บทที่ 14 เปลี่ยนแปลงและเติบโต
ความคืบหน้าของการถ่ายทำภาพยนตร์ ‘ลำนำพงไพร’ ล่าช้ากว่ากำหนดการหลายวัน สาเหตุของปัญหาอันดับแรกเนื่องจากข้อพิพาทระหว่างทีมงานภาพยนตร์และคนในชุมชนเลื่องลือไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ทำให้ซีนที่ต้องใช้เอ็กตร้าจากชาวบ้านแทบไม่มีใครสมัครใจมาร่วมแสดง ส่วนสาเหตุที่สองมาจากนักแสดงนำหญิง ‘จางลี่เซียน’ ป่วยไข้จนต้องล้มหมอนนอนเสื่อในโรงพยาบาลเพราะต้องลมหนาวกับแช่อยู่ในน้ำเย็นจัดช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเป็นเวลานาน
ในห้องพักฟื้นผู้ป่วย จางลี่เซียนรับโทรศัพท์ เสียงแหบแห้ง “คุณพ่อ”
“เซียนเซียน” ประธานจาง ผู้เป็นบิดาแสดงความเป็นห่วงกึ่งโมโหผ่านปลายสายมา “ทำไมลูกป่วยไม่โทรมาบอกพ่อ ต้องให้พ่อรู้เองจากปากคนอื่นงั้นรึ”
“หนูป่วยนิด ๆ หน่อย ๆ เองนี่คะ เดี๋ยววันนี้ก็ออกจากโรงพยาบาลไปทำงานต่อได้แล้ว”
“ยังคิดไปทำงานวันพรุ่งนี้อีกรึ หยุดเลย ลูกนอนต่ออีกสักหลาย ๆ วันจนกว่าจะแข็งแรงนั่นแหละค่อยไปทำ” เขาตัดบท “พ่อโทรไปคุยกับคุณอาเจิ้งแล้ว กะอีแค่ขาดสแตนด์อินในฉากกระโดดน้ำ ถึงกับต้องบังคับผลักไสให้ลูกต้องแสดงเองนี่มันใช้ได้ที่ไหน หนาวขนาดนี้ให้ลงไปแช่ในน้ำเย็นตั้งนาน ซีจี[1]ก็มี ใช้ซีจีเอาสิ เดี๋ยวนี้เขาชักจะบ้าระห่ำเกินไปหน่อยกระมัง”
“โธ่คุณพ่อ คุณอาเจิ้งเขาเป็นมืออาชีพ มาทำงานกับเขาก็ต้องเรียนรู้จากเขา ไม่ว่าเขาสั่งอะไรหนูก็ยินดีทำทั้งนั้นแหละ อย่าโมโหไปเลยค่ะ”
“จะไม่ให้โมโหได้ยังไง ถ้าลูกสาวของพ่อเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไงเล่า” ประธานจางฮึดฮัด “ถ้ามันลำบากเกินไป ลูกไม่ต้องทำหรอก คราวหลังมาบอกพ่อ เดี๋ยวพ่อจัดการให้ ที่พ่ออนุญาตให้ลูกทำงานในวงการบันเทิงก็เพราะเห็นลูกบอกว่าเป็นงานอดิเรก เงินทองบ้านเรามีเหลือกินเหลือใช้ ลูกไม่จำเป็นต้องไปกัดฟันอดทนอะไรทั้งนั้น เข้าใจไหม”
หากถามว่าใครในครอบครัวตามใจจางลี่เซียนมากที่สุด คำตอบคือคุณพ่อคนนี้อย่างไรล่ะ
ประธานจางลำบากมาตั้งแต่เล็ก เขาเกิดมาในครอบครัวที่ฐานะไม่ค่อยดี พ่อแม่ของเขาต้องปากกัดตีนถีบทำมาหากินเลี้ยงดูลูกหลายคน ทำให้ช่วงชีวิตของเขายามนั้นต้องอดมื้อกินมื้อไปทำงานไปเพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัว ดีที่เขาเป็นคนหนุ่มมีความสามารถ มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ พอสบจังหวะ จึงสามารถก่อร่างสร้างตัวในวัยกลางคนได้สำเร็จ กลายเป็นเจ้าของธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านหยวน
พอมีลูกเป็นของตัวเอง เขาจึงไม่ต้องการให้ลูกของเขาเผชิญหน้ากับความลำบากใดใดทั้งสิ้น
โดยเฉพาะกับลูกสาวคนเล็ก ลูกสาวคนเดียวในบรรดาลูกชาย ลูกสาวสุดที่รักของเขา
“เข้าใจค่ะ มีอะไรหนูต้องบอกพ่อแน่นอน” จางลี่เซียนออดอ้อนเสียงหวาน
สองพ่อลูกคุยเล่่นกันสักพักใหญ่ ประธานจางยังออกปากว่าตนได้ส่งผู้จัดการคนใหม่กับพี่เลี้ยงเก่าแก่มาหาจางลี่เซียนอีกหลายคนเพราะผู้จัดการคนเก่าถูกสั่งให้ออกจากงานกะทันหัน เขาไม่ใส่ใจที่ลูกสาวไล่คนงานออก สนใจเพียงเธออาจไร้คนดูแลข้างกายเท่านั้น
ก่อนวางสาย จางลี่เซียนถามบิดา “คุณพ่อ แล้ว… คุณอาเจิ้งเขาได้พูดอะไรอีกไหมคะ”
“อืม รับปากว่าหลังจากนี้จะดูแลลูกเป็นอย่างดี ขอให้จริงเถอะ” เขาสงสัย “มีอะไรหรือเปล่าลูก?”
