Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 192 บททดสอบของเด็กๆ

บททดสอบของเด็กๆ

 

            ท้ายที่สุดกลุ่มที่รอดมาจนถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวก็เหลือเพียง5 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีผู้นำที่โดดเด่นปรากฏขึ้นมา

            ไม่ว่าจะเป็นเด็กหนุ่มที่หนักแน่นมั่นคงที่สามารถเผชิญหน้ากับความสับสนได้อย่างสงบและสามารถทำให้เพื่อนร่วมกลุ่มสงบลงได้ในช่วงเวลาที่สับสน

            เด็กหนุ่มที่มีประสาทสัมผัสที่แหลมคมที่สามารถเตือนภัยให้กับเพื่อนร่วมกลุ่มได้ทุกครั้งที่มีแมลงหลุดลอดเข้ามาจึงรอดพ้นจากการจู่โจมจากแมลงที่มาจากใต้ดินได้เสมอ

            เด็กสาวที่มีความกล้าหาญและเต็มไปด้วยความเป็นผู้นำที่สามารถใช้คำพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของเธอดึงความเชื่อมั่นจากเพื่อนร่วมกลุ่มมาได้

            หญิงสาวที่มีความอ่อนโยนที่คอยดูแลและให้กำลังใจทุกคนอยู่เสมอจนทำให้กำลังใจของเพื่อนๆน้องๆ ไม่ถดถอยและสามารถรักษากำลังใจของคนในกลุ่มให้อยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมอยู่เสมอ

            สุดท้ายคือเด็กสาวที่มีฝีมือที่เฉียบขาดถึงแม้ว่าในมือจะเป็นเพียงสวิงและฉมวกแหลมที่แสนธรรมดา ทว่าเด็กสาวก็สามารถดึงศักยภาพของมันออกมาได้ราวกับอาวุธจริงๆทั้งยังสามารถจัดการกับแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบได้กับคนถึง 3 คน

            โดยรวมแล้วผู้นำทั้ง5 คนนี้มีความโดดเด่นที่แตกต่างกันและนี่นับเป็นปัจจัยเล็กๆที่ทำให้ท้ายที่สุดทั้ง 5 กลุ่มก็สามารถรักษาผักวิเศษต้นสุดท้ายของตัวเองเอาไว้ได้

            ขณะที่กลุ่มอื่นๆนั้นทำพลาดในท้ายที่สุด แม้กระทั่งกลุ่มของเด็กสาวใจกล้าที่มีเด็กหนุ่มผู้ใช้หอกที่โดดเด่นเหนือกลุ่มอื่นๆก็ยังพลาดท่าในท้ายที่สุดจนสูญเสียผักวิเศษไปต้นหนึ่ง

            ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้กัสมองเห็นอย่างละเอียดด้วยสัมผัสวิญญาณของเขาและจดจำใบหน้าของเด็กๆที่น่าสนใจเอาไว้

            รวมไปถึงคนหนุ่มสาวที่ไร้ซึ่งความกระตือรือร้นที่ถูกบันทึกเอาไว้ในหัวข้อที่เขียนว่า‘จิตใจบกพร่อง’ ซึ่งเกิดจากปัญหาด้านการปกครองของโกลเด้นเทลในอดีตที่ทำให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้สูญสิ้นความหวัง

            ในจุดนี้แม้ว่ากัสจะไม่พอใจเท่าไหร่นักทว่าเขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าท่าทางใดๆ ออกมาเพราะว่าเหตุผลที่ทำให้คนหนุ่มสาวเป็นแบบนี้นั้นส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาด้วยเช่นกัน

            ‘ดูเหมือนว่าจะหวังกับพวกคนหนุ่มสาวไม่ค่อยได้สินะ..แต่ก็ยังเหลือคนที่พอใช้งานได้อยู่ละนะ’

            คิดแล้วกัสก็ถอนหายใจออกมาแล้วปรายตาไปด้านข้างมองดูกองซากศพของแมลงขนาดใหญ่ที่ถูกกองทิ้งไว้ด้านข้างจนกลายเป็นภูเขาขนาดย่อม

