เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    ภาค 1 ตอนที่ 39 ประลองฝีมือ

            ใบหน้าของอาเธอร์นั้นแสดงออกซึ่งความตกใจเป็นอย่างมากเขารีบเก็บดาบและกระโดดลงมายังด้านล่างของเวที มุ่งตรงมายังที่ที่เมอร์ลินยืนอยู่

            ใบหน้าอันหล่อเหล่านั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

            “เป็นเจ้า... นี่เจ้าใช่ไหมเมอร์ลิน”อาเธอร์กล่าวออกมาอย่างมีความสุข

            ในขณะที่อาเธอร์มีอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความยินดีแต่เมอร์ลินกลับมองไปที่เขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน

            ท่าทางของอดีตคนสนิทตัวน้อยนั้นเปลี่ยนแปลงไป

            เมอร์ลินคนนี้ดูสงบและสุขุมมากยิ่งขึ้นเขามีกลิ่นอายของผู้ใหญ่ตรงกันข้ามกับรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็น

            “ถูกต้องแล้ว ข้าคือเมอร์ลิน”เมอร์ลินเอ่ยและยิ้มเล็กๆ ให้กับอาเธอร์

            ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนกลายเป็นศูนย์กลางที่รวมความสนใจของเหล่าผู้คน

            หญิงสาวหลายคนรู้สึกอิจฉาที่เด็กน้อยนี้ที่มีความสนิทชิดเชื้อกับอาเธอร์

            คำถามจำนวนมากถูกเอ่ยออกมาจากปากของอาเธอร์ท่าทางของเขานั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกระตือรือร้น

            ในสายตาของเมอร์ลินหลายปีที่ผ่านมาอาเธอร์นั้นเปลี่ยนไปเป็นอย่างมากนอกจากรูปร่างหน้าตาอันหล่อเหล่าสมชายชาตรีก็คงเป็นนิสัยของเขา

            อาเธอร์ดูเป็นมิตรต่อเมอร์ลินอย่างเห็นได้ชัดหากเป็นในอดีตเมอร์ลินสามารถพูดได้ว่านี่ไม่ใช่ตัวตนของเขา

            ไม่เพียงเมอร์ลินที่รู้สึกประหลาดใจกับความเปลี่ยนแปลงอาเธอร์ด้วยก็เช่นกันนอกจากจะรู้สึกประหลาดใจกับการปรากฏตัวของอดีตคนสนิทที่คิดว่าตายไปแล้วเขายังประหลาดใจกับการแสดงออกและท่าทางที่เปลี่ยนไปของเมอร์ลิน

            อาเธอร์มองเมอร์ลินด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเขากำลังคิดเกี่ยวกับเมอร์ลิน

            เมอร์ลินที่อยู่ตรงหน้านี้มีความสงบนิ่งและสุขุมเป็นอย่างมากบรรยากาศรอบตัวของเขานั้นเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและราบเรียบแม้ร่างกายจะดูไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก แต่ท่าทางการแสดงออกนั้นราวกับเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง

            ผ่านไปเกือบห้าปีแม้รูปร่างของเมอร์ลินจะเติบโตขึ้นเล็กน้อยแต่นั่นยังคงรูปลักษณ์ของเด็กน้อยเขาไม่ได้เติบโตเพิ่มขึ้นมากเหมือนเด็กทั่วไป

            แต่ทว่าโลกนี้มีเรื่องประหลาดอยู่มากบางคนอาจมีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติหรือบางคนก็เติบโตเกินวัยนี่จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

            หากอาเธอร์รู้ความจริงว่าเมอร์ลินนั้นมีการเติบโตแบบพิเศษที่มนุษย์ธรรมดาทั่วไม่สามารถวัดเป็นเกณฑ์ได้เขาคงได้แต่อ้าปากค้างเหมือนร้องออกมาไม่มีเสียง

            ในทางตรงกันข้ามอาเธอร์ในตอนนี้ เขานั้นคือชายฉกรรจ์อันสมวัยช่วงอายุ 17ปีของเขานั้นทำให้รูปร่างและหน้าตาของเขาโดดเด่นเป็นอย่างมากชายหนุ่มผมทองที่ทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขานั้นมีใบหน้าราวกับเทพบุตร

            ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรูปร่างหน้าตาฐานะหรือความสามารถของเขา ทั้งหมดนี้นั้นเหมาะสมแล้วกับเขาที่เป็นบุตรของดยุกโคว

            “อาเธอร์ ...”

