บทที่ 12 ส่งเสริม
กู้หลินรู้สึกร้อนเห่อที่ใบหน้าเมื่อคิดว่าสองหนุ่มน้อยกำลังเขม่นกันเพราะตัวเอง แต่เพราะใจอยากช่วยชาวบ้านให้มีอาชีพเลี้ยงตัวจึงตัดบทสองหนุ่ม แล้วเอ่ยปากอาสาไปตามลุงจางให้ด้วยตัวเอง
“ถ้าเถ้าแก่มู่อยากคุยกับลุงจางและช่างในหมู่บ้านข้าจะไปตามให้ พวกเขากำลังเก็บเครื่องมืออยู่ด้านนอก”
กู้หลินเดินออกไปข้างนอก โดยมีสายตาของ เถ้าแก่มู่ กับหลี่เหว่ยมองตาม ส่วนผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ในบ้านต่างมองหน้ากันไปมาและต่างคนต่างมีความคิดของตัวเองอยู่ในใจ
ทางด้านลุงจางและช่างที่ก่อสร้างบ้านหลังจากช่วยเก็บกวาดทำความสะอาดหลังงานเสร็จสิ้น ก็กำลังช่วยกันเก็บเครื่องมือในการก่อสร้างที่ยังหลงเหลืออยู่ กู้หลินเห็นพวกเขากำลังช่วยกันอยู่ก็เดินเข้าไปหา
“ท่านลุงจาง เถ้าแก่จากร้านขายของในเมืองอยากพบพวกท่านเขาสนใจจะสอบถามเื่เครื่องเรือนในบ้านของข้า ดูเหมือนอยากจะสั่งทำไปขาย”
ลุงจางเช็ดเหงื่อแล้วหันมาถาม
“เครื่องเรือนเ่าั้ ข้าทำจากแบบที่เ้าเอามาให้หากเขา้าสั่งทำแบบนั้นเหมือนกัน ข้าก็คงไม่ทำให้ เพราะมันเป็แบบเครื่องเรือนของเ้า”
กู้หลินฟังแล้วก็อดยกย่องความซื่อสัตย์ของลุงจางไม่ได้
“ลุงจางไม่ต้องเป็กังวล ข้ายินดีมอบแบบเครื่องเรือนให้ท่านเอาไปใช้หากท่านเกรงว่ามันจะเหมือนบ้านของข้า ท่านก็ทำให้แตกต่างเล็กน้อยก็ได้ข้าไม่ตระหนี่ไว้สำหรับตัวเองคนเดียวหรอก”
กู้หลินกล่าวแล้วก็บอกให้ลุงจางเดินตามไป
“เถ้าแก่ นี่คือลุงจาง คนที่ทำเครื่องเรือนให้บ้านของข้า”
กู้หลินกล่าวแนะนำ มู่เซินหันมามองนาง แล้วมองเลยไปยังลุงจางที่เดินตามหญิงสาวเข้ามาภายในบ้านแล้วกล่าวทักทาย
“ลุงจาง…ข้าได้ยินจากคุณหนูกู้ ว่าเครื่องเรือนในบ้านหลังนี้ท่านเป็คนทำมันสวยงามแปลกตา ข้าไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน จนข้าสนใจและอยากสนทนาด้วย”
เถ้าแก่มู่เซินกล่าวชื่นชมด้วยความจริงใจพลางมองเครื่องเรือนหลายชิ้นในบ้านด้วยดวงตาเป็ประกาย
“ขอบคุณเถ้าแก่ เครื่องเรือนในบ้านที่งดงามและแตกต่างจากบ้านหลังอื่นก็อาศัยคุณหนูกู้เป็ผู้แนะนำด้วย หาใช่สมองของข้าคิดคนเดียวไม่”
ลุงจางตอบรับอย่างอ่อนน้อม และไม่ยอมรับเอาเป็ผลงานของตนเองแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ยอมมองสบตากู้หลินที่มองมา ซึ่งเมื่อมู่เซินมองเห็นอาการของ ทั้งสองก็รู้สึกพอใจที่ทั้งคู่ต่างกล่าวยกย่องซึ่งกันและกัน
