บทที่ 23 พระราชนัดดาหรือ?
พระสนมอันรับลูกประคำมาแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเ้ามาก”
“พระสนมกล่าวเช่นนี้ทำให้ข้าน้อยรู้สึกละอายใจยิ่งนัก ชีวิตของข้าน้อยเป็ของพระสนม หากพระสนม้าก็สามารถเอากลับคืนไปได้ทุกเมื่อ”
ดวงตาของตู้ซีอันฉายแววอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย พลางคิดในใจว่าในวังหลังแห่งนี้ยังมีข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์เช่นนี้อยู่อีกหรือ?
เสี่ยวกุ้ยจือกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ข้าน้อยแอบหนีออกมา ต้องรีบกลับไปแล้ว กฎของตำหนักหยางซินพระสนมก็ทรงทราบดีอยู่แล้ว”
ตู้ซีอันยกมือขึ้น เป็เชิงบอกให้เขากลับไป
หลังจากเสี่ยวกุ้ยจือจากไป ตู้ซีอันก็วางคัมภีร์ไว้บนโต๊ะแล้วจึงค่อยเดินช้า ๆ ไปที่หน้าพระพุทธรูป ก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้าพระพุทธรูป
ในตำหนักเหลือเพียงนางผู้เดียว ใบหน้าที่สงบนิ่งเมื่อครู่ก็กลับกลายเป็เศร้าโศกขึ้นมา
หากไม่ใช่เพราะนางหลินรุ่ยคงไม่ต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้ หากไม่ใช่เมื่อหกปีก่อน เพราะนางป่วยหนัก ชิวหลินรุ่ยจึงต้องไปแต่งงานกับคุณหนูตระกูลลู่ที่มีชื่อเสียงไม่ดีนักอย่างลู่จือชิงเพื่อเสริมดวงชะตา
หลังจากแต่งเข้ามานางก็มีอุปนิสัยที่อ่อนโยนเรียบร้อย สองเดือนต่อมาก็ตั้งครรภ์ นางเองก็ดีใจยิ่งนักจนอาการป่วยกลับดีขึ้นอย่างน่าประหลาด เมื่อพูดถึงลูกสะใภ้คนนั้น นางก็ซื่อสัตย์และกตัญญูต่อแม่สามีอีกทั้งยังรักและห่วงใยชิวหลินรุ่ยอย่างแท้จริง
เดิมทีคิดว่าวันเวลาจะผ่านไปอย่างสงบสุขเช่นนี้ นางไม่ได้หวังให้บุตรชายได้ขึ้นเป็ฮ่องเต้ เพียงหวังให้ครอบครัวของเขาอยู่อย่างสงบสุข จนวันสุดท้ายของชีวิต
แต่์ไม่เป็ใจ ในเดือนที่ลู่จือชิงใกล้คลอดนางกลับตกจากหน้าผา ได้ยินว่าศพนั้นเละจนจำหน้าไม่ได้เลยทีเดียว
เวลานี้ลู่จือฉิงปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็เื่จริงหรือเื่โกหก มีความลับอะไรซ่อนอยู่ เื่นี้เห็นได้ชัดว่ามุ่งเป้าไปที่ชิวหลินรุ่ย
ตอนนี้ฮ่องเต้ก็ทรงทราบเื่แล้ว ไม่รู้ว่าจะมีเื่วุ่นวายเกิดขึ้นอีก และไม่รู้ว่าชิวหลินรุ่ยจะรอดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้หรือไม่ ตู้ซีอันรู้ว่าตนเองทำอะไรไม่ได้ นางจึงได้แต่ภาวนา…ภาวนาให้์คุ้มครองชิวหลินรุ่ย
เขาคือลูกคนเดียวของนาง ทั้งนางและลูกชายต่างพึ่งพาอาศัยกันมาหลายปี ชิวหลินหรุ่ยกลายเป็เหตุผลเดียวที่ทำให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไป
ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมืองหลวงก็เริ่มปั่นป่วนโดยไม่รู้ตัว
วันนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ตำหนักหยางซิน
ชิวหลินรุ่ยยังคงคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรง ชิวหลินเหม่ามองเขาอย่างภาคภูมิใจ ครั้งนี้ดูซิว่าเ้ายังมีอะไรมาแก้ตัวอีก ใบหน้าของชิวไท่ซือยิ่งเขร่งขรึมขึ้นเรื่อย ๆ
พระองค์รู้จักนิสัยของชิวหลินรุ่ยดี มีหนึ่งก็คือหนึ่ง มีสองก็คือสอง จะไม่เล่นลูกไม้กับเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นความเงียบของเขาในตอนนี้จึงถือได้ว่าเป็การยอมรับโดยปริยาย
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า เ้าก็ยอมรับแล้วสินะ” เสียงของชิวไท่ซือเบาแต่ทรงพลัง แม้แต่ชิวหลินเหม่าก็ยังใเมื่อได้ยิน
ชิวหลินรุ่ยมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตอบอย่างใจเย็นว่า
“กราบทูลเสด็จพ่อ เื่นี้เป็เื่จริงพ่ะย่ะค่ะ”
“บังอาจ!” ชิวไท่ซือะโด้วยความโกรธ แม้แต่ชิวหลินเหม่าก็คุกเข่าลงต่อหน้าพระพักตร์ เพราะความโกรธของฮ่องเต้ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทนได้
ไม่คิดเลยว่าชิวหลินรุ่ยผู้นี้จะกล้าหาญถึงเพียงนี้ เขาไม่คิดที่จะอธิบายสิ่งใด แต่กลับยอมรับตรง ๆ
ชิวหลินรุ่ยยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์ มีเพียงเขาคนเดียวในที่นี้ที่ไม่ถูกทำให้ใ เขาไม่ใช่คนที่จะแสดงอารมณ์ของตนเองออกมาง่าย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ความหวาดกลัวไม่สามารถแก้ไขปัญหาใด ๆ ได้เลย
“สตรีผู้นั้นแท้จริงแล้วเป็ผู้ใดกัน?!” ชิวไท่ซือถามต่อ
“กราบทูลฝ่าา นางคือชายาของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ” ชิวหลินรุ่ยย้ำอีกครั้ง
เสียงของชิวไท่ซือดังขึ้นอีก “ชายาของเ้างั้นหรือ? ชายาของเ้าตายไปเมื่อห้าปีก่อนแล้ว!”
ชิวหลินเหม่ารีบพูดแทรกขึ้นมา “เสด็จพ่อโปรดระงับโทสะ โปรดทรงรักษาพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ น้องสามคงจะสับสนชั่วครู่ คงจะได้ยินมาว่าเสด็จพ่อจะพระราชทานการสมรส ถึงได้หาผู้หญิงปลอมตัวเป็พระชายารุ่ยเช่นนี้ ขอเสด็จพ่อโปรดอภัยให้น้องสามด้วย”
ประโยคนี้เต็มไปด้วยหนามแหลมที่คอยทิ่มแทง ใส่ร้ายเขาโดยตรงว่าหลอกลวงฮ่องเต้ ดวงตาของชิวหลินรุ่ยเป็ประกาย พระราชทานสมรสอะไรกัน?! เหตุใดเขาไม่รู้เื่นี้เลย พระราชทานสมรสให้ใคร? เหตุใดถึงไม่มีใครบอกเขา?
ตอนนี้สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือชิวหลินเหม่าต้องพูดประโยคนี้ออกมา เพื่อผลักชิวหลินรุ่ยไปสู่หนทางแห่งความตาย ความผิดฐานหลอกลวงฮ่องเต้ จะเป็สิ่งที่โอรสที่ไม่เป็ที่โปรดปรานอย่างเขาจะรับไหวหรือ?