            ทันใดนั้นเองก็มีชายชรารูปร่างใหญ่โตราวยักษ์ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราอันขาวโพลน รอยแผลตรงแก้มซีกซ้ายของเขานั้นทำให้โดดเด่นจนเป็นที่สะดุดตาร่างกายของเขานั้นมีขนาดที่ใหญ่มาก แม้จะได้ชื่อว่าเป็นชายชราแต่ทว่าร่างกายของเขานั้นกลับอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อหากคาดเดาทางสายตาชายชราคนนี้น่าจะมีความสูงที่มากกว่า 2 เมตรได้

            เมอร์ลินสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจอันลี้ลับออกมาจากเขาแม้จะไม่สามารถระบุระดับขั้นพลังเวทย์ได้ แต่ชายชราผู้นี้ย่อมเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ทุกที่ที่เขาเดินผ่าน เหล่าผู้คนต่างโค้งเคารพต่อเขาอย่างนอบน้อม

            ชายชรานั้นยิ้มและเดินตรงมาที่อาเธอร์

            อาเธอร์เมื่อได้ยินเสียงเรียกของชายชราเขาจึงหันไปพูดคุยด้วยรอยยิ้ม

            "ท่านอาจารย์นี่คือเพื่อนของข้าที่ข้าเคยเล่าให้ท่านฟังเขานั้นเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตข้าไว้เมื่อหลายปีก่อน มันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ที่เขายังมีชีวิตอยู่ข้านั้นดีใจเป็นอย่างมาก"

            ชายชราใช้สายตาของเขาสำรวจเมอร์ลิน

            เมอร์ลินไม่สามารถคาดเดาความคิดของชายชราได้สิ่งที่เขาสามารถรับรู้ได้คือตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวของชายชรา

            ก่อนหน้านี้เมอร์ลินได้ทราบข่าวจากร้านเสื้อคลุมสีฟ้าว่าอาจารย์ของอาเธอร์นั้นคือวีรบุรุษแห่งอารากอน

            เมอร์ลินเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้านี้ได้อย่างรวดเร็ว

            ชายชราคนนี้มีลักษณะเป็นยอดฝีมือแม้เขาจะพยายามปกปิดพลังเวทย์ในร่างของเขา แต่ด้วยอำนาจของดวงตาเลเมเกทันก็ทำให้เขาไม่สามารถปิดบังเมอร์ลินได้อย่างมิดชิด

            เมอร์ลินมองเห็นพลังเวทย์ที่ยิ่งใหญ่ที่ล้นทะลักออกมาจากร่างของชายชราชายชราจึงเป็นตัวตนที่น่าหวาดกลัวสำหรับตัวเขาในยามนี้

            เมื่อข้างกายของอาเธอร์มีชายชราคนนี้อยู่ข้างกายแผนการล่อลวงดาบของอาเธอร์นั้นย่อมลำบากและยากมากยิ่งขึ้น เพราะจากการคาดเดาของเขาชายชราผู้ที่ได้ชื่อว่าวีรบุรุษแห่งอารากอนนั้นจะต้องมีเป็นจอมเวทย์ผู้หนึ่งหรือมีพลังพิเศษที่มากกว่านั้น

            แน่นอนว่าในสายตาของชายชรา เมอร์ลินนั้นเป็นเพียงมดปลวดตัวหนึ่งที่ไม่อาจยั่วยุอำนาจของเขาได้

            "เมอร์ลิน... นี่คือเอริกเขาคืออาจารย์ของข้า" อาเธอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สดใส

            “เป็นเกียรติอย่างมากที่ได้พบท่านเอริก” เมอร์ลินกล่าวอย่างนอมน้อยพร้อมกับโค้งศีรษะเคารพ

            เมอร์ลินนั้นเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่เขาสามารถโอนอ่อนหรือแข็งกร้าวได้ตามสถานการณ์

            การยโสหรือหยิ่งทะนงต่อตัวตนที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่วิถีการใช้ชีวิตที่ดี

            หากยังไม่มีคุณสมบัติที่จะต่อต้านก็อย่าคิดที่จะแสดงออกมา

            “ดูเหมือนเจ้าจะรู้จักข้า?” เอริกหรี่ตาลงและเอ่ยถาม

            “ในอาณาจักรแห่งนี้ทุกคนล้วนรู้ว่าอาจารย์ของอาเธอร์นั้นคือผู้ที่ได้ชื่อว่าวีรบุรุษแห่งอารากอนเมื่ออาเธอร์แนะนำท่านว่าเป็นอาจารย์ของเขามันก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคนผู้นั้นคือท่าน” เมอร์ลินยิ้มเล็กๆ และเอ่ยต่อ “เมื่อทุกคนรู้จักท่านมันจึงไม่น่าแปลกใจที่ข้าจะรู้จักท่านด้วยเช่นกัน”

            เมื่อเมอร์ลินกล่าวจบ อาเธอร์รู้สึกสะดุดกับคำเรียกขานชื่อของเขาที่เมอร์ลินเอ่ยออกมา

            เมอร์ลินเรียกเขาว่า “อาเธอร์” ตรงๆโดยไม่มีคำว่า “ท่าน” นำหน้า

            หากเป็นเมื่อก่อนอาเธอร์คงโมโหและลงมือสั่งสอนทุบตีเขา

            แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป การกระทำของเมอร์ลินที่ช่วยชีวิตเขาไว้มันยังตราตรึงอยู่ในจิตใจของเขา สิ่งนี้จึงทำให้เขาสามารถลบล้างความรู้สึกขุ่นเคืองนี้ออกไปได้

            เมอร์ลินนั้นเปลี่ยนไปเป็นอย่างมากในสายตาของอาเธอร์แม้ลักษณะจะเป็นเด็กน้อยเช่นเดิม แต่ในความรู้สึกที่อาเธอร์สัมผัสได้ ตัวตนของอดีตผู้รับใช้ผู้นี้ในตอนนี้นับว่าไม่ธรรมดาเขารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่แข็งแกร่งโดยที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้จากตัวของเมอร์ลิน