“อ๋อ ไม่มีหรอกค่ะ ถามไปงั้น ๆ แหละ เผื่อเขาจะฟ้องพ่อว่าหนูทำตัวไม่น่ารัก”
“เขาหรือจะกล้าบอกว่าลูกพ่อไม่น่ารัก” เขาสำทับส่งท้าย “ลูกไม่เป็นไรพ่อก็สบายใจ เดี๋ยวดึก ๆ พ่อโทรหาอีกที เดี๋ยวพ่อต้องไปประชุมก่อน ดูแลตัวเองดี ๆ นะ”
“ได้ค่ะ พ่อไม่ต้องห่วง”
ร่ำลากันเสร็จสรรพ จางลี่เซียนคลายความกังวลใจลง สิ่งที่เธอพะวงย่อมเป็นเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในกองถ่ายภาพยนตร์ซึ่งเธอมีส่วนเกี่ยวข้อง...
วางสมาร์ทโฟนยี่ห้อ I รุ่นล่าสุดบนหน้าตักตนอย่างเหม่อลอย ภายในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้ากลับมาเงียบสงบดังเดิม มีเพียงเสียงรบกวนจากเครื่องจักรกลเล็กน้อย ซึ่งสายลมที่พัดออกมาจากเครื่องปรับอากาศทำให้เธอนึกถึงเด็กสาวอีกคนหนึ่งในสายน้ำเย็นเฉียบของวันนั้น วันที่ตนร่วมแสดงในซีนที่ 37 ซีน ‘กระโดดน้ำ’
ทันทีทันใด ความหนาวเย็นขุมหนึ่งค่อย ๆ แล่นจากปลายนิ้วสู่หัวใจ
บนกระจกหน้าจอโทรศัพท์สีดำสนิทสะท้อนใบหน้าขาวซีดเสี้ยวหนึ่งของเด็กสาว ดวงตาใต้แพขนตาหนาของเธอล้ำลึกราวกับหลุมน้ำวน ไม่รู้คิดอะไรอยู่...
สบดวงตากลมโตช้ำน้ำผ่านกระจกเงา มู่เสวี่ยลูบแก้มแดงก่ำของตัวเองเบา ๆ
เธอเพิ่งฟื้นจากพิษไข้ ตัวรุม ๆ อยู่นิดหน่อย แต่มีเรี่ยวแรงพอจะไปโรงเรียนหลังจากหยุดพักมาหลายวัน เช้าวันนี้เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อคุยเรื่องการตัดสินใจครั้งสำคัญ
เด็กสาวเดินอ่อนระโหยโรยแรงเข้ามาในห้องครัว ที่โต๊ะทานข้าวพรักพร้อมด้วยสมาชิกครอบครัวตระกูลซุนของลุงใหญ่ เธอกล่าวอรุณสวัสดิ์ คว้าผลไม้และขนมปังในส่วนของตนก่อนเตรียมออกจากบ้านเงียบ ๆ
ทุกอย่างเป็นไปตามกิจวัตรประจำวันของเธอ จนซุนเหว่ยวางหนังสือพิมพ์ลงและเอ่ยรั้ง
“เดี๋ยว นั่งลงก่อนสิ” มองสีหน้าอิดโรยของหลานสาว เขาสั่งภรรยา “เธอตักข้าวให้มู่เสวี่ยด้วย วัน ๆ มัวแต่เต้นแร้งเต้นกาไล่ตามดารา ถึงต้องรับกรรมมานอนซมอย่างนี้ไงเล่า ขายขี้หน้าจริง ๆ เด็กสาวสมัยนี้เนี่ย”
มู่เสวี่ยกับซุนซูลี่ปิดปากแน่น เห็นทีเรื่องการเป็นตัวประกอบมือสมัครเล่นของกองถ่ายภาพยนตร์จะรู้ถึงหูชาวบ้านทั่วทุกสารทิศแล้ว แม้แต่คุณลุงผู้ไม่อินังขังขอบเรื่องของเด็กสาวในบ้านยังสามารถคาดเดาสาเหตุอาการป่วยไข้ของหลานสาวออก
“คุณป้าไม่ต้องลำบาก เดี๋ยวหนูตักข้าวเองค่ะ”
“ไม่ต้อง” ซุนเหว่ยชี้ตำแหน่งที่ว่างตรงกันข้ามกับซุนซูลี่ ลูกชายเพียงคนเดียวของสามีภรรยาคู่นี้ยังไม่ตื่น ดังนั้นเก้าอี้ที่เหลืออยู่จึงถูกมู่เสวี่ยครอบครอง “ฉันมีธุระสำคัญต้องคุยกับเธอ”
“ค่ะ คุณลุง”