            การปลูกผักวิเศษครั้งนี้ไม่ดีนักมีเพียงหัวผักกาดแก้วมรกตเพียง 5 หัวเท่านั้นที่เหลือรอดมาจนถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวขณะที่ผักที่เหลือถึง 35 ผลนั้นได้กลายเป็นซากแมลง 34 ตัวไปแทนซึ่งกัสเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถนำแมลงพวกนี้ไปใช้ประโยชน์ได้อีกหรือไม่

            ‘ถ้าคิดว่ามันเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการปลูกผักวิเศษแล้วละก็..บางทีอาจจะเหมือนกับมนุษย์หมาป่าทองคำตัวนั้นก็ได้..’

            ขณะที่คิดกัสก็มองดูซากแมลงทั้งสามสิบกว่าตัว ก่อนจะหันไปมองกลุ่มเด็กๆทั้ง 5 กลุ่มที่มีตัวแทนนำผักวิเศษมาส่งถึงมือกัสด้วยใบหน้าที่อ่อนล้าและหวาดกลัว

            ท่าทางเช่นนี้ทำให้กัสอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วมองไปยังกลุ่มที่ทำพลาดด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง

            “คงไม่ต้องให้ข้าบอกใช่ไหมว่าพวกเจ้าต้องถูกลงโทษ..แต่ไม่ต้องกลัวการลงโทษของข้านั้นแค่เหนื่อยแต่ไม่เจ็บปวด..บทลงโทษของพวกเจ้าก็คือ..การปลูกผักวิเศษอีกครั้ง”

            เมื่อบทลงโทษถูกประกาศออกมา สีหน้าของเด็กๆ ก็ดูผ่อนคลายลงบ้างเล็กน้อยเพราะการปลูกผักวิเศษนั้นไม่ได้น่ากลัวอะไร

            ทว่าเด็กบางส่วนกลับขมวดคิ้วด้วยท่าทีที่ดูเคร่งเครียดขณะที่กัสนั้นระบายยิ้มน้อยๆ พลางนั่งมองพวกมันอยู่

            “แต่ถ้าให้ปลูกผักวิเศษแบบปกติมันคงไม่ใช่บทลงโทษถูกต้องไหม..ด้วยเหตุนี้ข้าเลยจะให้พวกเจ้า..ปลูกผักวิเศษอีกครั้งหลังจากพักผ่อน2 ชั่วโมง”

            ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้สีหน้าของเด็กๆ ก็เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกหลายคนที่หอบหายใจหนักๆ ถึงกับมีสีหน้าสิ้นหวังปรากฎให้เห็น

            ทว่ากัสนั้นไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นเขาเพียงอยากสอนให้พวกมันจดจำถึงความผิดพลาดของตัวเองให้ขึ้นใจด้วยงานหนักเพียงเท่านั้นไม่ได้ใช้ให้ทำงานที่ไม่มีทางเป็นไปได้แต่อย่างใด

            แน่นอนว่าต้องมีเด็กหัวไวที่คิดออกว่าจะเจออะไรแต่มันก็เป็นเพียงความคิดที่คิดเอาเองและเข้าใจไปว่ากัสจะให้พวกมันปลูกผักวิเศษต่อและถ้าพลาดอีกก็ต้องทำต่อไปไม่ได้พัก

            ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เด็กฉลาดที่หัวไว้เหล่านั้นคิดได้จนทำให้ใบหน้าของพวกมันซีดขาว

            ความแตกตื่นนี้ราวกับโรคระบาดก็ไม่ปานเพียงชั่วอึดใจเดียวเด็กกว่าสามร้อยคนก็หน้าซีดปากสั่น มีท่าทางสิ้นหวังปรากฎให้เห็นอย่างเด่นชัด