            จากการติดตามเอริกมาหลายปีทำให้อาเธอร์ได้เจอตัวตนที่ยอดเยี่ยมมากมายกลิ่นอายของคนเหล่านั้นไม่มีทางที่จะเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป

            เมอร์ลินคือหนึ่งในคนกลุ่มนั้น คนที่ทำให้จิตสำนึกของอาเธอร์ร้องเตือนว่าเด็กน้อยนี้เป็นตัวตนที่ไม่ธรรมดา

            ด้วยวัย 17 ปีที่ก้าวเริ่มจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อาเธอร์จึงสามารถควบคุมอารมณ์และการกระทำของเขาได้เขาจึงไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาไม่ว่าในหัวของเขาจะวิเคราะห์สถานการณ์ออกมาเป็นเช่นไร

            "อืม...ข้าเข้าใจแล้ว"  เอริกครางเสียงต่ำและพยักหน้าเล็กน้อย

            แน่นอนว่าบุคคลระดับเอริกย่อมสามารถสัมผัสถึงความไม่ธรรมดาของเมอร์ลินได้และเขาเองก็เลือกที่จะไม่แสดงออกใดๆ เหมือนเช่นที่อาเธอร์ทำ

            "ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่ใช่ที่ที่เหมาะจะพูดคุย เอาเป็นว่าพวกเราไปที่บ้านของข้ากันเถอะ” เอริกยิ้มและกล่าวอย่างผู้ใหญ่ใจดี

            “ขอบคุณท่านเอริกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ไปเยือนบ้านของท่าน” เมอร์ลินยังคงรักษากิริยาที่นอบน้อม

            "งั้นพวกเราไปกันเถอะข้ายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องการพูดคุยกับเจ้า”อาเธอร์มองไปยังอาจารย์ของเขาแล้วเอ่ยต่อ “เชิญท่านอาจารย์”

            เมื่อตกลงกันได้แล้วทั้งสามก็มุ่งหน้าสู่บ้านพักของเอริกทันที

            แม้เอริกจะเป็นบุคคลที่สูงส่งแต่เขากลับเลือกที่จะใช้ชีวิตธรรมดาสามัญ นับตั้งแต่เขารับอาเธอร์เป็นศิษย์เขาก็พักอยู่ในเมืองนี้เรื่อยมาแต่ทว่าด้วยนิสัยของเขานั้นชื่นชอบความเป็นส่วนตัว เขาจึงเลือกที่จะไม่อาศัยอยู่ในปราสาทบ้านหลังนี้จึงถูกสร้างเป็นที่พักของเขา

            ทั้งอาเธอร์และเอริกพวกเขาทั้งสองไม่นิยมนั่งรถม้า หรือชื่นชอบให้มีผู้ติดตาม

            เอริกสั่งสอนอาเธอร์ในแบบวิถีการต่อสู้ความสะดวกสบายนั้นไม่สามารถกลั่นเกลาให้เป็นวิถีนี้ได้

            เอริกจึงเป็นคนแรกที่พุ่งตัวออกไปด้วยกำลังขาของเขาท่ามกลางผู้คนมากมายเขาสามารถเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วและหลบหลีกไปมาได้ดั่งปลาที่แหวกว่ายในน้ำ

            การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ต่างจากการร่ายเวทย์เสริมกำลังเพราะสิ่งที่เอริกทำคือการผสานพลังเวทย์เข้ากับร่างกายของเขาโดยตรงเมื่อกล้ามเนื้อผสานกับพลังเวทย์ ร่างกายจึงก่อเกิดพลังที่มหาศาลกว่าคนทั่วไป

            ผู้ใช้เวทมนต์ส่วนใหญ่นั้นมักเคยชินกับการร่ายเวทย์ดังนั้นแล้วร่างกายของพวกเขาจึงอ่อนแอในทางตรงกันข้ามยังมีผู้ใช้เวทมนต์บางกลุ่มที่ผสานพลังเวทย์เข้ากับร่างกายโดยตรงจึงทำให้ร่างกายของพวกเขานั้นพิเศษเหนือกว่าผู้ใช้เวทมนต์ทั่วไปแต่การที่จะฝึกฝนให้พลังเวทย์สามารถผสานกับร่างกายได้มันก็เป็นสิ่งที่ยากที่จะฝึกฝนเช่นเดียวกัน

            การใช้พลังเวทย์ลักษณะนี้จึงหาได้น้อยแต่ก็มีบางอาณาจักรที่ฝึกฝนการใช้พลังเวทย์ลักษณะนี้เป็นหลัก พวกเขาคือผู้ใช้เวทมนต์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้การร่ายเวทย์พลังส่วนใหญ่ของพวกเขาจึงเน้นไปที่ร่างกายและอาวุธที่ถ่ายโอนพลังเวทย์ประกอบการทำลายล้าง