เช้าตรู่วันนี้ ข้างนอกบ้านอากาศอบอุ่นขึ้นแล้ว แสงแดดอ่อน ๆ อาบไล้ยอดไม้ซึ่งเริ่มต้นผลิดอกออกใบ นกตัวน้อยกระโดดโลดเต้นส่งเสียงเจื้อยแจ้ว แต่สำหรับมู่เสวี่ย บรรยากาศภายในบ้านหลังนี้กลับไร้ชีวิตชีวา หลังสิ้นคุณปู่และบิดามารดา ซุนเหว่ยผู้มีศักดิ์เป็นลุงใหญ่ของเธอก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าบ้าน มีสิทธิ์เสียงในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของสมาชิกตระกูลซุนที่เหลืออยู่ หลานสาวกำพร้าอย่างเธอก็อยู่ภายใต้ความดูแลของเขาตามกฎหมายไปโดยปริยาย
แม้ซุนเหว่ยเป็นพี่ชายของคุณพ่อ มู่เสวี่ยไม่ได้สนิทกับเขา เนื่องจากเมื่อเธอเกิดมา ลุงใหญ่ก็ไม่อาศัยอยู่ในบ้านใหญ่แล้ว เขาแต่งงานกับกัวซื่อและย้ายออกไปพำนักหมู่บ้านในละแวกนี้ที่เจริญกว่าบ้านเกิดเมืองนอนตนแทน เหตุเพราะเขาแสวงหาความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน และเกิดความไม่ลงรอยภายในครอบครัวกับคุณปู่และน้องชาย หนึ่งปีหนึ่งหน มู่เสวี่ยพบเขาเฉพาะในวันไหว้บรรพบุรุษ
เด็กสาวไม่ทราบชัด แต่คาดเดาว่าความบาดหมางของพวกเขาเกิดจากตำแหน่งของ ‘ทายาทผู้สืบสกุล’
ผิดแผกจากตระกูลอื่นซึ่งมักระบุให้ ‘ลูกชายคนโต’ เป็นผู้สืบสกุล ธรรมเนียมการเลือกทายาทของตระกูลซุนกำหนดให้ผู้ที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญศาสตร์การต่อสู้ตระกูลซุนเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์สืบทอดสกุล
นับแต่เยาว์วัย ซุนเหว่ยไม่สนใจศาสตร์และศิลปะการต่อสู้สักนิด เพราะเขามองว่ามันเป็นศาสตร์โบราณที่ล้าหลังและไม่มีมูลค่าพอจะสร้างเม็ดเงิน ในทางกลับกัน น้องชายของเขารักในศาสตร์นี้ ดังนั้นคุณปู่ผู้ยึดมั่นเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษจึงมอบตำแหน่งทายาทผู้สืบทอดสำนักฝึกแก่ลูกชายคนรองแทน
ผิวเผินคล้ายสะสางอย่างยุติธรรม ทว่าจิตใจผู้คนยากแท้หยั่งถึง
ความเย็นชาค่อย ๆ ถักทอขึ้น หลังจากนั้นความสัมพันธ์ในครอบครัวเลยไม่เหมือนเดิม ผู้อาวุโสก็จนใจ เพียงหวังว่าพอแก่ชราสองพี่น้องอาจปรับความเข้าใจกัน มิคาดวันเวลานั้นไม่สามารถมาถึง ซุนหวนผู้เป็นน้องชายกับน้องสะใภ้ประสบอุบัติเหตุจนถึงแก่กรรม
พอซุนเหว่ยย้ายกลับมาดูแลบิดาผู้อาวุโส ไม่นานเขาก็จากลาไปอย่างไม่คาดฝันเช่นกัน ทิ้งไว้เพียงหลานสาวแปลกหน้าคนหนึ่งอย่างมู่เสวี่ย
อย่างที่กล่าวไป ไม่ใช่ลุงใหญ่ทำตัวร้ายกาจ เขาเพียงปฏิบัติตัวต่อมู่เสวี่ยตามหน้าที่ภายใต้หลักการ ‘ผู้ชายทำงานนอกบ้าน ผู้หญิงทำงานในบ้าน’ ลำพังซุนเหว่ยแค่เวลาทำมาหากินมาจุนเจือค่าใช้จ่ายของครอบครัวยังไม่ค่อยพอ มีหรือจะมาใส่ใจว่าหลานสาวว่ารู้สึกอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างลุงกับหลานจึงเป็นเพียงคนแปลกหน้าอาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน
เป็นป้าสะใภ้กัวเจียเหม่ยรับหน้าที่จัดการเรื่องราวในบ้าน แต่กัวเจียเหม่ยไม่ได้มีสายเลือดของคนตระกูลซุนและไร้ความผูกพันธ์ มู่เสวี่ยในสายตากัวซื่อเป็นคนนอกที่เข้ามากระเบียดกระเสียรคนในครอบครัวเธอ มิหนำซ้ำความอยุติธรรมที่พ่อสามีปฏิบัติต่อสามีตนจนเขาต้องพาเธอระหกระเหินต่างเมืองยังฝังใจ เด็กสาวในฐานะทายาทของซุนหวนย่อมรับผลกรรมแห่งความเกลียดชัง
เพราะบ้านหลังเก่าในความทรงจำของอบอุ่นเหลือเกิน ความเย็นชาของบ้านหลังใหม่จึงยิ่งแจ่มชัด
นานวันเข้า มู่เสวี่ยรู้สึกว่าบ้านแห่งนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับเธอ
“ฉันรู้จากลี่เอ๋อร์แล้ว อีกไม่กี่เดือนพวกเธอสองคนก็จะจบม.หกใช่ไหม” เสียงของซุนเหว่ยดึงมู่เสวี่ยจากภวังค์ “ใบจบการศึกษาเธอได้เมื่อไหร่”
“ปลายเดือนหกคงได้ใบจบค่ะ”
หัวใจมู่เสวี่ยเต้นแรง เธอรู้แล้วว่าเขากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร
“อ้อ” ซุนเหว่ยรับคำ “ได้ใบจบเมื่อไหร่ก็เอามาให้ฉัน ประเดี๋ยวฉันจะแนะนำเธอกับลี่เอ๋อร์ให้เพื่อนฉัน เขาเป็นเจ้าของโรงไม้ที่ซุนหนานทำงานอยู่ ช่วงนี้โรงไม้กำลังหาพนักงานบัญชี ผลการเรียนของพวกเธอน่าจะเพียงพอต่อการสมัครตำแหน่งนี้ ตอนนี้ฉันกับลูกชายเป็นผู้ร่วมหุุ้นของโรงไม้ครึ่งหนึ่งแล้ว ไม่น่ามีปัญหา”
“ไม่เอานะพ่อ หนูไม่อยากทำงานที่เดียวกับพี่ชาย” ซุนซูลี่แย้ง “หนูอยากไปทำงานต่างเมืองนี่นา”
“ลูกคิดว่าสมัยนี้หางานง่ายนักรึไง” ซุนเหว่ยตัดบท “อาทิตย์หน้าพ่อจะพาพวกลูกไปฝากตัวกับเขา ระหว่างนี้ก็ลองฝึกงานช่วงวันเสาร์อาทิตย์ไปพลาง ๆ จบมาจะได้ทำงานเลย อย่าลืมเตรียมตัวดี ๆ เสียล่ะ”
มู่เสวี่ยนิ่งงัน ควันจากโจ๊กลอยคลุ้ง เธอพลันหมดความอยากอาหาร
เผชิญความเงียบ ลุงใหญ่ขมวดคิ้วไม่พอใจ “มีปัญหาอะไร?”
เด็กสาวสบตาเขา
“คุณลุง หนูอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยค่ะ”
สมาชิกที่เหลืออยู่ภายในห้องครัวหันมามองมู่เสวี่ยเป็นตาเดียว
“เรียนต่อมหา’ลัย?” ลุงใหญ่มองหลานสาวอย่างมึนตึง แค่นหัวเราะ “เป็นผู้หญิงจะเรียนสูง ๆ ไปทำไม ไม่เห็นมีประโยชน์ เรียนจบมาสูง ๆ แล้วไง สุดท้ายก็ต้องแต่งงานคอยดูแลลูกดูแลสามีอยู่ดี ไม่สู้เธอจบมาทำงานสะสมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นสินเจ้าสาวกับหาสามีดี ๆ สักคนแถวนี้เล่า”
“หนู...”
“นี่ มู่เสวี่ย คุณลุงพูดก็เพื่อตัวเธอเองนะ เธอจะดื้อรั้นก็มีเหตุมีผลบ้าง” ป้าสะใภ้ขัด “เธอไม่รู้หรือว่าค่าเทอมกับค่ากินอยู่ในการเรียนต่อมหา’ลัยไม่ใช่ราคาถูก ๆ อย่างน้อย ๆ ต้องมีปีละห้าถึงหกหมื่นหยวน ลุงใหญ่เธอมีภาระรับผิดชอบในบ้านมากมาย จะมาส่งเสียเธอไหวหรือ เด็ก ๆ อย่างเธอคิดน้อยไปหน่อยมั้ง”
“ไม่ใช่นะคะ...”