“ลุงจาง คุณหนูกู้ ขอบอกตามตรงว่า ข้ากำลังจะเปิดร้านขายเครื่องเรือนและของตกแต่งภายในบ้าน เมื่อเห็นของงดงามแปลกตาในบ้านของตระกูลกู้ข้าก็อยากสั่งทำเพื่อนำไปขายที่ร้านของข้า ลุงจางกับคุณหนูเห็นเป็อย่างไรสนใจอยากทำการค้าร่วมกันกับร้านของข้าหรือไม่”
ลุงจางมองเถ้าแก่อายุน้อยแล้วหันไปมองหน้า กู้หลินอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“ข้าและชาวบ้านเป็ผู้ทำเครื่องเรือนก็จริง แต่พวกเรามีความรู้น้อยและไม่มีความสามารถทำแบบที่แตกต่างจากเครื่องเรือนเดิมได้ถ้าหากคุณหนูกู้เป็ผู้วาดแบบและออกหน้าทำการค้ากับเถ้าแก่ พวกข้าก็ยินดีจะมาทำงานให้กับตระกูลกู้”
ถ้อยคำที่ถ่อมตัวและไม่เอาเปรียบของลุงจางทำให้กู้หลินพอใจที่ตัวเองคิดไม่ผิดในการคิดช่วยเหลือชาวบ้าน จึงเอ่ยกับเถ้าแก่มู่
“เถ้าแก่หากท่าน้าเครื่องเรือนเอาไปขายจริง เรามาตกลงกันก่อนดีหรือไม่ข้าจะให้ลุงจางทำตัวอย่างเครื่องเรือนไปให้ท่านดูก่อนหากท่านชอบก็สั่งจำนวนที่้านำไปขายแต่ข้าคงต้องขอทำสัญญาว่าห้ามนำแบบเครื่องเรือนที่ตระกูลกู้วาดแบบไปให้ช่างอื่นทำแบบนี้ดีหรือไม่”
มู่เซินได้ยินก็มองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวพลางคิดในใจว่าใช่ความคิดของคนที่ไม่เคยได้ยินว่าทำการค้ามาก่อนหรือไม่เพราะนี่คือความรอบคอบและความฉลาดทางการค้าที่เถ้าแก่ใหญ่ในเมืองคิดเท่านั้น พลางคิดในใจว่าต่อไปนางจะต้องยิ่งใหญ่ในเส้นทางการค้าแน่นอนจึงกล่าวตอบรับเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ในวันข้างหน้าอย่างไม่ลังเล
“ข้าตกลงตามนี้คุณหนูกู้ ข้ายินดีทำสัญญาเพื่อให้ท่านมั่นใจ”
อาจารย์หลี่ที่ยืนฟังการสนทนาอยู่ก็ขอกระดาษและเครื่องเขียนจากกู้เฉิน
“อาเฉินไปเอากระดาษและเครื่องเขียนมาให้อาจารย์หน่อยอาจารย์จะเขียนสัญญาให้เถ้าแก่กับ อาหลินคนละฉบับ”
กู้เฉินรีบเดินไปที่ห้องแล้วหยิบเครื่องเขียนออกมาให้ด้วยความยินดีของทั้งสองฝ่ายยกเว้นหลี่เหว่ย
เขายินดีที่ชาวบ้านจะมีงานทำและมีชีวิตที่ดีขึ้นแต่เขาไม่ยินดีที่จะให้กู้หลินไปพัวพันกับเถ้าแก่คนนี้ แต่เมื่อไม่ใช่เื่ที่เกี่ยวข้องกับตนจึงได้แต่นิ่งเฉยซึ่งเถ้าแก่มู่เซินที่ลอบมองอยู่ เมื่อเห็นแววตาของหลี่เหว่ยฉายแวว ไม่พอใจออกมาแวบหนึ่งแล้วหายไปก็อดที่จะหัวเราะในใจไม่ได้
“ขอโทษด้วยนะสหาย เพชรเม็ดงามเม็ดนี้ใครมือไวกว่าก็ได้ไปครองก็แล้วกัน แต่ว่าหนทางยังอยู่อีกไกลอาจเป็เ้าหรือข้าที่ได้นาง เราคงต้องมาแข่งกันดูสักตั้ง”
มู่เซินจากไปแล้วในมือถือสัญญาฉบับนั้นไว้ในมืออาจารย์หลี่จึงหันมาคุยกับกู้เยี่ย
“ลูกสาวของท่านช่างฉลาดนัก”
กู้เยี่ยยิ้มแย้มรับคำชมด้วยความยินดีก่อนจะกล่าวยกย่องอาจารย์ผู้เคยสอนสั่งลูกสาว