            อาเธอร์เริ่มที่จะเคยชินกับการเคลื่อนไหวลักษณะนี้เขาก็พุ่งตัวติดตามอาจารย์ของเขาออกไปในทันทีโดยที่เขาลืมไปเลยว่ายังมีเมอร์ลินอีกคนหนึ่งที่จะต้องติดตามพวกเขาไปด้วย

            “หลายปีผ่านไป เจ้าเด็กน้อยคนนี้พัฒนาไปไม่น้อย”พูดจบเมอร์ลินก็พุ่งตัวออกไปตามเส้นทางที่อาเธอร์มุ่งหน้าไป

            ไม่นานนักพวกเขาทั้งหมดก็มาถึงจุดหมาย

            บ้านหลังนี้ถูกปิดล้อมไปด้วยกำแพงรั้วกั้นที่สูงชันเมอร์ลินสัมผัสได้ของกลิ่นอายเวทย์เล็กน้อยที่แผ่ออกมาจากกำแพงแห่งนี้

            สมแล้วที่เป็นบ้านพักของตัวตนเช่นเอริก

            มันคงไม่ยากหากตัวตนอย่างเอริกต้องการจะสร้างกำแพงแบบนี้ออกมา

            เมอร์ลินสามารถฟันธงเลยได้ว่ากำแพงนี้ถูกสร้างมาจากเวทย์ดินชั้นสูงและมีบางส่วนของกำแพงถูกสร้างขึ้นมาด้วยจิตเวทย์นั่นจึงทำให้กำแพงนี้แข็งแกร่งและปล่อยกลิ่นอายอันทรงพลังออกมา

            แต่ยังไงเสียกำแพงนี้ก็ถูกสร้างด้วยผู้ใช้เวทมนต์ผู้หนึ่งซึ่งไม่ใช่ผู้ใช้อักขระเวทย์

            กำแพงนี้จึงไม่ได้มีกลไกหรือม่านพลังที่แข็งแกร่งคุ้มกันตัวบ้าน

            บ้านหลังนี้นั้นมีเอริกอาศัยอยู่เพียงคนเดียวเขานั้นไม่ชอบนักที่จะมีคนอื่นมาข้องเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขาบ้านหลังนี้จึงไม่มีคนรับใช้หรือผู้ติดตามใดๆเว้นเสียจากอาเธอร์ที่ซึ่งเป็นศิษย์ของเขา

            อาเธอร์เมื่อมาถึงบ้านของเอริก เขาก็พบว่าประตูรั้วนั้นได้เปิดไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้วเขานั้นไม่ได้สังเกตเลยว่าบัดนี้เมอร์ลินได้มายืนอยู่ข้างกายเขาแล้ว

            “เจ้าสามารถมาตามข้ามาถึงที่นี่ได้?” อาเธอร์พึ่งสังเกตการมีตัวตนของเมอร์ลิน

            ในระยะทางเกือบห้ากิโลเมตรอาเธอร์มีท่าทีที่เหนื่อยหอบขณะที่วิ่งมายังที่นี้ แต่เมื่อเห็นเมอร์ลินที่อยู่ข้างๆเขาในตอนนี้กลับไม่แสดงท่าทางถึงความเหนื่อยหอบออกมาเลยแม้แต่น้อยแม้แต่เหงื่อสักหยดเขาก็ไม่สังเกตเห็น

            อาเธอร์สำรวจเมอร์ลินอย่างครุ่นคิด

            “ถูกต้องแล้ว ข้านั้นตามเจ้ามา”เมอร์ลินตอบด้วยท่าทางสบาย แล้วเอ่ยต่อ “เราจะยืนคุยกันอยู่ที่นี่?”

            เมอร์ลินเอียงศีรษะเล็กน้อยพร้อมเอ่ยถามอาเธอร์

            “อ่า พวกเราควรเข้าไปได้แล้ว ป่านนี้อาจารย์ของข้านั้นรออยู่แล้ว”อาเธอร์ตื่นภวังค์และทำตัวไม่ถูก

            เมอร์ลินในตอนนี้นั้นเปลี่ยนไปเป็นอย่างมากอดีตคนติดตามของอาเธอร์สามารถวิ่งตามเขามาได้อย่างสบายๆมันเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ หากคนตรงหน้านี้คือผู้ที่ฝึกฝนร่วมกันกับเขาเขาจะไม่มีความสงสัยเลยแม้แต่น้อย

            เมอร์ลินในอดีตที่อาเธอร์จำได้เด็กน้อยคนนั้นทั้งอ่อนแอและขี้ขลาดการวิ่งด้วยระยะทางและความเร็วเช่นนี้เมอร์ลินย่อมไม่สามารถทำได้

            แต่ตอนนี้ทุกสิ่งกลับเปลี่ยนไป การกระทำของเมอร์ลินในตอนนี้นั้นมีพื้นฐานการฝึกที่ไม่ด้อยไปกว่าเขาและยังมีท่าทีที่สุขุมมากขึ้น ท่าทางการแสดงออกนั้นไม่มีความเป็นเด็กเลยแม้แต่น้อย

            ทั้งๆ ที่อาเธอร์อายุมากกว่าเมอร์ลิน แต่ความเป็นผู้ใหญ่ของเมอร์ลินนั้นอาจจะมากกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ

            อาเธอร์เกิดคำถามในใจขึ้นอย่างมากมาย

            “บนหน้าเจ้านั้นเต็มไปด้วยคำถามหากเจ้ามีความสงสัยในเรื่องใดเจ้าสามารถถามข้าได้” เสียงเล็กๆ นั้นเอ่ยต่ออาเธอร์

            “เยี่ยมไปเลยข้าว่าตอนนี้เราเข้าไปข้างในเถอะ อาจารย์คงรอพวกเราแล้ว”อาเธอร์เอ่ยตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

            เมื่อทั้งสองเข้ามาด้านในของตัวบ้านก็พบว่าเอริกนั้นได้นั่งอยู่ที่ห้องรับแขกนี้แล้ว

            ทั้งสามจึงเริ่มเปิดหัวข้อสนทนา

            “ก่อนหน้านี้ระหว่างที่เจ้าวิ่งมาถึงที่นี่ข้าสังเกตว่าเจ้าไม่รู้สึกเหนื่อยหอบเลยแม้แต่น้อยแสดงว่าพื้นฐานการฝึกฝนของเจ้านั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก"อาเธอร์ใช้มือของเขาแตะไหล่ของเมอร์ลิน แล้วเอ่ยถามด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

            เมอร์ลินมองอาเธอร์ เขายิ้มเล็กๆและเอ่ย

            “หากจะพูดถึงเรื่องนี้ข้าสามารถบอกได้ว่ามันเป็นความโชคดีในโชคร้าย เพราะเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อนในตอนที่ข้าตกลงไปในหลุมประหลาดแห่งนั้นโชคดีที่ข้าได้พบกับอาจารย์ของข้า เขานั้นเป็นบุคคลลึกลับที่ไม่อาจจะเอ่ยชื่อได้”เมอร์ลินหยุดไปครู่หนึ่ง “ก่อนที่เขาจะรับข้าเป็นศิษย์เขาได้ให้ข้าทำสัญญาเลือดว่าข้าจะไม่เอ่ยชื่อของเขาออกมาให้คนภายนอกได้รับรู้”

            เมอร์ลินสูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ยต่อ

            “หลังจากนั้นข้าก็ถูกฝึกอย่างหนักจนในที่สุดเมื่อไม่นานมานี้อาจารย์ของข้านั้นเห็นว่าข้านั้นแข็งแกร่งเพียงพอแล้วเขาจึงอนุญาตให้ข้าขึ้นมาจากหลุมแห่งนั้นได้” เมอร์ลินสามารถกล่าวคำบดออกมาได้อย่างคล่องแคล่วเขามั่นใจว่าแม้แต่เอริกก็ไม่สามารถจับคำโกหกของเขาได้

            เพียงแค่คำว่า “สัญญาเลือด”นั่นก็หมายความว่าพวกเขาไม่อาจสืบค้นใดๆ กับตัวละครที่เมอร์ลินสมมติขึ้นมา

            “โฮ้ดูเหมือนว่าอาจารย์ของเจ้านั้นจะมีฝีมือไม่น้อยผลลัพธ์การฝึกของเขานั้นดูเหมือนว่าจะเหนือกว่าการฝึกลูกศิษย์ของข้าเสียอีก” เอริกยิ้มแย้มและเอ่ยต่อ“เอาอย่างนี้เป็นไง เจ้าลองมาประลองกับลูกศิษย์ของข้า ข้าต้องการวัดความสามารถของอาเธอร์ว่าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้วข้าคิดว่าเจ้านั้นมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นคู่ซ้อมที่ดีของเขา"

            แม้ใบหน้าของเอริกจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มแต่ความรู้สึกแปลกๆ ที่ถูกส่งออกมา ก็ทำให้เมอร์ลินนั้นเกิดความระแวง

            "จะดีเหรออาจารย์จากที่ข้าเห็นเมอร์ลินนั้นยังในขั้นผู้ใช้เวทย์ ส่วนข้านั้นเป็นนักเวทย์ระดับกลางมันเป็นช่องว่างของพลังที่มากเกินไป" อาเธอร์เอ่ยแย้งเพราะเขาไม่คิดว่าเมอร์ลินนั้นจะสามารถเอาชนะเขาได้

            เรื่องเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงแค่การวิ่งมันเป็นเพียงการวัดระดับสมรรถภาพทางกายเท่านั้น แต่หากเป็นเรื่องของพลังเวทย์นั่นก็คืออีกเรื่องหนึ่ง

            ช่องว่างของพลังที่มากเกินไปการประลองนั้นย่อมไม่เกิดความยุติธรรม

            แต่ดูเหมือนว่าอาเธอร์นั้นจะกังวลเกินไป

            "ได้สิข้าไม่มีปัญหา" ทันใดนั้นเองเมอร์ลินก็ตอบรับคำท้าทายนั้นอย่างง่ายดาย

            ดูเหมือนว่าความห่วงใยของอาเธอร์จะไม่จำเป็นสำหรับเด็กน้อย

            เมอร์ลินเองก็อยากรู้ความสามารถของอาเธอร์ด้วยเช่นกันแม้อาเธอร์จะเป็นเพียงนักเวทย์ระดับกลางแต่อาจารย์ของเขานั้นคือวีรบุรุษแห่งอารากอน บุคคลที่แม้แต่กษัตริย์ยังต้องยำเกรง