“จะไม่ใช่ได้ยังไง ครั้งที่แล้วฉันก็บอกเธอด้วยเหตุผลดี ๆ แล้ว ทำไมเธอไม่ฟังฉันบ้าง ฉันอุตส่าห์เห็นเธอไม่มีผู้ปกครองคอยเตือนเลยมีใจอยากดูแล แต่เธอกลับไม่คิดเข้าใจความปรารถนาดีของฉันเลยงั้นสิ”
“...” มู่เสวี่ยเม้มปาก หลุบตามองมือตนใต้โต๊ะอย่างอดทน ไม่อยากเถียงผู้อาวุโส
ฟังคำภรรยา เห็นความนิ่งดื้อด้านของเด็กสาว ความโกรธของซุนเหว่ยพลันปะทุ
“เธอบอกว่าจะเรียนต่อมหา’ลัย? เธอคิดว่าบ้านเรามีเงินพอให้เธอถลุงเล่นหรือ” ซุนเหว่ยวางตะเกียบปึงปัง “ขนาดซุนหนาน ลูกชายฉันจบมัธยมแล้วยังไม่คิดเรียนต่อเพราะไม่อยากสร้างภาระรายจ่ายให้ที่บ้าน เขายอมออกมาทำงานเก็บเงินเรียนเอง ลูกชายฉันยังไม่ได้เรียน แล้วฉันต้องส่งเสียเธอเรียนงั้นรึ”
แม้บรรพบุรุษตระกูลซุนมีชื่อเสียง มีบ้าน และมีที่ดิน แต่พอวันเวลาล่วงเลยผ่านไป ที่ดินเหล่านั้นกลายเป็นดินไม่ดี ปลูกพืชผลไม่เคยงอกงาม มิหนำซ้ำด้วยขนบธรรมเนียม ‘ยึดถือคุณธรรม น้อมนำความรู้ และไม่หวาดหวั่นต่อเงินตรานอกกาย’ ของตระกูลซุนยิ่งพลอยทำให้สมบัติพัสถานของตระกูลยิ่งมายิ่งลงถอย
ลูกชายผู้สืบทอดสกุลของซุนเหว่ยยังไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนเขียนอ่านในมหา’ลัย
แล้วซูนมู่เสวี่ยเป็นใครถึงได้รับอภิสิทธิ์เหล่านั้น
“เธอนี่นะ” กัวซื่อทำทีหนักใจ “คุณลุงหาเงินเลี้ยงดูเธอ แบ่งปันบ้านพักอาศัย ให้ข้าวให้น้ำ ซ้ำยังหางานดี ๆ ให้เธอ เขาทำดีด้วยขนาดนี้ เธอไม่คิดสำนึกบุญคุณก็แล้วไป นี่ยังคิดสร้างเรื่องให้ลุงเธอปวดหัวอีกหรือ”
“...” เด็กสาวไม่เข้าใจ ในใจสงสัยว่าการอยากเรียนต่อของตนเป็นการเนรคุณลุงใหญ่ได้อย่างไร
“เด็กคนนี้เหลือเกินจริง ๆ คุณจัดการหลานสาวของคุณเองเถอะ” กัวซื่อตัดพ้อต่อว่ากับสามีตน “ฉันทำดีด้วยเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล ฉันไม่อยากยุ่งด้วย ฉันทนมามากพอแล้ว”
กัวเจียเหม่ยพูดตนว่า ‘ทน’ มามากพอแล้ว แต่หล่อน ‘ทน’ อะไรล่ะ?
ที่ผ่านมา คนที่ต้องอดกลั้นอดทนมาตลอด มันคือเธอต่างหาก
จู่ ๆ มู่เสวี่ยก็รู้สึกว่าเธอเอง ‘ทน’ มามากพอแล้วเหมือนกัน เธอไม่ยินยอมเป็นฝ่าย ‘อดทน’ อีกต่อไป
มู่เสวี่ยไม่ก้มหน้าแล้ว เธอเชิดลำคอ มองหน้าตรง อกผายไหล่ผึ่ง และบอกพวกเขาทุกคนว่า
“ไม่ใช่อย่างที่คุณลุงกับคุณป้าเข้าใจผิดนะคะ หนูไม่คิดสร้างความปวดหัวให้ใคร หนูเข้าใจความลำบากของที่บ้านและซาบซึ้งพระคุณของคุณลุงกับคุณป้าดี หนูคุยเรื่องนี้กับอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว เขาบอกว่าแต่ละมหาวิทยาลัยมีทุนการศึกษาสำหรับเด็กเรียนดีในแต่ละภูมิภาค หนูเลยอยากลองสอบชิงทุนดู จะไม่รบกวนเงินของใครหรือสร้างภาระให้ทางนี้เด็ดขาดค่ะ”
ปกติเด็กสาวมักสงวนคำพูด แต่พอเธอตั้งใจชี้แจง น้ำเสียงของเธอทำให้ทุกคนต้องหยุดฟัง
“อีกไม่กี่เดือนจะมีการสอบคัดเลือกมหาวิทยาลัยระดับประเทศ มีแบบฝึกหัดและหนังสือที่หนูต้องอ่านอีกมากมายรออยู่ หนูอยากทุ่มเทเตรียมตัวสอบครั้งนี้ให้สุดชีวิตดูสักที หนูคิดว่าตัวเองไม่สามารถแบ่งสมาธิไปทำงานอย่างอื่นได้พร้อม ๆ กัน…” มู่เสวี่ยสบตาลุงใหญ่ กล่าวอย่างหนักแน่น
“ดังนั้นเรื่องฝึกงานที่โรงไม้ในสัปดาห์หน้า หนูคงไปไม่ได้ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”
ซุนเหว่ยมองหลานสาวผู้ปฏิเสธตนอย่างเด็ดเดี่ยวตรงหน้าราวกับเพิ่งรู้จักตัวตนเธอเป็นครั้งแรก ปกติเด็กสาวคนนี้มีรอยยิ้มประดับหน้าเป็นนิจ ดูสำรวม สุภาพ ยอมคน คล้ายแม่ของเธอ แต่ตอนนี้ไหล่บาง ๆ กลับเหยียดตรงไม่คลาย ดวงตาแน่วแน่ดื้อรั้น ซ้อนทับภาพของใครบางคน
ความทะนงตัวของเธอช่างเหมือนกับคุณปู่ของเธอ… ใช่แล้ว คล้ายกับพ่อของเขาไม่มีผิด
เธอเหมือนจะ… เปลี่ยนไป?