ฮ่องเต้มักจะทรงระแวงสงสัย และยังมีชิวหลินเหม่าคอยยุแหย่อยู่ข้าง ๆ ตอนนี้ชิวหลินรุ่ยก็เหมือนยืนอยู่ริมหน้าผา เพียงลมพัดมาอีกครั้ง ก็อาจทำให้เขากลับมาไม่ได้อีก
ชิวหลินรุ่ยกล่าวว่า “ฝ่าาโปรดระงับโทสะ เื่ไม่ได้เป็อย่างที่เสด็จพี่กล่าวอ้าง”
“แล้วเป็อย่างไรกัน!” ชิวไท่ซืออยากจะดูว่าเขาจะดิ้นรนไปถึงเมื่อไหร่
ที่จริงแล้วชิวไท่ซือเชื่อคำพูดของชิวหลินเหม่า หากไม่ใช่เพื่อหลีกเลี่ยงการพระราชทานสมรส เหตุใดจึงมีสตรีที่หน้าตาเหมือนกับพระชายารุ่ยที่สิ้นชีพไปแล้วกลับมาได้?
ต้องมีการเตรียมการไว้ก่อนแล้วอย่างแน่นอน ในวันพระราชทานการสมรสนั้น ก็ยื่นรายงานขึ้นมา บอกว่าพระชายาของอ๋องรุ่ยไม่ได้เสียชีวิต และบัดนี้ก็ได้กลับมาแล้ว
สำหรับองค์หญิงไม่อาจเป็อนุได้อย่างแน่นอน เื่นี้ก็จะจบลงเพียงเท่านี้ วางแผนได้ดีทีเดียว หากไม่ใช่ชิวหลินเหม่ารายงานทันเวลาชิวหลินรุ่ยผู้นี้ยังจะปิดบังไปถึงเมื่อไหร่กัน
“หญิงผู้นั้นเป็พระชายาที่กระหม่อมสมรสอย่างเปิดเผย” ขณะที่ชิวหลินรุ่ยกล่าวประโยคนี้ชิวไท่ซือส่งเสียงหัวเราะเยาะ “เด็กคนนั้นก็เป็บุตรแท้ ๆ ของกระหม่อม”
ชิวไท่ซือยังคงมีสีหน้าสงสัย เมื่อได้ยินเื่เด็กในชั่วขณะหนึ่งก็ตกตะลึง รีบนั่งตัวตรงทันที “เ้าว่าอะไรนะ?”
ซิวหลินเหม่าไม่คิดว่าชิวหลินรุ่ยจะพูดเื่เด็กออกมา เมื่อครู่เขาพยายามปิดบังอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังคงพ่ายแพ้ หวังเพียงว่าฝ่าาจะไม่เชื่อเขาเท่านั้น
ชิวหลินรุ่ยไม่แปลกใจ เขารู้ดีว่าด้วยความคิดของชิวหลินเหม่า เป็ไปไม่ได้เลยที่จะบอกเื่เด็กกับฝ่าา แต่เขาจำเป็ต้องพูดออกมา ตอนนี้เซี่ยมู่คือยันต์ป้องกันความตายของเขา
“กราบทูลฝ่าา สตรีผู้นั้นกลับมาพร้อมกับเด็กชายอายุราวห้าขวบ หน้าตาคล้ายกระหม่อมอย่างยิ่ง กระหม่อมขอยืนยันว่าเขาคือบุตรชายแท้ ๆ ของกระหม่อม”
ชิวไท่ซือดีใจเป็อย่างมาก หลายปีมานี้เขารอคอยหลานชายจนแทบคลั่ง ยังคิดว่าจะไม่ได้เห็นหลานชายตลอดชีวิตแล้ว ไม่คิดว่าวันนี้จะได้ยินข่าวเช่นนี้
ซิวหลินเหม่ากลัวว่าแผนการจะล้มเหลว รีบกล่าวว่า “เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าคำพูดของน้องสามเป็ความจริง ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วใครจะรู้ว่าเด็กนั่นมาจากที่ไหน เป็ลูกนอกสมรสหรือไม่!”
