนี้น่ะยังไม่มีวางขายเลยนะกว่าจะวางขายก็ปีหน้าส่งฉันไปที่นั่นเถอะนะฉันอยากเห็นเครื่องสแกนรุ่นใหม่” ยูมิบอก            “ไม่ฉันจะส่งเธอไปที่แผนกสูตินารีเธอน่ะอยู่กับเครื่องจักรมากเกินไปแล้วหัดใช้ชีวิตอยู่กับคนเสียบ้างเถอะ !!” ฮิคาริยื่นคำขาด            “ฮือฮิคาริเธอมันคนใจร้าย !!” ยูมิแกล้งบีบน้ำตาแต่มีเหรอฮิคาริจะสนใจเธอหันไปแจ้งแผนกที่คนอื่นจะต้องไปทำงานต่อทันที            “ดนัยนายไปแผนกอายุแพทย์นายจะต้องไปหาประสบการณ์ในการวินิจฉัยโรค...ส่วนหมอมิโฮะ คุณรินะและคุณซากิพวกคุณสามคนจะต้องไปอยู่ที่แผนกฉุกเฉินพวกคุณจะต้องไปศึกษาและหาประสบการณ์วิธีการรับมือเคสฉุกเฉินของที่นี่” ฮิคาริบอก            “โอเค/ค่ะ !!x3”  กลับมาปัจจุบัน            “ดนัยคะฟังอยู่หรือเปล่าเหม่ออะไรเนี่ย !!” ยูมิเห็นดนัยเงียบไปก็สะกิดเรียกเขา                    “อ๊ะโทษทีครับฟังอยู่สิเอาเป็นว่าแผนกสูติคงยังไม่เหนื่อยเท่าอีกสามคนที่เหลือที่ทำงานอยู่แผนกฉุกเฉินหรอกมั้งดูสิป่านนี้ยังไม่โผล่มากินข้าวเลยสงสัยมีเคสแน่นอน” ดนัยพูด            “นั่นสินะคะแผนกฉุกเฉินนี่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ยุ่งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยจริงๆ” ยูมิพูด            จากนั้นทั้งสองคนก็รีบกินข้าวให้เสร็จและแยกย้ายกันไปเตรียมตัวทำงานต่อกันในช่วงบ่าย  จบ...

    คล้ายกับเรื่อง Ghost & Doctor ผีวุ่นวายกับนายแพทย์อ่อนหัด ที่คุณอ่าน