ความรู้สึกหลากหลายบังเกิดในใจ
“มู่เสวี่ย ฉันก็ไม่อยากจะขัดเธอหรอก แต่เรื่องทุนการศึกษาเนี่ยไม่ใช่แค่เธอบอกว่าจะพยายามหน่อยแล้วก็จะสมปรารถนา” กัวเจียเหม่ยแทรก หางตาชำเลืองมองเด็กสาว “สอบติดมหา’ลัยก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า ช่างกล้าพูดเต็มปาก แล้วเธอมาปฏิเสธความหวังดีของคุณลุงเสียงแข็งอย่างนี้สมควรหรือ”
“คุณป้าเข้าใจผิดแล้วค่ะ” มู่เสวี่ยแสดงจุดยืนอย่างเถรตรงต่อกัวซื่อเป็นครั้งแรกยามที่อีกฝ่ายเล่นลิ้น “หนูไม่เคยปฏิเสธความหวังดีของคุณลุงเลย หนูเพียงอยากลองพยายามทำตามความฝันของตัวเอง เลยต้องปฏิเสธการฝึกงานช่วงสามถึงสี่เดือนนี้ รอหลังวันสอบคัดเลือกเสร็จ หนูย่อมกลับมาช่วยงานคุณลุงแน่นอนค่ะ”
“เนี่ยน่ะนะไม่ปฏิเสธความหวังดี? คุณดูสิคะ หลานสาวคนนี้นับวันยิ่งเหิมเกริม เป็นผู้เยาว์ต้องเชื่อฟังผู้อาวุโส เรื่องกตัญญูง่าย ๆ แค่นี้ยังทำไม่ได้ ฉันหมดคำจะพูด” กัวเจียเหม่ยไม่พักหายใจ กระแนะกระแหน “หากปีกกล้าขาแข็งนัก ทำไมเธอไม่ย้ายออกไปอยู่คนเดียวซะล่ะ จะมาซุกหัวนอนในบ้านนี้ทำไม เลี้ยงเปลืองข้าวสุกเสียจริง ไม่รู้พ่อแม่และต้นตระกูลเธอสั่งสอนมายังไง...”
พาดพิงสกุล ป้าสะใภ้ค่อยรู้สึกตัว หุบปากฉับพลัน
“คุณปู่สอนสั่งหลักคุณธรรมและศีลธรรม คุณพ่อสอนเรื่องสติและปัญญา ส่วนคุณแม่สอนกิริยามารยาท การสำรวม กาย วาจา ใจ” มู่เสวี่ยตอบชัดถ้อยชัดคำ นัยน์ตาเรียบเฉย “ท่านทั้งสามล้วนบอกว่าคนเรานั้นสำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล[2] ดังนั้นกระทำการใดควรทำอย่างรอบคอบ ไม่ให้ตนและครอบครัวต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง”
“...”
กัวเจียเหม่ยจุก เจ็บ อ้าปากพะงาบ นิ้วอันสั่นระริกชี้หน้าคนพูด
นางตัวดีนี่ตีวัวกระทบคราด[3] เธอ!
หันไปฟ้องสามี “คุณคะ ดูหลานสาวคุณสิ!”