ชิวหลินรุ่ยยิ้มเยาะที่มุมปาก เขารู้ดีว่าเหตุใดชิวหลินเหม่าถึงทำเช่นนี้ ตอนนี้องค์ชายทุกคนไม่มีอะไรโดดเด่น ทุกคนเหมือนกันหมด ทันทีที่เขามีบุตรชายก่อนผลลัพธ์ก็จะแตกต่างออกไป ใครจะรู้ ตาชั่งในใจฮ่องเต้อาจจะเอียงเพราะเื่นี้ก็เป็ได้
เขาในฐานะองค์ชายรัชทายาท สิ่งที่หวาดกลัวที่สุดก็คือชิวหลินรุ่ย หลายปีมานี้เขาพยายามหาทางกดดันด้วยวิธีต่าง ๆ แต่ชิวหลินรุ่ยก็ยังคงยืนหยัดอยู่ในราชสำนักได้อย่างมั่นคง ไม่เพียงแต่ไม่ถูกกดดัน แต่ยังรวบรวมพรรคพวกได้อีกด้วย เขาต่อกรกับพรรคพวกขององค์ชายรัชทายาทในราชสำนักได้อย่างสูสี ชิวหลินเหม่าจะไม่เกลียดชังได้อย่างไร
ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรก็จะให้ฮ่องเต้รู้เื่นี้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นตำแหน่งรัชทายาทของเขาต้องแย่แน่
ชิวไท่ซือหรี่ตาลง คิดว่าสิ่งที่ชิวหลินเหม่าพูดก็มีเหตุผลอยู่ ห้าปีผ่านไปแล้ว จะเชื่อได้อย่างไรว่าเด็กที่โผล่มาอย่างกะทันหันนี้เป็ลูกของชิวหลินรุ่ย
เื่นี้มีจุดน่าสงสัยมากมาย ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเื้ัต้องมีคนท้าทายอำนาจของราชวงศ์อยู่ บางทีอาจซ่อนแผนการใหญ่กว่านี้อยู่ก็ได้
“รัชทายาทพูดถูก เ้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเด็กคนนั้นเป็ลูกของเ้า” ตอนนี้ชิวไท่ซือเริ่มสนใจเื่ของเด็กคนนี้แล้ว ส่วนเื่ที่ลู่จือฉิงตายแล้วฟื้นคืนชีพก็วางไว้ก่อน
ชิวหลินรุ่ยคุกเข่าลง “ทูลฝ่าา กระหม่อมขอสัญญาว่าจะสืบหาความจริงให้ได้ภายในหนึ่งเดือน เมื่อถึงเวลานั้นจะนำมารายงานให้ฝ่าาทราบพ่ะย่ะค่ะ”
ชิวไท่ซือคิดว่าตอนนี้มีแต่วิธีนี้เท่านั้น ให้เวลาชิวหลินรุ่ยหนึ่งเดือนเพื่อสืบหาความจริง หากไม่ใช่แล้วค่อยลงโทษทีหลังก็ไม่สาย หากตัดสินไปอย่างลวก ๆ ตอนนี้ แล้วเผลอทำร้ายพระนัดดาเข้านั่นก็จะเป็บาปใหญ่หลวงแล้ว
สีหน้าของชิวไท่ซือผ่อนคลายลงบ้าง “เช่นนั้นก็ทำตามที่เ้าว่ามา จำไว้ให้ดี หนึ่งเดือนต่อจากนี้ถ้าสืบไม่ได้ ข้าจะเอาเื่เ้าเอง!”
“กระหม่อมรับพระบัญชา” ชิวหลินรุ่ยที่คุกเข่าอยู่กล่าวขึ้น เื่นี้ก็ถือว่าตกลงกันแล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก