[จบ] ทะลุมิติพลิกชะตากับครอบครัวคลั่งรักยุค 70

    บทที่ 53 เธอแอบทำให้ทุกคนประหลาดใจกันไปหมด (รีไรท์)

    บทที่ 53 เธอแอบทำให้ทุกคนประหลาดใจกันไปหมด (รีไรท์)


    เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงเดินลั่นลากลับมาถึงบ้านพร้อมกัน คนอื่น ๆ ยังไม่มีใครกลับมาจากการทำงาน ถึงเธอจะรู้สึกว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นคนเจ้าเล่ห์ แต่เพราะเห็นว่ายังไงเขาก็ยังเป็นคนป่วย เลยไปเคาะประตูสักหน่อย


    “เยี่ยเสิ่นเหยียน คุณมีอะไรจะให้ช่วยรึเปล่าคะ”


    เยี่ยเสิ่นเหยียนส่งเสียงลอดผ่านมาจากในห้อง “ไม่มีครับ”


    เสิ่นทิงหงหมุนตัวจากไปทันที จากนั้นก็เข้าครัวไปพร้อมกับเสิ่นชิงชิง


    ตอนนี้ที่ห้องครัวมีเครื่องปรุงส่วนผสมครบครัน รวมถึงน้ำที่ใช้ทำกับข้าวก็เอามาจากน้ำในบ่อห้วงมิติ เพราะฉะนั้นการทำกับข้าวเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่มีทางรสชาติแย่จนกินไม่ได้


    หมูป่าที่ได้มาก่อนหน้านี้ก็มีมันหมูอยู่บ้าง ถึงจะไม่มากเหมือนหมูบ้าน แต่ก็ตุ๋นออกมาได้หม้อเล็ก ๆ เสิ่นทิงหงจึงไม่ตระหนี่น้ำมันที่ใช้ผัดกับข้าว


    เสิ่นชิงชิงมองดูอย่างอ้าปากตาค้าง “ทิงหง พวกเรากินแบบนี้จะไม่ดูเกินไปหน่อยเหรอ”


    เสิ่นทิงหงทำน้ำแกงลูกชิ้นออกมาก่อนหนึ่งชามไว้สำหรับเยี่ยเสิ่นเหยียน บอกเองว่ายังไม่หายดี เพราะงั้นก็กินแกงจืดไปแล้วกัน


    หลังจากนั้นเสิ่นทิงหงก็ทำผัดเนื้อที่ไม่เผ็ดนักออกมา เยี่ยเสิ่นเหยียนจะได้กินได้หน่อย


    มาถึงตากระต่ายตัวนี้ …


    “แค่ก แค่ก…” เดิมทีเสิ่นชิงชิงกำลังช่วยเสิ่นทิงหงจุดไฟอยู่ จากนั้นก็ปิดจมูกไว้แล้ววิ่งออกไป


    เพิ่งวิ่งออกมาก็ชนเข้ากับเสิ่นทิงเหวินที่เพิ่งกลับบ้านมาถึงพอดี


    เสิ่นชิงชิงหน้าแดงขึ้นมาทันที ยังดีที่ก่อนหน้านี้ก็แดงจากอาการสำลักอยู่แล้ว จึงดูไม่ค่อยออกเท่าไหร่


    เสิ่นทิงเหวินช่วยพยุงเสิ่นชิงชิงเอาไว้


    “ชิงชิง คุณเป็นอะไรไปเหรอ”


    เสิ่นชิงชิงรีบปรับอารมณ์ของตัวเองแล้วชี้ไปทางห้องครัว “ทิงหงกำลัง… แค่ก แค่ก ทำกับข้าว”


    เสิ่นทิงเหวินสงสัย “ทำอะไรถึงได้ทำให้คุณสำลักได้แบบนี้”


    เสิ่นชิงชิง “คุณลองเข้าไปดูเองซิ”


    เสิ่นทิงเหวินไม่คิดเยอะ ตอนกำลังจะเดินเข้าไป แต่เมื่อเดินถึงหน้าประตู กลิ่นฉุนเผ็ดร้อนที่แสบจมูกแสบตาก็ลอยมากระทบหน้าเข้าอย่างจัง


    เสิ่นทิงเหวินรีบถอยออกมาก็พบเข้ากับสายตาที่เหมือนกำลังชมดูละครอยู่ของเสิ่นชิงชิง


    ความจริงแล้วที่เสิ่นทิงหงทำผัดเผ็ดกระต่ายนี้ถึงแม้จะเผ็ด แต่ก็ไม่ได้เผ็ดขนาดนั้น เพียงแต่ขณะที่ผัดพริกนั้นไม่มีเครื่องดูดควัน เลยทำให้รู้สึกฉุนแสบมาก


    เธอที่ยืนอยู่หน้าเตายังไม่เท่าไหร่


    แต่แบบนี้ก็ดี ไม่มีคนกล้าเข้ามาที่ห้องครัว เธอจะได้แอบใส่เครื่องเทศลงไป ไม่นานกลิ่นหอมก็โชยออกมา


    พอใกล้จะเสร็จ เสิ่นต้าเฉียงและคนอื่น ๆ ก็เลิกงานพอดี ห้องครัวโชยไปด้วยกลิ่นหอม เสิ่นชิงชิงกับเสิ่นทิงเหวินยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าประหลาดใจ


    “เสิ่นทิงหง ที่แท้เธอก็แอบไปเรียนวิธีทำอาหารมานี่เอง จากนั้นก็มาทำให้ทุกคนประหลาดใจ” เสิ่นชิงชิงมองเสิ่นทิงหงใบหน้าง้ำงอ ราวกับกำลังบอกว่า แอบไปเรียนก็ไม่ยอมชวนฉันไปด้วย


    เสิ่นทิงเหวินก็ตกใจมาก


    “น้องเล็ก นี่น้องทำเองจริง ๆ เหรอ”


    เสิ่นทิงหงไม่รู้จะพูดอะไร “ไม่งั้นใครจะทำเล่า?” ในห้องครัวนี้ยังมีคนที่สี่อยู่รึเปล่าล่ะ


    ไม่รู้ว่าเสิ่นทิงอู่เดินเข้ามาจากทางด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ “พวกเธอกำลังคุยอะไรกันอยู่”


    “เอ้ย!” เสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นชิงชิงต่างก็ตกใจ


    เสิ่นทิงอู่ “???”


    เสิ่นทิงเหวินมองไปทางน้องชายด้วยสายตาพิฆาต เสิ่นทิงอู่ได้แต่ลูบจมูกของเขาอย่างรู้สึกผิด


    “พี่ใหญ่ ฉันทำไมเหรอ” เสิ่นทิงอู่รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมเล็กน้อย เขาแค่เพิ่งกลับมาจากงานแล้วเห็นทุกคนมาอยู่รวมกันตรงนี้ก็เลยอยากรู้บ้างเท่านั้น


    “นายทำให้น้องเล็กตกใจ”


    “ฉันไม่ได้ตั้งใจนี่” เสิ่นทิงอู่รู้สึกผิด


    “ไม่ได้ตั้งใจก็ถือว่าไม่ผิดแล้วเหรอ”


    เสิ่นทิงอู่ “ฉันผิดไปแล้ว!”


    เวลานี้ เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่ก็เดินเข้ามา ทำผัดกระต่ายเสร็จแล้ว เสิ่นทิงหงยังทำมันฝรั่งเส้นผัดเปรี้ยวเผ็ดอีกอย่าง


    พูดได้ว่าดูหรูหรามาก แม้แต่หลิวเยว่ยังตะลึง เธอกวาดมองไปยังวัตถุดิบที่ใช้ทำกับข้าว พลันถามขึ้นอย่างสงสัย 


    “เอาเนื้อกระต่ายมาจากไหนเนี่ย”


    “จับได้บนเขาวันนี้ค่ะ ตัวอ้วน ๆ ชิงชิงก็ช่วยด้วยค่ะ” เสิ่นทิงหงพูด


    เสิ่นชิงชิงรู้สึกเขินแปลก ๆ อย่างมาก ความจริงเธอแค่ช่วยถือเอาไว้เท่านั้นเอง “ความจริงแล้วฉันไม่ได้ช่วยอะไรเลยน่ะ คนเก่งคือเสิ่นทิงหงต่างหาก เป็นเธอที่จับกระตายตัวนั้นได้


    “เก่งทั้งคู่เลย ผู้ชายอกสามศอกตั้งหลายคนยังจับไม่ได้เลย ชิงชิงก็อยู่กินข้าวด้วยกันเถอะ อย่าเพิ่งกลับบ้านล่ะ” หลิวเยว่พูดยิ้ม ๆ


    “ได้ค่ะ คุณป้า” เสิ่นชิงชิงพยักหน้า


    ดังนั้นทุกคนจึงช่วยกันเอากับข้าวขึ้นโต๊ะ มื้อเย็นยังมีข้าว แต่ไม่ใช่ข้าวสวยทั้งหมด ด้านในยังมีลูกเดือยเล็ก ๆ ผสมอยู่ด้วย แถมด้านบนยังมีมันหวานฝานวางไว้อีกชั้น 


    มันหวานถูกฝานเป็นชิ้น ๆ วางไว้ด้านบน มีทั้งสีขาวสีแดง มองแล้วชวนน้ำลายสอ 


    เสิ่นทิงหงไปช่วยพาเยี่ยเสิ่นเหยียนออกมาจากห้อง ตอนนี้เขายังนั่งอยู่บนรถเข็น


    พอเห็นอาหารบนโต๊ะ ก็เกิดความอยากอาหารขึ้นมา แต่ว่า…


    “สหายเยี่ยเสิ่นเหยียน พิจารณาจากสภาพร่างกายของคุณแล้ว รสชาติของผัดกระต่ายจานนี้ออกจะหนักไปหน่อยค่ะ วันนี้ฉันจึงทำแกงจืดลูกชิ้นกับผัดเนื้อให้คุณลองกินดู” เสิ่นทิงหงตาเป็นประกายอย่างเจ้าเล่ห์


    เยี่ยเสิ่นเหยียนลองชิมอาหารจานนั้นอย่างไว้หน้า ความจริงแล้วรสชาติของทั้งสองจานนี้ก็ไม่เลว แต่ว่า…​อันที่จริงเขากลับอยากลองกินผัดกระต่ายนั่นดู


    เด็กคนนี้ จงใจทำให้เขาอยากกินอยู่นี่นา


    แต่เขากลับไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด กลับรู้สึกว่าเสิ่นทิงหงทำตัวเหมือนเด็ก ๆ แบบนี้ก็ดูน่ารักดี


    “ทุกคนรีบชิมดูสิคะ รสชาติเป็นไงบ้าง” เสิ่นทิงหงเรียกให้ทุกคนขยับตะเกียบ


    เสิ่นต้าเฉียงคีบเนื้อกระต่ายเป็นคนแรก ตอนที่เอาเข้าปากก็รู้สึกหอมจนลิ้นแทบจะหลุดออกมากได้


    “อ…อร่อย !” จากนั้นก็รีบหยิบตะเกียบส่งให้หลิวเยว่


    “เมียจ๋า รีบชิมดูสิ”


    เสิ่นทิงหงหมดคำจะพูด “พ่อคะ ถ้าพ่อยังทำแบบนี้อีก หนูคงได้กินอาหารหมาจนจะอิ่มแทนข้าวแล้วนะคะ”


    “อาหารหมาคืออะไรเหรอลูก?” สีหน้าเสิ่นต้าเฉียงถามด้วยใบหน้าใสซื่อ


    “อาหารหมาก็คือ เวลาพวกพ่อแม่ส่งควานหวานกันไปมา ส่วนพวกเรามีแต่คนโสด พ่อแม่ยังทำตัวหวานใส่กันต่อหน้าให้พวกเรารู้สึกอิจฉาอีก” เสิ่นทิงหงอธิบาย


    คำพูดพวกนี้ทำให้เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่หน้าแดงระเรื่อ 


    “คุณไม่ได้โสดซะหน่อย” เยี่ยเสิ่นเหยียนขัดจังหวะขึ้นกะทันหัน


    เสิ่นทิงหง ‘พี่ชาย คุณไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ’


    “ขอเพียงยังไม่แต่งงาน ฉันก็ถือว่าโสดทั้งนั้นแหละ” เสิ่นทิงหงขมวดคิ้วทำหน้ายู่


    “ถ้างั้นพวกเราก็แต่งงานให้เร็วขึ้นหน่อยดีไหม คุณจะได้ไม่ต้องกินอาหารหมา” เยี่ยเสิ่นเหยียนหยอกเย้า


    เสิ่นทิงหงเพิ่งยัดเนื้อกระต่ายเข้าปากไปหนึ่งชิ้น กลับถูกคำพูดนี้ทำให้สำลักและไอออกมา


    “ดื่มน้ำแกงหน่อย!” เยี่ยเสิ่นเหยียนรีบยื่นแกงจืดลูกชิ้นให้อย่างเร็ว


    เสิ่นทิงหงรับมาแล้วจ้องกลับไปที่เขา


    ความจริงเธอก็ไม่ได้ไม่พอใจที่เขาพูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา แต่เขากลับพูดขึ้นมาต่อหน้าคนมากมาย มันน่าขายหน้าจะตาย


    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ทะลุมิติพลิกชะตากับครอบครัวคลั่งรักยุค 70 ที่คุณอ่าน