การแสดงของหานจุนโป๋นั้นสามารถเรียกความสงสารจากคนที่ไม่รู้เรื่องราวได้อย่างง่ายดาย
แม้แต่คนที่อยู่ในห้องรับรองในวันนี้ก็ยังเชื่อไปแล้วกว่าแปดส่วนว่าชายชราไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงๆ
ไม่ต้องพูดถึงในโลกออนไลน์ที่แค่มีความคิดเห็นชักนำนิดหน่อยผู้คนก็พร้อมจะถูกชักจูงไปตามกระแสนั้นๆโดยไม่ได้ไตร่ตรองด้วยตัวเอง แล้วยิ่งทางไป่ฟานเซียนไม่ได้ออกมาตอบโต้เหล่าคนที่ถูกจ้างวานมาให้แสดงความคิดเห็นในทางลบก็ยิ่งได้ใจมากขึ้นไปอีก
ถังเทียนจี๋ที่มองท่าทางที่แสนอ่อนแอและน่าสงสารของหานจุนโป๋นั้นแทบจะอยากอาเจียนเอาข้าวเช้าออกมา
ผู้ฝึกยุท์ขั้นที่8 ตัวเล็กๆ ที่ทั้งอ่อนโยนและสุภาพนอบน้อม ?
เขายังจำภาพที่เด็กสาวคนนั้นแสดงท่าทีหยิ่งยโสและเอาแต่ใจในบ้านของเขาได้อยู่เลย!
แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว ทั้งทางฝั่งเขายังไม่มีหลักฐานใดๆมาแก้ต่างจึงไม่แปลกที่มวลชนจะเริ่มย้ายไปอยู่ทางฝั่งของหานจุนโป๋ไม่ยาก
ใช่แล้ว ครั้งนี้หานจุนโป๋ไม่ได้ต้องการเล่นงานไป่ฟานเซียนด้วย “พละกำลัง” เขาตระหนักได้เป็นอย่างดีจากการต่อสู้กันครั้งที่แล้วว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหญิงสาวตรงหน้าแต่เขากำลังพยายามดึงให้ไป่ฟานเซียนยอมแพ้จากกระแสของสังคมต่างหาก
ยุคนี้ไม่ใช่ยุคบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ใครจะสามารถฆ่าใครแล้วลอยนวลได้ง่ายๆ แม้แต่ตัวไป่ฟานเซียนเองก็ทราบดีจากการศึกษาช่วงที่ผ่านมา ยิ่งหานจุนโป๋ออกมาเปิดตัวให้ทุกคนเห็นผ่านช่องทางสาธารณะแล้วแบบนี้ ก็เหมือนเป็นการดึงสังคมมาเป็นโล่กำบังให้ไป่ฟานเซียนเคลื่อนไหวไม่สะดวก
หากนางจะใช้กำลัง นั่นหมายความว่านางจะต้องฆ่าทุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับนางไปเสียทั้งหมด?
หากนางทำแบบนั้น ก็จะมีคนมาโกรธแค้นนางไม่จบไม่สิ้น ทั้งเพื่อนคนรู้จัก หรือครอบครัวของพวกเขา แล้วนางก็ต้องสังหารพวกเขาเหล่านั้นที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยไปเรื่อยๆ?