            “ดูจากท่าทางของพวกเจ้า..คงเข้าใจอะไรบ้างแล้วสินะแต่ข้าจะบอกให้รู้เอาไว้อย่าง..บทลงโทษนี้ไม่ได้ต้องการให้พวกเจ้าปลูกผักวิเศษได้สำเร็จพวกเจ้าจะทำล้มเหลวกี่ครั้งก็ได้ขอเพียงอย่างเดียวคือ..พวกเจ้าต้องเก็บรวบรวมปุ๋ยเวทมนตร์มาให้ข้าให้ครบตามจำนวนเท่านั้น”

            ชั่วขณะนั้นดวงตานับร้อยคู่ก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความสับสนเหล่าเด็กน้อยทั้งชายหญิงต่างหันมามองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจบ้างก็หันไปมองถังใส่ปุ๋ยเวทมนตร์ที่พวกมันเก็บรวบรวมเอาไว้ตลอดการปลูกผักวิเศษ

            ความสับสนนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกของพวกมันเนื่องจากเด็กกลุ่มนี้ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันสามารถนำปุ๋ยเวทมนตร์นี้ไปใช้กับพืชทั่วไปได้ด้วย

            ในสายตาของเด็กๆปุ๋ยเวทมนตร์เหล่านี้มีไว้ใช้กับผักวิเศษเท่านั้นและไม่มีคุณค่าอะไร

            เหตุผลเดียวที่พวกมันรวบรวมใส่ถังเอาไว้ก็เพราะคำสั่งของกัสเท่านั้นหากไม่แล้วพวกมันคงโยนซากแมลงทิ้งไปโดยไม่คิดลำบากนำมันมาหลอมละลายด้วยพลังเวทเป็นแน่

            “พวกเจ้ารู้ตัวใช่ไหมว่าทำพลาดยังไง..จำนวนปุ๋ยที่พวกเจ้าต้องรวบรวมนั้นมีจำนวนเท่ากับเวลาที่พวกเราทำพลาดไป กลุ่มที่ทำพลาดตอนที่ปลูกได้ 5ชั่วโมงให้รวบรวมปุ๋ยมาทั้งหมด 5 ถัง คนที่พลาดตอน 8 ชั่วโมงให้รวบรวม 2 ถังเข้าใจหรือไม่”

            “ครับ/ค่ะ!!”

            เสียงตอบรับของเด็กๆ ดังขึ้นซึ่งสร้างความพอใจให้กัสไม่น้อยจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นเก็บเอาถังปุ๋ยทั้งหมดไปพร้อมกับซากแมลงแล้วกลับไปยังเขตโรงงานของแองจี้ที่ตอนนี้วุ่นวายมากทีเดียว

            กัสแวะเข้าไปดูเล็กน้อยก็เจอกับแองจี้ที่กำลังทำงานอย่างตั้งใจจนไม่รู้สึกตัวเหมือนเดิม เขาก็เลยไม่เรียกหากแต่เดินกลับไปยังดินแดนของเขาแล้วพักผ่อนเล็กน้อยกัสนำซากแมลงไปทิ้งไว้ที่โรงชำแหละเพื่อปล่อยให้คนของเขารับผิดชอบแยกส่วนพวกมัน

            จากนั้นก็ไปหาอะไรกินให้เต็มอิ่มผ่อนคลายเล็กน้อย เล่นกับน้องๆ นิดหน่อยสอบถามเรื่องงานของวันนี้อีกชั่วครู่จนกระทั่งเวลาที่กำหนดไว้ให้เหล่าเด็กน้อยหมดลงกัสถึงได้เดินกลับไปยังดินแดนของโกลเด้นเทลอีกครั้ง

            จุดหมายปลายทางของกัสคือโอเอซิสแห่งเดิมที่บัดนี้เปลี่ยนไปมากจนน่าประหลาดใจ

            เดิมทีโอเอซิสมีสภาพเป็นป่าเล็กๆที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ประปรายกับพุ่มไม้เล็กน้อยและต้นหญ้าอีกจำนวนหนึ่ง

            ทว่าตอนนี้มันได้ปรากฏกำแพงขึ้นมาหลายแห่งมีแม้กระทั่งร่องน้ำที่ถูกขุดเชื่อมต่อเข้ากับทะเลสาบของโอเอซิส