“เป็เพราะท่านอาจารย์เมตตาสอนั้แ่ หลินเอ๋อร์ยังเยาว์วัยต่างหากเล่าหากไม่มีท่านไหนเลยนางจะมีความคิดอ่านฉลาดและคิดหาทางช่วยเหลือผู้คนในหมู่บ้านได้แบบนี้ความชอบนี้ข้าคงรับคนเดียวไม่ไหว ต้องมอบให้ท่านแล้ว”
เสียงหวานช่างเจรจาที่ไม่เคยได้สนทนากันมาก่อน ทำให้อาจารย์หลี่คันยุบยิบในหัวใจ
ย้อนกลับไปเมื่ออาจารย์หลี่มาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ในครั้งแรกเขาพบว่าหมู่บ้านในหุบเขาแห่งนี้เงียบสงบและปลอดภัย จึงตัดสินใจปักหลักอยู่ที่นี่พร้อมกับแม่นมถิงและทารกชายในอ้อมแขนของนาง โดยบอกกล่าวกับผู้ใหญ่บ้านว่าเขาเป็บัณฑิตที่หนีโรคระบาดมาจากเมืองทางเหนือและครอบครัวตายทั้งหมด เหลือเพียงเขากับ ลูกชายและแม่นม
เป็ความโชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านในหมู่บ้านมีจิตใจดีเมื่อเห็นเขาที่เป็พ่อม่ายลูกติดก็ให้การต้อนรับขับสู้เป็อย่างดีและไม่เคยถามถึงเื่เก่าให้ ปวดใจ
หลังจากอาจารย์หลี่สำรวจชาวบ้านในหมู่บ้านก็พบว่ามีครอบครัวตระกูลกู้ที่เป็หมอในหมู่บ้าน และโยกย้ายมาจากที่อื่นแต่ที่น่าสนใจก็คือภูมิหลังที่เป็ปริศนาเหมือนกันกับเขา
ในครอบครัวหมอกู้ มีภรรยา ลูกสาว และหลานชายหลานสาว แต่ไม่ปรากฏว่ามีลูกเขย
อาจารย์หลี่ได้ยินจากแม่นมถิงเล่าให้ฟังว่าตระกูลกู้ เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนี้ก่อนครอบครัวของเขา ไม่นาน ลูกเขยเป็ทหารและตายในสนามรบแต่ก็ไม่มีใครรู้เื่จริงเท็จเพราะตอนที่ครอบครัวกู้ย้ายมาก็ไม่มีลูกเขยตามมาด้วยชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเชื่อตามที่ได้ยินจากผู้ใหญ่บ้าน
อาจารย์หลี่ได้พบกับหมอกู้ตอนที่หลี่เหว่ยไม่สบายเขาไม่อยากพาลูกชายเข้าเมือง เพราะเกรงว่าอาจจะพบคนที่ไม่้า จึงพาหลี่เหว่ยที่ยังเป็เด็กไปรักษากับหมอกู้
ในวันนั้นเขาจึงได้พบกับกู้เยี่ยแม่ของกู้เฉินและ กู้หลินตอนนั้นนางผอมแห้งเพราะความเจ็บป่วยจากการคลอดบุตร และการเดินทางไกล ใบหน้าถึงจะมีเค้าความงามแต่ก็ไม่ได้สะดุดตาสะดุดใจมีเพียงความปรารถนาดีในฐานะเพื่อนบ้านและความเวทนาในโชคชะตาของนาง
อันที่จริง อาจารย์หลี่เคยมีคนที่รักแต่ไม่ได้แต่งงานกันเพราะวาสนาของนางสูงส่ง เขาจึงตัดใจจาก แต่ไม่คาดคิดว่าชีวิตของตนยังต้องเกี่ยวพันตัดไม่ขาดชั่วชีวิตเมื่อแม่นมถิงซึ่งเป็คนของนางอุ้มเด็กชายขอติดตามเขามา
ในวันนี้ได้พบกู้เยี่ยอีกครั้ง อาจจะเป็เพราะนางหายจากอาการเจ็บป่วยและบำรุงร่างกายของตัวเองจนกลับมางดงามดังเดิม เขาจึงเพิ่งเห็นว่าใบหน้าของนางละม้ายหญิงคนที่เขารักถึงแปดส่วน