            เมอร์ลินคิดว่าฝีมือของอาเธอร์อาจจะดูดีกว่าลอร์ดเอ็กเซลที่อยู่ในระดับเดียวกันก็เป็นได้

            “อย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลยข้านั้นชอบเด็กหนุ่มที่มีความกล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง”เอริกระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกับตบไปที่เข่าของเขาดังฉาด

            “ถ้าเจ้าตัดสินใจอย่างนั้นแล้วข้าก็ไม่มีอะไรจะคัดค้าน” พูดจบอาเธอร์ก็เดินไปหยิบดาบธรรมดา 2 เล่มที่อยู่อีกห้องหนึ่ง

            “ตามข้ามาเราจะไปประลองกันที่สนามฝึก” อาเธอร์เดินออกไปยังประตูอีกด้านหนึ่ง

            เอริกลุกขึ้นจากเก้าอี้และมองไปที่เมอร์ลิน

            “งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะข้าอยากเห็นฝีมือของเจ้าแล้ว” คำพูดที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์เอริกก็ทำหน้าที่เจ้าของบ้านที่ดีพาเมอร์ลินเดินตามอาเธอร์ออกไป

            เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปเมอร์ลินก็พบอีกห้องหนึ่งที่มีความกว้างเป็นอย่างมากภายในห้องแห่งนี้แน่นอนว่ามันคือห้องที่เอริกสร้างด้วยเวทย์มิติ

            เมอร์ลินใช้ดวงตาของเลเมเกทันสำรวจโครงสร้างของห้องนี้เขาพบว่ามันถูกสร้างมาจากวงเวทย์มิติที่ซับซ้อนและมีการใช้จิตเวทย์ของสัตว์อสูรระดับสูงเป็นแกนกลางตราบใดที่จิตเวทย์ยังไม่หมดพลัง มันก็เป็นเรื่องยากที่จะทำลายห้องแห่งนี้ได้ มันจึงเป็นห้องที่เหมาะสมที่สุดในการใช้เป็นห้องฝึกซ้อม

            “เข้ามาเมอร์ลินข้าเองก็อยากเห็นฝีมือของเจ้าเช่นกัน” อาเธอร์โยนดาบเล่มหนึ่งให้กับเมอร์ลิน

            เมอร์ลินนั้นสามารถรับมันอย่างง่ายดายแต่ทว่าเขากล้าเงยหน้าแล้วมองอาเธอร์ด้วยความสงสัย

            “เจ้าไม่ใช้อาวุธประจำตัวของเจ้า?”

            จุดประสงค์หลักของเมอร์ลินคือการตรวจสอบดาบของอาเธอร์แน่นอนว่าเขาอยากรู้ในพลังของมันด้วยเช่นกัน แต่การที่อาเธอร์ใช้อาวุธธรรมดาในการประลองจึงสร้างความผิดหวังให้แก่เขา

            “ด้วยระดับพลังของข้านั่นก็นับว่าเอาเปรียบเจ้าแล้วหากข้ายังใช้ดาบเล่มนั้นอีก ข้าเกรงว่าจะเป็นการรังแกเจ้าเกินไป”แม้ว่าอาเธอร์ต้องการที่จะประลอง แต่เขายังคงมีความละอายในความอยุติธรรมนี้

            เอริกนั้นสามารถกลั่นเกลาอาเธอร์ให้เปลี่ยนไปเป็นอย่างมากเขานั้นไม่ใช่คุณชายที่เอาแต่ใจอย่างในอดีตที่ผ่านมาอีกแล้ว

            “เช่นนั้นก็ตามใจเจ้าสำหรับข้านั้นไม่มีอะไรขัดข้องอยู่แล้ว” เมอร์ลินจับดาบและตั้งท่าจากนั้นกลิ่นอายเมอร์ลินก็เปลี่ยนไปเขานั้นพร้อมเสมอที่จะแสดงละครฉากหนึ่งที่จะทำให้ศิษย์อาจารย์สองคนนี้ไม่สงสัยในตัวเขา

            อาเธอร์มองไปยังเมอร์ลินด้วยสายตาที่จริงจัง

            “เช่นนั้นข้าก็ไม่จะเกรงใจแล้วนะเมอร์ลินรับมือ”

            จบคำอาเธอร์ก็พุ่งตัวโจมตีเมอร์ลินด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วดาบในมือถูกวาดออกมาอย่างคล่องแคล่ว อำนาจของดาบนั้นกวาดผ่านอย่างไม่ธรรมดา

            เคล้ง!