            สภาพแวดล้อมนั้นเปลี่ยนไปจนน่าประหลาดด้วยเวลาเพียง 2 ชั่วโมงจากพื้นที่โล่งๆ ก็มีการสร้างกำแพง ขึงตาข่ายไปจนถึงร่องน้ำเพื่อใช้เป็นอุปสรรคสำหรับป้องกันแมลงกันแล้ว

            เห็นแบบนั้นกัสก็พยักหน้าด้วยความพอใจขณะที่เดินไปยังที่นั่งของเขาที่เขาทิ้งเอาไว้ซึ่งก็พบเจอกับผู้นำกลุ่มทั้ง15 กลุ่มที่ทำพลาด

            “เตรียมตัวพร้อมแล้วสินะ..รับไป..”

            พูดจบกัสก็ส่งถุงใบเล็กๆ ที่ใส่เมล็ดผักวิเศษเอาไว้ให้กับเด็กๆ กลุ่มละ 2ถุงจากนั้นก็ล้มตัวลงนอนต่อโดยไม่มีท่าทางที่จะสนใจอะไรเลยสักนิด

            กลุ่มเด็กๆนั้นดูเหมือนจะยอมรับท่าทางของกัสได้บ้างแล้วจึงไม่คิดสนใจเขาเช่นกันหากแต่กลับไปยังกลุ่มของพวกมันแล้วเริ่มต้นวางแผนปลูกผักวิเศษกันอย่างตั้งใจ

            โดยรวมนั้นใน15 กลุ่มที่ต้องแก้ตัวมีเพียงกลุ่มเดียวที่ทำพลาดหนักที่ต้องการปุ๋ยถึง 5 ถังซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อย ทำให้คนในกลุ่มนี้มีท่าทีที่เคร่งเครียดต่างจากกลุ่มอื่นที่แม้จะรู้สึกเหนื่อยแต่ยังดูสบายใจกว่าเพราะปุ๋ย 2 ถังนั้น ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ทำเสร็จแล้ว

            ขณะที่กลุ่มที่ทำพลาดกำลังเตรียมตัวอยู่นั้นกลุ่มเด็กที่รอดพ้นจากการลงโทษไปได้ก็เริ่มมีคนบางส่วนเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับกลุ่มที่ทำพลาด

            การช่วยเหลือนี้ทำให้กัสยิ้มออกมาเล็กน้อยและเฝ้ามองต่อไปด้วยสัมผัสวิญญาณของเขา

            ไม่นานนักการปลูกผักวิเศษก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่กว่าเดิมความผิดพลาดเดิมๆ ไม่ได้เกิดขึ้นอีก เนื่องจากร่องน้ำที่ขุดเอาไว้สามารถสกัดหนอนที่มาจากใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่มีใครพลาดแบบเดิมอีก

            ยิ่งไปกว่านั้นด้วยการสร้างอุปสรรคอย่างกำแพงและตาข่ายก็มีส่วนช่วยสกัดการบุกของแมลงได้มากพอสมควร

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นทันทีที่มีความประมาทเกิดขึ้นแมลงที่บินเข้าไปติดตาข่ายก็ทะลุมันเข้าไปได้โดยที่เด็กๆไม่ทันรู้ตัวและบุกถึงผักวิเศษได้ในที่สุด

            ‘นี่ละนะเด็ก..แต่ก็นับเป็นบทเรียนที่ดี..’

            เพราะว่าคิดว่าตาข่ายป้องกันได้ทำให้เด็กๆ เริ่มประมาทโดยไม่รู้ตัวหลังจากผ่านไปเพียง 4 ชั่วโมงก็มีกลุ่มหนึ่งทำพลาดโดยแมลงกัดตาข่ายขาดแล้วทะลุเข้าไปได้สำเร็จ

            แต่เด็กกลุ่มนั้นก็ยังนับว่าโชคดีที่มีประสบการณ์ก่อนแล้วหลังจากพลาดก็ร่วมมือกันหยุดแมลงไว้และปลูกผักทั้งสองต้นแยกห่างกันมากพอสมควรจึงทำให้มีเวลามากพอจนกัสสามารถยื่นมือเข้าไปช่วยได้