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ไป่ฟานเซียนไม่ใช่ตัวตนแบบนั้น
หานจุนโป๋แอบยิ้มในใจหลังจากที่ทำการรวบรวมข้อมูลของไป่ฟานเซียนครั้งใหญ่เขาพบว่าถึงนางจะค่อนข้างทำอะไรตามใจตัวเอง แตถ้านับจริงๆ จำนวนครั้งที่นางลงมือจนมีคนบาดเจ็บน่าจะมีแค่สามครั้ง
ครั้งแรกคือที่บ้านตระกูลถัง
ครั้งที่สองคือตัวเขาเองที่บ้านพักของนาง
ส่วนครั้งสุดท้ายคือการปะทะกันโดยที่เขายังหาสาเหตุไม่ได้กับนางพญาแม่ม่ายแดง
นั่นทำให้เขารู้ว่านางไม่ใช่คนไร้เหตุผลขนาดนั้น ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่กล้าใช้วิธีนี้ในการกดดันนางอย่างแน่นอน นอกจากนี้เขายังเตรียม “คน”ของกองทัพเอาไว้เผื่อเกิดสถานการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดแล้วด้วย
เมื่อเห็นว่าสังคมเริ่มหันมาทางฝั่งตัวเองหานจุนโป๋ก็เริ่มพูดต่อ
“อย่างที่ทุกท่านเห็นหลานของฉันอยู่ในสภาพนี้มาน่าจะเดือนหนึ่งได้แล้ว แม้แต่โอสถหรือการรักษาที่ดีที่สุดในประเทศก็ยังไม่สามารถทำให้เธอฟื้นขึ้นมาได้”
เขาทำน้ำเสียงเศร้าสร้อยขณะที่ลูบหัวของหานเซี่ยวยี่ด้วยท่าทางน่าสงสาร
“ฉันรู้ดีว่าการบาดเจ็บจากการปะทะกันระหว่างผู้ฝึกตนมันเป็นเรื่องธรรมดา...”หานจุนโป๋เหลือบไปมองเซี่ยจื่อโจวที่เป็นคนพูดคำนี้
“แต่การบาดเจ็บจนพิการเช่นนี้มันก็เกินไปไม่ใช่หรือ?”
เมื่อเขาพูดจบผู้ชมก็เริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่พวกเขามองสภาพของหานเซี่ยวยี่ที่ดูน่าอดสูด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
เพราะจากที่ดูพวกเขาก็เริ่มคิดว่ามันเกินไปจริงๆ!
นอกจากนี้เด็กสาวคนนั้นยังเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่8 การที่ถูกตัวตนระดับปรมาจารย์ทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้ก็เริ่มทำให้พวกเขาโกรธแค้นขึ้นมา
โดยเฉพาะเมื่อมีคนคอยปั่นหัวอยู่ในช่องความคิดเห็นตลอดในเวลานี้ต่อให้เป็นผู้หญิงที่สวยสดงดงามพวกเขาก็ยังมองว่ามันน่าเกลียดได้!
“ใช่แล้ว นี่ขนาดเธอคนนั้นเป็นหลานสาวของปรมาจารย์หานนะ”
“ถ้าเป็นพวกเราจะเป็นยังไง?”
“ตัวตนระดับปรมาจารย์นี่ยิ่งใหญ่กันมาจากไหน?”
ความคิดเห็นประมาณนี้เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหล่าคนที่ถูกจ้างวานมาล้วนกำลังฉลองดีใจที่มันประสบความสำเร็จอย่างง่ายดาย!
“ไม่ใช่แค่หลานของฉันแต่ในวันนั้นทั้งผู้อาวุโสติงและคุณชายอี้ที่อยู่ตรงนั้นก็ได้รับบาดเจ็บจนพิการเช่นเดียวกัน”
หานจุนโป๋เบี่ยงสายตาไปยังหนึ่งหนุ่มหนึ่งชราที่อยู่ด้านหลังเขาส่งสัญญาณว่าถึงตาที่พวกเขาจะต้องแสดงบ้างแล้ว
ติงคังหมิงพยักหน้าเขาจัดการอารมณ์ของตัวเองแล้วแสดงท่าทีเศร้าสร้อย
“เป็นอย่างที่ท่านปรมาจารย์หานพูดวันนั้นผมแค่แวะไปทักทายตระกูลถังแต่ใครจะไปคิดว่าจะบังเอิญไปทำให้ท่านปรมาจารย์ไป่ฟานเซียนที่อยู่ที่นั่นด้วยไม่พอใจ”
“ผมก็เหมือนกัน...คุณพ่อของผมรู้จักกับตระกูลถังมานานวันนั้นผมก็ไปที่นั่นแล้วถูกท่านปรมาจารย์ไป่ทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส...”อี้ฟานรีบอธิบายต่อ เขามองไปยังไป่ฟานเซียนที่จิบชาเงียบๆแล้วทำท่าทางหวาดกลัว
“แล้วพวกคุณบาดเจ็บที่ตรงไหนล่ะ?”