            เมอร์ลินสามารถใช้ดาบธรรมดาเล่มนี้รับดาบของอาเธอร์ได้อย่างง่ายดายเขาตั้งรับการโจมตีของอาเธอร์ด้วยการเคลื่อนไหวที่เรียบง่าย

            ดูเหมือนว่าสถานการณ์นั้นเปลี่ยนไปเมอร์ลินไม่ต้องการที่จะปิดบังฝีมือของเขา เพราะถ้าหากเขาทำเช่นนั้น เอริกจะสามารถจับพิรุธของเขาได้ทันที

            แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้แสดงฝีมือออกไปเต็มที่เพียงนักเวทย์ระดับกลางคนหนึ่ง เขาไม่จำเป็นที่จะต้องจริงจังกับมัน เขาสามารถรับมืออาเธอร์ได้อย่างง่ายดาย

            แต่ถ้าหากอาเธอร์ต้องการต่อสู้อย่างเต็มที่สถานการณ์นั้นก็เปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง

            อาเธอร์นั้นตกใจไม่น้อยที่เมอร์ลินสามารถรับดาบของเขาได้ด้วยท่าทางสบายๆดูเหมือนว่าเขาจะประเมินอดีตผู้ติดตามของเขาต่ำเกินไปหากเขาไม่เอาจริงเขาคงไม่สามารถทำให้เมอร์ลินเผยความสามารถที่แท้จริงออกมาได้เป็นแน่

            เคล้ง! เคล้ง! เคล้ง!

            อาเธอร์ยังคงบุกจู่โจมอย่างต่อเนื่องจนในที่สุดเขาก็กระโดดถอยหลังออกมาตั้งหลัก เขารู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ใดๆเลยหากทั้งสองฝ่ายยังคงเก็บงำฝีมือเช่นนี้

            ซูม…

            อาเธอร์ปลดปล่อยพลังขั้นนักเวทย์ระดับกลางของเขาออกมาในยามนี้เขานั้นเหมือนนักรบผู้แข็งแกร่ง กลิ่นอายของเขาในตอนนี้นั้นไม่น้อยไปกว่าลอร์ดเอ็กเซล

            ด้วยพลังระดับนี้แม้ในมือของอาเธอร์จะถือดาบธรรมดาแต่มันก็สามารถสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คนได้

            เมอร์ลินยิ้มออกมาเล็กน้อยและพุ่งตัวเข้าประชิดอาเธอร์

            อาเธอร์นั้นตกใจไม่น้อยกับการกระทำนี้นี่เป็นเป็นครั้งแรกที่เมอร์ลินเป็นฝ่ายจู่โจม ที่ผ่านมาเมอร์ลินตั้งรับมาตลอดนั่นแสดงว่าการปลดปล่อยพลังของเขานั้นสร้างความสนใจให้กับเมอร์ลิน

            ปัง!

            ในการโจมตีนี้ดาบของเมอร์ลินได้ฟันออกไปอย่างรวดเร็วความเร็วนี้สร้างความกดดันให้แก่อาเธอร์ หากเขาไม่ทำการปลดปล่อยพลังออกมาไม่แน่ว่าเขาอาจจะไม่สามารถรับมือกับการโจมตีนี้ได้

            ทั้งสองถูกทำให้ถอยออกมาจากการปะทะนี้

            เอริกเลียริมฝีปากของเขาพร้อมกับจับตาจ้องมองการเคลื่อนไหวของเมอร์ลิน

            “เด็กคนนี้ใช้การเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดในการต่อสู้แม้ว่าเขาจะไม่ได้ปลดปล่อยพลังเวทย์ออกมา แต่เขาก็ถึงกับทำให้อาเธอร์ร่นถอยได้อาจารย์ของเขานั้นย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน” เอริกคิดในใจ

            ผ่านไปหลายกระบวนท่า ดูเหมือนว่าอาเธอร์จะไม่สามารถทำให้เมอร์ลินใช้การปลดปล่อยพลังออกมาได้และในตอนนั้นเอง เมื่อจู่ๆ อาเธอร์ก็ถูกทำให้ดาบของเขาหลุดมือออกไปได้

            เป็นเมอร์ลินที่ฟันและดึงกลับหมุนตัวเข้าประชิดอาเธอร์มิหนำซ้ำเขายังใช้ด้ามจับของดาบกระแทกเข้าไปที่ข้อมือของอาเธอร์อย่างรุนแรงจนดาบในมือของอาเธอร์หลุดลอยออกไป

            มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าตั้งแต่ต้นจนจบเมอร์ลินนั้นยังไม่ได้ปลดปล่อยพลังเวทย์ออกมาเลยแม้แต่น้อยแต่เขากลับเอาชนะอาเธอร์ได้

            แม้อาเธอร์จะไม่เอาจริงจังกับการต่อสู้นี้แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อว่าผู้ใช้เวทย์จะสามารถเอาชนะนักเวทย์ผู้หนึ่งที่มีพลังเหนือกว่าได้

            นั่นหมายความว่าช่องว่างของการบ่มเพาะพลังนั้นไม่มีผลต่อคนอย่างเมอร์ลิน

            “ข้าแพ้แล้ว”อาเธอร์กล่าวออกมาอย่างยิ้มแย้มเขานั้นยังคงจ้องมองเมอร์ลินด้วยแววตาอันเหลือเชื่อ

            แม้เขาจะพ่ายแพ้ แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมาอาเธอร์ก็มองเมอร์ลินด้วยมิตรภาพที่ดี

            “เจ้าเองก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน” เมอร์ลินยิ้มและกล่าวปลอบใจ