            ทว่าเด็กกลุ่มนั้นก็ทำพลาดและต้องใช้เวลาในการเก็บรวบรวมปุ๋ยเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเพราะผักวิเศษหายไปต้นหนึ่งแมลงก็ลดลงตามไปด้วยเช่นกัน

            ความวุ่นวายเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เด็กกลุ่มอื่นๆ ก็เพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้นจึงไม่พลาดง่ายๆ อีกแต่ท้ายที่สุดก็ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้นอีกในชั่วโมงที่ 5เพราะความอ่อนล้าที่มีมากของเด็กๆ

            ซึ่งถ้านับชั่วโมงแล้วเด็กกลุ่มนี้ทำงานติดต่อกันมานานถึง17 ชั่วโมงแล้ว มันเรียกได้ว่าเกินขีดจำกัดของเด็กกลุ่มนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ

            ต่อให้กัสวางแผนแบ่งกลุ่มแบ่งกะเอาไว้ให้แต่เด็กเหล่านี้ก็ไม่สามารถพักผ่อนในช่วงพักได้อย่างมีประสิทธิภาพพวกมันยังไม่คุ้นเคยและไม่สามารถข่มตานอนพักได้จึงทำให้ความอ่อนล้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

            แม้จะนั่งพักนาน2 ชั่วโมง ก็ยังไม่หายเหนื่อย แม้จะมีน้ำและอาหารที่มากพอก็ไม่ได้ช่วยอะไรถ้าจิตใจยังตื่นตัวอยู่ก็เป็นไปแทบไม่ได้ที่จะพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ

            ในท้ายที่สุดก็มีเด็กที่ทนไม่ไหวเผลอหลับไปบ้างก็หมดสิ้นกำลังจนหมดสติไป

            นี่เป็นสภาพที่ย่ำแย่และดูน่าสงสารทว่ากัสก็ยังมองเห็นสายตาที่แข็งขืนและฝืนทนของเด็กๆท่าทีที่พยายามทำตามคำสั่งของกัสให้สำเร็จเพื่อที่จะหลุดพ้นจากบทลงโทษของวันนี้

            มันคือการดิ้นรนและการต่อสู้ถึงจะไม่มีอาการบาดเจ็บ ทว่าจิตใจของเด็กๆ ก็ได้เผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ของชีวิต

            เด็กกลุ่มนี้แม้จะเติบโตในกลุ่มหนูใต้ดินที่ได้ชื่อว่าเลวร้ายทว่าเด็กก็ยังเป็นเด็ก พวกมันยังได้รับการยกเว้นจากเรื่องราวเลวร้ายหลายๆอย่างและถูกปกป้องดูแลอย่างดีจากพ่อแม่มาตลอด

            ด้วยเหตุนี้แม้จะอยู่ในกลุ่มหนูใต้ดินที่มีสภาพสังคมที่ย่ำแย่เด็กเหล่านี้ก็ยังอ่อนต่อโลกและอ่อนแออยู่มากเนื่องจากโกลเด้นเทลจะฝึกฝนเพียงคนที่โดดเด่นเท่านั้นส่วนคนที่ไม่มีความสามารถอะไรก็จะปล่อยทิ้งไว้ให้ทำหน้าที่เป็นแรงงานสำหรับการพัฒนาดินแดนของมัน

            ซึ่งกลุ่มคนที่โดดเด่นที่ว่าก็มักจะมองหาหลังจากที่โตขึ้นไประดับหนึ่งส่งผลให้กลุ่มคนที่โดดเด่นเหล่านั้นหากไม่ตายเพราะการต่อสู้ก็ถูกกัสฆ่าทิ้งไปไม่น้อย

            ด้วยเหตุนี้การต่อสู้ดิ้นรนในครั้งนี้ของเด็กกลุ่มนี้จึงเป็นครั้งแรกของพวกมันที่ต้องอดทนพยายามและฝืนร่างกายอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะอยู่รอดต่อไปให้ได้

            “ครบแล้ว!!”