เซี่ยจื่อโจวขมวดคิ้วอย่างสงสัยเขาไม่ยอมปล่อยประเด็นที่ไม่ชัดเจนเหล่านี้ไปจากการมองคร่าวๆของเขาไม่เหมือนว่าทั้งสองคนนี้จะกำลังบาดเจ็บ
พอมีคนเปิดประเด็นเหล่าผู้ชมก็เริ่มคิดขึ้นได้ ทั้งสองคนนี้ดูไม่เหมือนคนกำลังบาดเจ็บเลยสักนิด ทั้งยังเดินเหินได้สะดวกสีหน้าก็ไม่เหมือนคนป่วย คำหล่าวอ้างของพวกเขาจึงดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก
“เอ่อ...”อี้ฟานใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายเขาหันไปมองติงคังหมิงและหานจุนโป๋เพื่อขอความช่วยเหลือแต่ทั้งสองคนกลับจ้องมาด้วยความกดดันแทน
สุดท้ายชายหนุ่มก็ต้องพูด
“สะ...ส่วนนั้นของผมไม่แข็งตัว”
“...”
ทั้งผู้ชมและคนที่อยู่ในห้องล้วนมองชายหนุ่มด้วยท่าทางแปลกประหลาด โดยเฉพาะคนแถวนั้นที่สายตาเบนลงไปมองยังเป้ากางเกงของชายหนุ่มอย่างอดไม่ได้
“...เข้าใจล่ะ”
เซี่ยจื่อโจวกระแอมทีหนึ่ง เริ่มมีความคิดเห็นเชิงปลอบใจจากทางโลกออนไลน์เข้ามาบางส่วน ส่วนเจ้าตัวที่เปิดปากพูดออกมาเองรู้สึกเหมือนวันนี้เป้นวันที่เขาอับอายที่สุดในชีวิตเขาแอบเหล่มองไป่ฟานเซียนด้วยความแค้นที่ก่อตัวในใจ
“ดังนั้นพวกเราไม่ได้ต้องการสิ่งใดมาก...แค่ท่านปรมาจารย์ไป่ยอมชดเชยด้วยโอสถของนางจนพวกเรากลับมาเป็นปกติก็เพียงพอแล้ว...”
หานจุนโป๋พูดจบประโยคผู้คนในห้องที่มาที่นี่ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกันล้วนหรี่ตา
ตาแก่เจ้าเล่ห์เอ๊ย!
ที่แท้ก็ต้องการโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตา!
พวกเขาสบถสาปแช่งหานจุนโป๋กับแผนการที่ไร้ยางอายนี้ในใจแต่ก็แอบรู้สึกอิจฉาลึกๆไม่ได้เพราะดูท่าแล้วหานจุนโป๋จะเตรียมตัวมาดีจริงๆ!
ขนาดที่ไปดึงตัวตระกูลอันที่อยู่ไกลถึงภาคใต้ให้มาร่วมมือด้วยได้ เพราะพวกเขาก็แอบเห็นรอยยิ้มบางเบาที่ริมฝีปากของนายใหญ่ตระกูลอันคนนั้น!
ถึงขนาดยอมเสียสละลูกชายของตนเองจนบาดเจ็บ
แต่มันก็คุ้มค่าจริงๆนั่นแหละ!
คราวนี้เหล่าผู้ชมล้วนหันไปมองทางไป่ฟานเซียนเป็นตาเดียวกันผู้กำกับหวังเองก็กลืนน้ำลายขณะที่สั่งให้ซูมกล้องไปทางไป่ฟานเซียนที่นั่งอยู่อย่างสงบ
นางจิบชาแล้วรับฟังสิ่งที่หานจุนโป๋พูดมาโดยไม่ขัดแม้แต่ประโยคเดียว ทำตัวราวกับกำลังนั่งดูละครและเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนาง
เหล่าคนของนางแม้จะมีสีหน้าเป็นกังวลแต่เมื่อเห็นว่านายหญิงของพวกตนไม่ได้ดูเป็นเดือดเป็นร้อนก็สงบใจแล้วนั่งอยู่ข้างๆเพียงเท่านั้น
“...จบแล้วหรือ?”
ไป่ฟานเซียนลืมตาขึ้นมาแล้วสบเข้ากับหานจุนโป๋ชายชราสะดุ้งเล็กๆเมื่อปะทะกับแววตาที่ไม่แยแสของนาง
นี่นางไม่กดดันเลย?
หรือว่านางจะยอมแพ้แล้วหลอมโอสถให้พวกเขาอย่างง่ายดายจริงๆ
“ปรมาจารย์ไป่...พวกฉันแค่มาเรียกร้องในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น” หานจุนโป๋เปิดปากพูดเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้ เหล่าผู้ชมในโลกออนไลน์ก็เริ่มประหลาดใจที่นางไม่ตอบโต้หรือปฏิเสธอะไรเลย
นางจะไม่แก้ตัวหรืออธิบายอะไรสักหน่อยหรือ
ใช่แล้วไม่เลย ไป่ฟานเซียนเพียงแค่จิบน้ำชาไปเรื่อยๆ ผู้คนที่มารวมตัวในห้องนี้ก็ไม่กล้าจะเอ่ยปากขัดอะไรพวกเขารอคอยอย่างอดทนจนกระทั่งนางวางถ้วยน้ำชาที่ว่างเปล่าลงบนถาดที่พ่อบ้านชรายื่นมารับพอดี
ช่วงที่เงียบไปนี้นางกำลังประมวลเรื่องราวในหัว
นางสามารถฆ่าคนพวกนี้ที่มาวุ่นวายกับนางได้หรือไม่?
ฆ่าได้
แต่นั่นจะหมายถึงความสงบในชีวิตของนางจะพังทลายลงทันที ผู้คนจะเข้ามาทั้งเพื่อล้างแค้นและต้องการผลประโยชน์จากนางไม่หมดไม่สิ้น
นางก็จะต้องสังหารพวกนั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งโลกใบนี้อาจจะเหลือแค่นางและคนของนาง
แต่ถ้าทำแบบนั้นนางจะยังเป็นนางอยู่หรือ?
เนื้อแท้ของนางคือ“จักรพรรดินีโอสถ” ไม่ใช่ทรราชย์ มารร้าย หรือตัวเอกในนิยายที่นางเคยอ่านผ่านตาซึ่งสังหารคนไม่เลือกหน้า
นอกจากนี้นางไม่ได้ตัวคนเดียวนางในตอนนี้มีเหล่าคนที่เข้ามาติดตามนางมากมาย ที่แข็งแกร่งเอาตัวรอดได้อย่างเซี่ยซูเหยาก็ไม่เป็นไร แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังคงอ่อนแอ
สามคนในนั้นยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆอยู่เลย
นางไม่สามารถจะมาคอยปกป้องพวกเขาทุกคนได้ตลอดเวลา รวมถึงนางไม่สามารถจะมาสั่งให้พวกเขาอาศัยอยู่ในเขตแดนของนางตลอดไป
พวกเขาล้วนต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง
ไป่ฟานเซียนลืมตา เหล่าผู้ติดตามของนางรู้สึกว่าแววตานายหญิงของพวกเขาเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้มันเคยดูเลื่อนลอยและไร้จุดหมายอยู่บ้าง โดยเฉพาะหวงจื่อหานที่อยู่กับนางมานานและช่วยนางแก้เบื่อมาโดยตลอดจะยิ่งเห็นชัดกว่าคนอื่น
ตอนนี้นางมีเป้าหมายแล้ว
นางจะทำเหมือนเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนอีกครั้ง
หากไม่อยากสังหารคนไม่เลือกหน้า ไม่อยากให้มีผู้คนมาวุ่นวาย เช่นนั้นก็จงเป็นตัวตนหรือขุมกำลังที่สูงส่งจนไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่อง
ตำหนักโอสถเทพธิดาที่หายสาบสูญไปไม่เหลือแม้แต่เศษซากในยุคสมัยนี้
ข้าจะสร้างมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง!
เมื่อนางตัดสินใจได้จิตใจของนางพลันปลอดโปร่ง ชีวิตคนเราควรจะมีเป้าหมายสักอย่างไว้ยึดเหนี่ยวหลังจากจัดการเรื่องหมอเทวดาให้ฮุ่ยเอ๋อได้สำเร็จนางก็มีเป้าหมายต่อไปมารองรับแล้ว
“...ปรมาจารย์ไป่?”หานจุนโป๋ตัดสินใจทำลายความเงียบอีกครั้งตอนนี้เป็นเขาเองที่เริ่มรู้สึกกดดันจนเหงื่อไหล
หลิวเยี่ยนเฟยที่อยู่ด้านหลังก็เช่นกันเขาจับด้ามดาบที่ติดตัวเอาไว้ไม่ห่าง เขากำลังกังวลว่าปรมาจารย์ไป่จะทำอะไรหุนหันพลันแล่นจนเขาต้องเข้าไปหยุด
“เจ้าบอกว่าต้องการให้ข้ารักษา?”
เมื่อเห็นว่าไป่ฟานเซียนยอมพูดแล้วหานจุนโป๋ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ใช่ พวกเราไม่ได้ขออะไรมากนักหรอกใช่ไหม?”หานจุนโป๋ยิ้มราวกับสิ่งที่เขากำลังพูดนั้นชอบธรรมที่สุด
แต่ไป่ฟานเซียนไม่ได้ทำอย่างที่เขาคาด
“พวกเจ้ามีโอสถฟื้นฟูติดตัวกันบ้างหรือไม่?”
อยู่ๆไป่ฟานเซียนก็เปลี่ยนเรื่องจนคนในห้องตามไม่ทัน แต่ก็ยังมีบางคนแถวนั้นที่หยิบขวดยาสีขาวที่มีเม็ดยาอยู่ในนั้นสี่ห้าเม็ดออกมาทั้งที่ยังงุนงง
“ผมมีโอสถน้ำค้างดาวอยู่นิดหน่อย”
โอสถน้ำค้างดาวคือโอสถที่ช่วยในการรักษาอาการบาดเจ็บภายในที่ผู้ฝึกตนนิยมเพราะเป็นเพียงโอสถระดับสองและไม่ได้มีราคาแพงมากนักจึงเป็นเหมือนโอสถสามัญที่หลายคนพกติดตัว
“ถ้าท่านต้องการก็เอาไปเถอะ” ผู้ชายคนนั้นพูดอย่างใจดีอย่างไรมันก็ราคาไม่แพงและเขาอยากรู้ว่าไป่ฟานเซียนกำลังจะทำอะไร
ไป่ฟานเซียนควบคุมขวดนั้นขึ้นมาเมื่อมาถึงตรงหน้านางก็เปิดจุกออกแล้วเทเอายาเม็ดหนึ่งลงมาในมือ
พวกเขาไม่เข้าใจสิ่งที่นางทำไม่ใช่เมื่อครู่กำลังพูดกันถึงโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตาหรอกหรือ
“...พวกเจ้าบอกว่าโอสถที่ดีที่สุดของพวกเจ้ารวมถึงการรักษาสมัยใหม่ก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้?”
หานจุนโป๋และคนอื่นรีบพยักหน้ารับยืนยันอย่างว่องไวถ้าโอสถธรรมดาพวกนั้นสามารถรักษาพวกเขาได้จริงก็คงไม่ต้องมาแสดงละครอยู่แบบนี้หรอก
“ฮึ!...”
ไป่ฟานเซียนพ่นลมออกมาจากทางริมฝีปากราวกับไม่สบอารมณ์โอสถจากขวดห้าเม็ดที่ได้มาจากคนแถวนั้นก็ลอยออกมา ผู้ชมทางบ้านล้วนมองฉากที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างสนใจ
ฟุ่บ!
