“เ้าจิ้งจอกสมควรตาย!!!”
“เหวอ!” เฉินอี้อ้าปากค้างให้กับภาพที่อยู่ตรงหน้า ร่างสูงใหญ่ที่เคยสง่างามเทียบเทพเซียนกลับกลายเป็สัตว์หน้าขนสีขาวไม่เหลือเค้าความเก่งกาจที่เคยมีมา
“เฉินอี้! เ้าเลิกแหกปากแล้วตั้งสติซะ”
ทว่าอีกคนก็ได้ยินแต่เสียงโฮ่งโฮ่ง...
“เ้าหมาน้อยมานี่มา” พอเห็นสัตว์น่ารักเข้าหน่อยก็ลืมไปเสียแล้วว่านั่นคือเ้านายที่ถูกคำสาป
“เ้ากล้าเรียกข้าว่าเ้าหมาน้อยงั้นเหรอ! ไอ้เ้าลูกเต่าเฉินอี้ เ้าตายแน่” ปากเล็กยื่นยาวไล่งับข้อเท้าขององครักษ์ผู้กุมความลับของเขาแต่เพียงผู้เดียว
“โอ๊ย! ท่านอ๋อง อย่ากัดกระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ” ขายาวสมส่วนะโหนีจากคมเขี้ยวของสุนัขขนปุยได้อย่างหวุดหวิด
“เ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก นี่แหนะ!” ทั้งยังวิ่งไล่กวดในห้องแบบไม่ลดละ หากความสูงไม่ถูกย่อส่วนกะทันหัน ไม่แน่ว่าเฉินอี้คงโดนผู้เป็นายซัดด้วยพลังลมปราณจนล้มฟุบไปแล้ว...
องครักษ์ผู้ภักดีได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ‘เป็คนก็ว่าเอาใจยากแล้ว เป็สุนัขจะเอาใจยากแค่ไหนก็ดูเอาเถิด’
แง็บบบบ! ไม่ว่าคนสนิทจะโดดหลบเก่งแค่ไหน แต่ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจหนีเขี้ยวสีขาวไปได้อยู่ดี ฟันแหลมเล็กกดจมตรงข้อเท้าทั้งยังสะบัดจนหัวสั่นหัวคลอน
“ว๊ากกกก” บุรุษหนุ่มร้องเ็ป “เฉินอี้สำนึกผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ ได้โปรดท่านอ๋องทรงอภัยให้กระหม่อมด้วยเถิด” แถมยังก้มหัวโขกพื้นจนหน้าผากแดงปื้น
“ถึงข้าจะอยู่ในร่างสุนัขก็จริง แต่พิษสงของข้าไม่ได้น้อยลงมาตามลำตัวหรอกนะ”
แม้ว่าหยางเฟยหลงจะรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่ตนเอ่ยออกไปเป็เพียงเสียง ‘โฮ่งโฮ่ง’ ก็ตาม แต่เพราะได้ระบายความโกรธต่อคำสาปแสนบัดซบนี้แล้ว จึงรู้สึกสำราญใจขึ้นมาเล็กน้อย
คนเย่อหยิ่งแสนเอาแต่ใจถึงจะอยู่ในร่างสุนัข กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้นิสัยใจคอเปลี่ยนไป นิสัยเดิมเป็เช่นไร บัดนี้ก็ยังคงเป็เช่นนั้น
“ออกแรงแค่นิดเดียวก็เหนื่อยล้าไม่สมกับเป็ชายชาตรี สงสัยต้องงีบเอาแรงเสียแล้ว” หางสั้นเล็กส่ายดุ๊กดิ๊กไปมาตามจังหวะการก้าวเดิน ก่อนจะรวบรวมแรงทั้งหมดไปไว้ที่ขาทั้งสี่ข้าง พริบตาเดียวหยางเฟยหลงก็ะโขึ้นไปอยู่บนเตียงอันแสนนุ่มนวลของเขาเอง
“เชิญท่านอ๋องพักผ่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปจัดการเขียนจดหมายเพื่อแจ้งข่าวการเจ็บป่วยให้เองพ่ะย่ะค่ะ” เฉินอี้ก้มศีรษะอย่างนอบน้อมก่อนจะออกจากห้องนอนของผู้เป็นายอย่างเงียบเชียบ
**
เฉินอี้เอ๊ย เอ็งก็เอ็นดูสัตว์ผิดจังหวะเหลือเกิน นั่นมันลูกพี่ของแกรนะเว้ย 555