            หนึ่งในกลุ่มที่พยายามอย่างสุดกำลังจนสำเร็จนั้นส่งเสียงตะโกนออกมาครั้งหนึ่งและหยุดการกระทำในทันทีส่งผลให้แมลงบุกผ่านเข้าไปจนถึงผักวิเศษในอึดใจและต่อจากนั้นก็ลงมือกับผักอีกต้นโดยที่มีคนเพียงส่วนน้อยที่พยายามขัดขวาง

            เนื่องจากคิดว่ารวบรวมปุ๋ยได้มากพอแล้วเด็กๆ จึงไม่พยายามต่อ จึงทำให้แมลงบุกเข้าไปถึงผักวิเศษได้อย่างง่ายดายและท้ายที่สุดก็เกิดความผิดพลาดที่ไม่คาดคิดขึ้น

            เพราะไม่พยายามหยุดแมลงมันก็เลยเคลื่อนไหวไปตามความต้องการของมัน ทันทีที่มันกินผักสองต้นไปจนหมดมันก็ขยับไปหาเด็กที่ถือถังปุ๋ยเอาไว้และตอนนั้นเองมันก็บุกเข้าใส่และลงมือกับเด็กคนนั้นจนสามารถแย่งชิงถังปุ๋ยไปได้อย่างง่ายดาย

            สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นเร็วมากเพราะจังหวะที่เด็กคนนั้นเก็บแมลงไปทำปุ๋ยได้อยู่ใกล้กับจุดที่ปลูกผักเอาไว้มาก

            ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นการสูญเสียปุ๋ยหนึ่งถังไปเพราะการจู่โจมของแมลงขนาด2 เมตร ที่ไม่เพียงแค่ตัวใหญ่ มันยังเร็วกว่าขนาด 1 เมตรมากด้วย

            กว่ากัสจะลงมือแมลงตัวนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกเกือบเมตรและเริ่มที่จะจู่โจมปุ๋ยอีกถังต่อแต่มันก็ถูกกัสหยุดเอาไว้ก่อนด้วยหัวสิงโตของเขาและกลืนมันลงไปโดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้น

            เด็กกลุ่มที่ทำพลาดเบิกตากว้างมองดูถังปุ๋ยที่ว่างเปล่าด้วยความตื่นตระหนกสีหน้าของพวกมันสับสนไปหมดเพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ

            ขณะที่กลุ่มอื่นๆก็ตระหนักถึงปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้จึงพยายามป้องกันและไม่ประมาทอีก

            นี่คือบทเรียนที่เกิดจากความผิดพลาดโดยแท้จริง

            กัสยังคงนอนต่อไปฝึกวิชาของเขาต่อไปเรื่อยๆ ด้วยท่าทีที่เฉยชาแม้ว่าจะเสียปุ๋ยไป 1ถังเขาก็ไม่ได้สนใจ

            สิ่งเดียวที่กัสสนมีเพียงการทำให้เด็กๆ กลุ่มนี้ได้รับบทเรียนที่มีประโยชน์เพียงเท่านั้นซึ่งต้องบอกว่าเมื่อครู่นี้เขาจงใจลงมือช้าไปครึ่งจังหวะจึงทำให้ถังปุ๋ยโดนแย่งไปเพื่อเป็นบทเรียนของคนที่ประมาทไม่ระวังหลังจากที่ทำงานเสร็จ

            กลุ่มเด็กที่ทำพลาดและเสียปุ๋ยไปหนึ่งถังและเสียผักวิเศษไปจนหมดนั้นกำลังสับสนอย่างหนักเพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงถึงจะรวบรวมปุ๋ยให้กัสได้ครบตามที่เขาต้องการ

            ขณะที่เด็กกลุ่มนี้กำลังสับสนนั้นเด็กกลุ่มหนึ่งก็ส่งเสียงเรียกและบอกให้เด็กพวกนั้นเข้ามารับหน้าที่ต่อจากพวกมันแทนเพราะพวกมันเก็บปุ๋ยได้ครบแล้ว