ซุนเหว่ยกำลังจะโมโห พลันถูกขัดจังหวะ
“คุณป้าเป็นคนถามว่าหนูถูกสั่งสอนมายังไง หนูก็ตอบคำถามคุณป้าตามที่คนตระกูลซุนแนะนำสั่งสอนหนูนะคะ” มู่เสวี่ยทำหน้าไร้เดียงสา ไม่เข้าใจความนัยของป้าสะใภ้ ถามลุงใหญ่อย่างงุนงง “หนูพูดผิดตรงไหนหรือคะ”
ซุนเหว่ยเม้มปากแน่น
คำพูดของเด็กคนนี้เผิน ๆ ก็ไม่มีปัญหาหรอก เพียงแต่นัยยะมัน… ไม่รู้เด็กคนนี้ใสซื่อจริงหรือจงใจประชดประชันกันแน่
มองดวงตาใส ๆ กะพริบปริบ ๆ
“เธอพูดอะไรของเธอ เธอแต่งให้ฉันก็ถือว่าเธอเองเป็นหนึ่งในสมาชิกตระกูลซุนเหมือนกัน จะแบ่งเขาแบ่งเราเสียมารยาทต่อบรรพบุรุษตระกูลซุนใช้ได้ที่ไหน” ซุนเหว่ยปรามกัวซื่อเพราะเห็นแก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เขาหันหน้ามาทางมู่เสวี่ย
“ส่วนเธอ เรื่องอนาคตของเธอฉันยังไม่ตกปากรับคำ อย่างที่ป้าสะใภ้เธอพูด เป็นเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเอะอะจะมาตัดสินใจชีวิตเอาเองแบบนี้ไม่ได้ นี่ไม่ต่างอะไรจากเด็กไม่มีสัมมาคารวะและไม่เคารพผู้อาวุโส เป็นผู้หญิงพึงปฏิบัติตามหลักสามคล้อยตามสี่คุณธรรม[4] ก็พอ เธอยังไม่แต่งงานก็ต้องอยู่ภายใต้โอวาทผู้ใหญ่อย่างฉัน ดังนั้นจะทำอะไรต้องรอฉันอนุมัติก่อน เข้าใจไหม”
หากเป็นมู่เสวี่ยคนก่อนคงตอบรับลุงใหญ่อย่างจำใจเพราะต้องการหลีกเลี่ยงปัญหา หากเป็นเธอคนก่อนคงอดทนอดกลั้น ยิ้มสู้ คิดว่ารอโอกาสเหมาะ ๆ ค่อยเกลี้ยกล่อมเขาอีกที
แต่พอเฉียดใกล้ความตายอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เด็กสาวรู้สึกว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก
เหตุใดเธอต้องคล้อยตามผู้อื่น? เหตุใดเขาเหล่านั้นถึงมาตัดสินใจชีวิตเธอแทนเธอ? เหตุใดเธอจึงไม่มีสิทธิ์เสียงบอกกล่าวความต้องการของตัวเอง? เหตุใดเธอจึงต้องยินยอมเป็นฝ่ายตั้งรับ ถูกกระทำ และถูกเอาเปรียบเพียงผู้เดียว? เหตุใดเมื่อเธออดทนแล้วความอยุติธรรมกลับยังเกิดขึ้น?
เธอนึกถึงยอดผาสูงในวันที่แสงแดดแผดเผา ตนยืนหนาวเหน็บใต้ผืนน้ำเบื้องล่างอย่างโดดเดี่ยว
คนที่ช่วยเธอวันนั้น ก็คือตัวเธอเอง ไม่มีใครมาช่วยแล้ว
มู่เสวี่ยไม่ได้ตอบรับลุงใหญ่ เธอหลุบตามองมือตนที่กำแน่นใต้เงาโต๊ะทานข้าว เธอไม่อยากหลบซ่อนอีกต่อไปแล้ว ลืมตามาอีกที ดวงตากลมโตของเธอก็เปล่งประกายราวกับดวงอาทิตย์อันโชติช่วงชัชวาล เผชิญหน้าพวกเขาอย่างกล้าหาญ
ความหวังของเธอ
ความฝันของเธอ
ความเชื่อของเธอ
และความปรารถนาของเธอ
เธอนี่แหละจะไขว่คว้ามันมาด้วยตัวเอง!
เชิงอรรถ บทที่ 14
[1] CG: คำย่อมาจากคำว่า Computer Generated หรือที่คนทั่วไปเข้าใจว่ามาจากคำ Computer Graphic คือ ภาพอะไรก็ตามที่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมา
[2] สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล (观其言行,知其为人) : แปลตามคำจีนตรงตัวว่า ‘ดูสิ่งที่เขาพูดและทำ’ เป็นสำนวนที่พูดถึงวิธีการดูคนอย่างลึกซึ้งผ่านการแสดงออกว่าคนผู้นั้นมีบุคลิก พื้นเพ นิสัยใจคอ เป็นอย่างไร ครอบครัวแบบใด อบรมสั่งสอนแบบไหน
[3] ตีวัวกระทบคราด (指桑骂槐) : การแสร้งทำหรือแสร้งพูดอย่างหนึ่ง แต่เจตนากระทบกระทั่งทางอ้อมให้เป็นอีกความหมายหนึ่ง
[4] หลักการ ‘3 คล้อยตาม 4 คุณธรรม’ เป็นหลักการ จารีต คติ ความเชื่อของสังคมจีนสมัยโบราณ มีรากฐานมาจากปรัชญาของขงจื่อ ที่ต้องการอบรมสั่งสอนผู้หญิงในบุคสมัยนั้นให้สอดคล้องกับความเชื่อว่า ผู้หญิงที่ดี เมื่อเป็นลูกต้องกตัญญู (孝女) เป็นภรรยาต้องฉลาด (贤妻) เป็นมารดาต้องประเสิรฐ (良母)
3 คล้อยตาม (三从) คือ: 1. ผู้หญิงหากยังไม่ออกเรือนต้องเชื่อฟังบิดา (未嫁从父) 2. เมื่อออกเรือนแล้วต้องเชื่อฟังสามี (既嫁从夫) 3. เมื่อสามีถึงแก่กรรมต้องเชื่อฟังลูก (夫死从子)
4 คุณธรรม (四德) คือ:1. คุณธรรมของสตรี (妇德) รักษากิริยา สงบเสงียม จะทำสิ่งใดระมัดระวังตน 2. วาจาของสตรี (妇言) สงบปากสงบคำ ไม่แสดงวาจาที่ไม่สุภาพ 3. รูปลักษณ์ของสตรี (妇容) ดูแลตนเอง แต่งหน้าแต่งกายเรียบร้อยเหมาะสม 4. การงานของสตรี (妇功) เก่งงานบ้านงานเรือน ดูแลงานครัว รู้จักการต้อนรับ
อาจารย์ ดร.ศิริวรรณ วรชัยยุทธ. 2016. “แม่ และ เมีย” บทบาทของผู้หญิงในสังคมจีน. In: พลังผู้หญิง แม่เมีย และเทพสตรี : ความจริงและภาพแทน. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ. pp. 249-259.กรศิริ คตภูธร และ ชูชิต ชายทวีป. 2015. การศึกษาหลักจริยศาสตร์ของขงจื้อ A Study of the Ethical Principles of Confucianism. Academic journal Bangkok university. 3(2). pp.12-24.