โอสถทั้งห้าเม็ดพุ่งเข้าไปในปากของทั้งห้าคนที่ออกมาเรียกร้องอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครมองทัน พอรู้ตัวอีกทีแม้แต่หานจุนโป๋ก็กลืนโอสถน้ำค้างดาวเม็ดนั้นลงไปแล้ว!
ชายชราตกใจจนพยายามจะขย้อนเอายาออกมาแต่เมื่อมาคิดได้ว่าโอสถเม็ดนั้นไป่ฟานเซียนได้มาจากคนที่ไม่รู้จักทั้งตัวเขาเองก็ยังสามารถยืนยันได้ว่ามันคือโอสถ “น้ำค้างดาว” จริงๆที่ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย ชายชราจึงยอมปล่อยให้ผลของโอสถนั้นทำงานเงียบๆ
“ปรมาจารย์ไป่...พวกเราบอกแล้วว่าโอสถพวกนี้มันไม่ได้ผลหรอก” เขาพูดขณะที่ทำสีหน้าเศร้าเสียใจสายตาเขามองไปยังหลานสาวที่ถูกบังคับให้กินโอสถเม็ดนั้นเข้าไปด้วย
“โดยเฉพาะหลานสาวของฉะ...อั้ก!”
อยู่ๆหานจุนโป๋ก็ขย้อนเอาเลือดสีดำออกมากองหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้ เขาอาเจียนอีกสองสามครั้งบริเวณนั้นก็กลายเป็นกองเลือดย่อมๆ!
ทั้งคนที่อยู่ตรงนั้นและในโลกออนไลน์ล้วนตกใจ
หรือปรมาจารย์ไป่จะก่อนเรื่องแล้ว!?
แต่จากนั้นหานเซี่ยวยี่ที่นอนอยู่เหมือนผักก็เบิกตากว้างและลุกขึ้นมากะทันหัน เธออาเจียนเอาเศษเลือดออกมาเล็กน้อยแล้วมองรอบด้านอย่างงุนงง
ผู้คนล้วนตกใจจนตาค้างไม่ใช่สาวน้อยคนนั้นโดนทำร้ายจนแทบจะพอการหรอกรึ?ทำไมถึงลุกขึ้นมานั่งทั้งยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาแบบนี้!
แต่ที่เป็นจุดสนใจที่สุดก็คือติงคังหมิงและอี้ฟานเพราะบริเวณเป้ากางเกงของพวกเขาล้วนตุงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ หนึ่งหนุ่มหนึ่งชรางอตัวเป็นกุ้งแล้วกุมมือไว้ที่หว่างขาด้วยความอับอาย!
แม้แต่หานจุนโป๋ที่ตอนแรกดูอาหารหนักเพราะขย้อนเอาเลือดออกมาถึงหลายกองก็ดูมีสีหน้าผ่อนคลายลง
สภาพของพวกเขาดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด!
นี่หมายความว่ายังไง!?
ไม่ใช่ตอนแรกพวกคุณบอกว่าแม้แต่โอสถที่ดีที่สุดก็ยังรักษาไม่หาย?
แต่นี่แค่กินโอสถน้ำค้างดาวที่หาซื้อได้ทั่วไปพวกคุณล้วนหายดีกันทุกคน! แม้แต่หานเซี่ยวยี่นั่นก็แทบจะลุกขึ้นมาจากรถเข็นได้แล้ว!
หลอกลวงกันหรือ? พวกคุณคิดว่าพวกเราโง่เง่าหรืออย่างไร!
ความคิดเห็นในโลกออนไลน์ปะทุราวกับน้ำหลากแตกต่างจากสภาพภายในห้องที่เงียบสนิท พวกเขาหันไปมองหน้ากันเอง โดยมีเพียงหวงจื่อหานที่สังเกตเห็นรอยยิ้มบางๆที่ดูมีเลศนัยและเย็นชาที่ริมฝีปากของท่านปรมาจารย์ไป่!
เขาขนลุกขึ้นมาเล็กๆและรู้ดีว่ามันจะไม่ใช่อะไรที่เรียบง่ายอย่างการรักษาเฉยๆแน่นอน!