            ความสับสนเกิดขึ้นมาชั่วขณะก่อนที่เด็กกลุ่มนั้นจะยอมรับเพราะต่อให้ต้องเหนื่อยกว่าเดิมแต่ก็ยังดีกว่าทำงานไม่เสร็จจนต้องเสี่ยงที่จะเจอบทลงโทษที่น่ากลัวกว่า

            ขณะที่พวกมันทำการแลกเปลี่ยนอยู่นั้นพวกมันก็ลอบมองมาทางกัสที่ยังคงนั่งเฉย ราวกับหลับไปแล้ว ซึ่งหากกัสไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเมื่อครู่พวกมันก็อาจจะคิดเช่นนั้น

            ทว่าการลงมือของกัสนั้นรวดเร็วมากจึงทำให้เด็กๆ ไม่คิดว่ากัสกำลังหลับแต่เข้าใจว่าเขากำลังทำสมาธิหรืออะไรสักอย่างที่พวกผู้ใหญ่ชอบทำกัน

            ด้วยเหตุนี้พวกมันก็เลยไม่กล้าเข้ามาถามกัสหากแต่พยายามทำในสิ่งที่ทำได้ต่อไป

            ช่วงเวลาต่อจากนั้นก็ผ่านไปอย่างปกติกลุ่มที่ทำพลาดในชั่วโมงที่ 8 ทั้ง 13กลุ่มเก็บรวบรวมปุ๋ยเวทมนตร์ได้ครบแล้วและส่งไปให้กัสด้วยท่าทีที่อ่อนล้าอย่างมาก

            กัสเองก็แค่พยักหน้ารับและนำเอาปุ๋ยทั้งหมดมารวมไว้ในถังที่มีระดับสูงกว่าแล้วเก็บเอาไว้ขณะที่เฝ้ารอสองกลุ่มสุดท้ายที่ยังเก็บกันไม่ครบ

            กลุ่มหนึ่งนั้นทำพลาดตอนชั่วโมงที่5 จึงมีจำนวนที่ต้องเก็บเยอะกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่อีกกลุ่มเพราะทำพลาดจนเสียปุ๋ยไปหนึ่งถังจึงต้องเก็บใหม่จึงเสียเวลามากยิ่งขึ้น

            เวลาผ่านไปอย่างช้าๆจนเข้าสู่ชั่วโมงที่ 7 ซึ่งกลุ่มที่ทำพลาดก่อนหน้านี้ก็ได้เก็บรวบรวมปุ๋ยได้อีก 1ถังแล้วและครั้งนี้พวกมันก็ระวังตัวไม่ทำพลาดเหมือนก่อนหน้านี้อีกจึงสามารถส่งปุ๋ยถึงมือกัสได้อย่างปลอดภัย

            ท้ายที่สุดก็เหลือเพียง1 กลุ่มที่ยังขาดอีก 2 ถัง ซึ่งถ้าจะเก็บรวบรวมให้ครบก็อาจจะต้องใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ

            หรือไม่ก็ต้องฝืนตัวเองด้วยการใส่ปุ๋ยผักวิเศษเพิ่มเพื่อให้จำนวนแมลงเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

        แต่เมื่อเวลาผ่านเลยมาจนถึงจุดนี้เด็กๆ ก็หมดแรงแล้วจึงยากที่จะทำอะไรแบบนั้นได้จึงทำให้พวกมันทำได้เพียงฝืนทนต่อไป

            แม้ว่าช่วงเวลานี้จะมีเด็กจากกลุ่มอื่นเข้ามาช่วยบ้างทว่ามันก็ช่วยได้น้อยนิดหาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีใครช่วยเหลือ

            ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่กัสเฝ้ามองอย่างตั้งใจที่สุดเขามองดูเด็กจากกลุ่มอื่นที่ยอมฝืนทนความอ่อนล้าและสู้ร่วมกับเพื่อนๆ ในกลุ่มอื่นและมองดูคนที่เมินเฉยโดยไม่คิดที่จะช่วยเหลือ

            ‘ดี..โบราณถึงว่าไว้ กาลเวลาพิสูจน์คนและสายสัมพันธ์พิสูจน์ด้วยความยากลำบาก’