Talk: ทุกคนคะ ต้องขอโทษที่มาช้าไปหนึ่งวัน ติดอ่านนิยาย ‘เทพยุทธ์เซียน Glory’ เล่มสุดท้าย TTwTT กับบังเอิญไปฟังยูทูปช่อง ‘The Sixsense คนเห็นผี’ แล้วเกิดติดงอมแงมเลยค่ะทุกคนน ช้าเลยยยย ขออภัยนะคะ บทนี้ ยังคงบอกคำเดิมว่าเป็นบทที่เขียนแล้วชอบมากเลยล่ะค่ะ เขียนไปนี่ฮึกเหิมไปสุด ๆ เป็นบทที่สื่อถึงความเปลี่ยนแปลงนิสัย + การเติบโตของตัวละครหลัก ไม่เพียงเฉพาะจางลี่เซียนที่คราวนี้เขียนเพิ่มมุมมองเล็ก ๆ ของเธอมาในการรีไรท์ครั้งนี้ แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลง + พัฒนาการของมู่มู่อย่างเห็นได้ชัดด้วยค่ะ แรกเริ่มเดิมทีฉากนี้ที่ตั้งใจเขียน เป็นแค่ฉากการโต้เถียงและแสดงความขัดแย้งภายในครอบครัวทั่วไป แต่ไป ๆ มา ๆ ก็รู้สึกว่าต้องเขียนฉากการเติบโตของมู่มู่ให้ได้ค่ะ ถ้าหากทุกคนสังเกต ว่าตั้งแต่บทที่ 1 - 13 จะเห็นชัดมากเลยว่าเราดีไซน์มู่มู่ออกมาให้เป็นตัวละครที่ค่อนข้างซื่อตรงมาก ๆ เป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงดูและขัดเกลามาอย่างดีโดยคุณปู่ น้องเป็นเด็กดี ใจดี ใจกว้าง อดทนอดกลั้น มุมานะพากเพียร อะไรยอมได้ก็ยอม ช่วยเหลือทุกคนเท่าที่ทำได้โดยไม่คิดแบ่งแยกมิตรหรือศัตรู ดังนั้นที่ผ่านมาตั้งแต่บทแรก น้องจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำและถูกเอารัดเอาเปรียบเสมอมา (ลองสังเกตดูนะคะว่าเรื่องวุ่น ๆ วิ่งหาน้องทั้งนั้น55555) ทว่าพอผ่านเหตุการณ์แห่งความเป็นความตาย พลาดท่ากับกลอุบาย และเผชิญหน้ากับความหลากหลายของจิตใจมนุษย์ ผลกระทบเหล่านั้นจึงค่อย ๆ ตีกระเทาะเปลือกแห่งความไร้เดียงสาของน้อง ทำให้มู่มู่ตาสว่างขึ้น มองเห็นความเป็นจริงมากขึ้น เรียนรู้ความผิดพลาด ยอมรับ พบว่าวิธีการอย่างเช่นการ ‘อดทนอดกลั้น’ ของเธอนั้น บางทีใช้เป็นหนทางแก้ไขกับทุกสถานการณ์ไม่ได้ ในบางครั้งการ ‘ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเอง’ จึงเป็นวิธีที่ดีกว่าการอดทนให้เขาเอาเปรียบ ซึ่งเราคิดว่ามันสำคัญมาก ๆ เลยล่ะค่ะที่จะเขียนบทนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเติบโตทางความคิดของมู่มู่ขึ้นมา เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เห็นและรับรู้การเปลี่ยนแปลงของเธออย่างเป็นรูปธรรม หวังว่าทุกคนจะฮึกเหิมไปกับเนื้อหาบทนี้นะคะ
อรัณย์ ARUNNE