            เอริกที่ชมการต่อสู้เขาปรบมืออย่างเสียงดังและเอ่ย

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่าข้าเองก็แพ้อาจารย์ของเจ้าแล้ว อาจารย์ของเจ้านั้นเป็นบุคคลที่น่าทึ่งเขาสามารถสั่งสอนเจ้าให้มีฝีมือที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ข้านั้นยอมแพ้ต่ออาจารย์ของเจ้า” เอริกระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกับคำชมมากมาย

            “อาจารย์ของข้านั้นเป็นคนที่ยอดเยี่ยมดังเช่นที่ท่านพูดกว่าข้าจะมีฝีมือในระดับนี้ เขานั้นเขี้ยวเข็ญข้าด้วยการฝึกที่แสนโหดร้ายคำชมนี้ข้าขอขอบคุณท่านแทนอาจารย์ของข้า” เมอร์ลินกล่าวรับคำชมของเอริกอย่างเปิดเผยมันไม่จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงคำชมนี้ เพราะอย่างน้อยการชื่นชอบในคำชมก็เป็นนิสัยอย่างหนึ่งของเด็กน้อย

            “จริงสิอาเธอร์ข้านั้นลืมไปเลย อาจารย์นั้นมีบางสิ่งให้เจ้าไปทำในตอนนี้”เอริกล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้แก่อาเธอร์

            “จงนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้พ่อของเจ้าแล้วนำจดหมายตอบกลับของพ่อเจ้ามาให้ข้าจงจำไว้ให้ดีว่าอย่าเปิดอ่านจดหมายฉบับนี้และจงรักษามันให้ดี ส่งมันให้ถึงมือพ่อของเจ้าอย่าส่งผ่านผู้อื่นเป็นอันขาด”

            มืออีกข้างหนึ่งของเอริกตบไปที่บ่าของอาเธอร์สายตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความเชื่อใจในลูกศิษย์ของเขา

            “รีบไป นี่เป็นเรื่องที่เร่งด่วนข้านั้นไว้ใจเจ้าเพียงผู้เดียว”

            หลังจากที่เอริกพูดจบอาเธอร์รีบไปทำภารกิจของเขาทันทีก่อนที่เขาจะออกไปนั้นเขาได้หันมาพูดกับเมอร์ลินว่า

            “เมอร์ลินเจ้าอยู่ที่นี่ก่อนข้าคงไปไม่นานแล้วข้าจะกลับมาคุยกับเจ้าต่อ” อาเธอร์พูดพลางใช้มือจับที่ไหล่ของเมอร์ลิน

            “ไปทำงานของเจ้าเถอะข้าจะอยู่รอเจ้าที่นี่”

            เมื่อเมอร์ลินพูดจบ อาเธอร์ก็ยิ้มแล้วเดินออกไปทันที

            ภายในห้องจึงเหลือแค่เมอร์ลินและเอริกสองคน

            "จากการประลองเมื่อครู่ดูเหมือนว่าเจ้านั้นจะยังไม่ได้แสดงพลังออกมาอย่างเต็มที่ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พวกเราลองมาประลองกันหน่อยเป็นไง?" รอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าของเอริก

            เมื่อได้ยินคำพูดของเอริกสีหน้าของเมอร์ลินนั้นก็กลายเป็นตกใจ

            นี่เป็นเรื่องที่บ้ามากจอมเวทย์ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษกำลังขอท้าประลองกับผู้เยาว์คนหนึ่งนี่เป็นการกระทำที่แปลกประหลาด

            ผู้ที่ซึ่งได้ชื่อว่าวีรบุรุษแห่งอารากอนคนนี้นั้นไม่มียางอายหรืออย่างไร

            นี่เป็นการกระทำที่ไร้ศักดิ์ศรีเป็นอย่างมากหากเป็นคนทั่วไปล้วนย่อมไม่กระทำกัน แต่ทว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของเมอร์ลินนี้คือเอริกบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรอารากอน

            ตามที่ได้ยินพฤติกรรมของเอริกนั้นล้วนแต่แปลกประหลาดแทบทั้งสิ้นเขานั้นไม่สนใจในยศถาบรรดาศักดิ์ ในเรื่องของเงินทองนั้นล้วนไร้ค่าในสายตาเขาเขามักจะทำในสิ่งที่คนอื่นไม่คาดคิด

            อย่างเช่นในตอนนี้เขากำลังท้าทายเด็กน้อยผู้หนึ่งนี่เป็นเรื่องที่บ้าเป็นอย่างมาก

            ไม่ทันที่เมอร์ลินจะเอ่ยคำตอบรับร่างอันใหญ่ยักษ์ของเอริกนั้นก็ได้พุ่งมาถึงตัวของเขาแล้ว

            “เด็กน้อยเจ้าไม่ต้องคิดมากไปเราแค่ประลองเล่นๆ เท่านั้น”

            หลังจากที่เอริกพูดจบดาบในมือของเขานั้นก็ฟาดลงมาอย่างรุนแรง

            ปัง!

            ใบหน้าของชายชราร่างยักษ์คนนี้ยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มนี่ทำให้เมอร์ลินรู้ว่ารอยยิ้มเหล่านี้นั้นซ่อนไปด้วยความอันตราย