            ถึงจุดนี้กลุ่มเด็กที่โดดเด่นก็ยังรวมตัวกันเข้ามาช่วยซึ่งแสดงให้เห็นถึงน้ำใจและมุมมองที่เปิดกว้างกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน บ้างก็มองเห็นจุดประสงค์ของกัสได้อย่างเลือนรางจึงพยายามคว้าโอกาสด้วยการแสดงตัวให้โดดเด่นเพื่อให้เข้าตาเขาเป็นการฉกฉวยโอกาสที่จะก้าวหน้าให้กับตัวเอง

            เรื่องนี้นับเป็นเรื่องปกติของมนุษย์เผ่าอสูรเองก็เป็นมนุษย์สายพันธุ์หนึ่งที่มีความเป็นอสูรมากกว่ามนุษย์ทั่วไปพวกเขาจึงมีลักษณะที่ตอบสนองต่อสังคมมากกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับพฤติกรรมรวมฝูงและการเอาตัวรอด

            กัสนั้นรู้เรื่องนี้ดีทีเดียวจากประสบการณ์ตรงในสนามรบและการมองเห็นเพื่อนสนิทที่กลายเป็นศัตรูการทรยศหักหลังเพียงเพื่อผลประโยชน์ การฉกฉวยโอกาสตอนที่คนลำบาก

            หลายๆปัญหาที่เกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายเขาได้เห็นมันมามากแล้วเขาจึงรู้ว่าจะทำยังไงถึงจะพิสูจน์จิตใจของเด็กๆ ได้

            ทั้งหมดก็เพื่อค้นหาเนื้อแท้ของจิตใจก่อนจะนำไปฝึกฝนต่อหากมันมีค่ามากพอ

            รางวัลและการลงโทษคือเครื่องมือที่กัสใช้ส่วนหนึ่งนั้นเขาต้องการให้เด็กๆ ทำงานหนักเพื่อเป็นการละลายพฤติกรรมทางหนึ่งและเป็นเหมือนการกำราบอีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของเผ่าอสูร

            และเขาก็ทำสำเร็จเด็กๆ ทั้งชายหญิง คนหนุ่มสาวที่มีอายุมากหน่อยทั้งหมดต่างแสดงนิสัยใจคอออกมาให้เห็นเมื่อยามลำบาก

            เมื่อความพยายามเผชิญหน้ากับความเหนื่อยยากมันจะเป็นการพิสูจน์ความพยายามที่แท้จริงของทุกคน

            เวลาค่อยๆผ่านไปจำนวนปุ๋ยที่รวบรวมได้ก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนได้มาแล้วถึง 4ถังและถูกส่งมาถึงมือกัสเรียบร้อยเป็นการป้องกันความผิดพลาด

            และถังสุดท้ายก็เติมลงไปแล้วมากกว่า8 ส่วน เหลืออีก 2 ส่วนที่เด็กๆ ที่แทบไม่มีแรงจะยืนพยายามฝืนทนอยู่

            ความพยายามของเด็กกลุ่มนี้กำลังจะสัมฤทธิผลในไม่ช้าทว่าช่วงสุดท้ายนั้นเด็กๆ ดูจะอ่อนล้าหมดสิ้นกำลังไปแล้วจริงๆ

            ขณะนั้นเองเด็กน้อยที่นอนพักไปนานหลายชั่วโมงก็ถูกปลูกโดยเพื่อนของตนเองต่อจากนั้นเด็กกลุ่มที่ได้พักมาระยะหนึ่งก็รีบลุกขึ้นมาและวิ่งเข้าไปช่วยเพื่อนที่หมดแรงทันที

            เมื่อเห็นภาพนี้รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกัสขณะที่บันทึกโลกวิญญาณถูกเปิดออกมา

            ‘ข้าเจอตัวเจ้าแล้ว..เป็นเด็กสาวงั้นหรือ..ฉลาด มองการณ์ไกลแถมยังกล้าตัดสินใจ..ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าเจ้าจะอายุแค่ 6 ขวบ’