THE ONE

    ตอนที่ 70 แวมไพร์


            แม้จะอนุญาตแล้ว แต่ว่าจะปล่อยให้สามพี่น้องเดินไปไหนมาเองเลย มันก็ใช่เรื่อง คนที่รับผิดชอบดูแลสามพี่น้องแน่นอนว่าก็ต้องคือเทียนคง ดังนั้นแล้วงานประจำอีกหนึ่งอย่างที่เขาจะต้องทำก็คือการพาสามพี่น้องไปเดินเล่น

                  

            วันแรกที่สามพี่น้องได้ออกมาพบเห็นความเป็นอยู่ของมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์นั้นพวกเขาก็ต้องแปลกใจมากเพราะอารยธรรมที่เป็นอยู่ของชาวบ้านชาวเมืองที่นี่นั้นช่างล้าหลังเมื่อเทียบกับฐานลับใต้ดินของเทียนคง

                  

            ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าสภาพด้านบนก็คงไม่ต่างกับฐานลับของเทียนคงเสียเท่าไหร่ที่รอบด้านคือโลหะ หิน หรือวัสดุอื่น ๆที่ไม่ใช่โครงสร้างที่เกิดจากธรรมชาติและคงแออัดไปด้วยผู้คน แต่ตรงกันข้ามเลย อารยธรรมและการใช้ชีวิตของชาวเมืองด้านบนนี้ เรียกได้ว่า อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติเอามาก ๆอากาศยังคงสะอาด ไร้ซึ่งมลพิษใด ๆ

                  

            ในสามคนนี้คนที่ดูจะประหลาดใจมากที่สุดดูจะเป็นเอ็ดเวิร์ดเพราะเขาได้เห็นความเป็นอยู่ของมนุษย์ปีกสวรรค์มาแล้ว ระหว่างออกตามหาวิคทอเรียแม้จะได้เห็นเพียงเมืองเพฌฆาตอสูรกับเมืองอัญมณีสามสีก็ตามแต่ทั้งสองเมืองนั้นก็แน่นไปด้วยผู้คนและสิ่งปลูกสร้างที่สูงระรานตาไปหมดจะหาที่ว่างให้เงยหน้ามองท้องฟ้าให้ชัดแทบจะไม่มี

                  

            แต่ที่นี่นั้นตรงกันข้ามเลยการจะหาอาคารที่สูงจนสามารถบดบังทรรศนียภาพของท้องฟ้านั้นมีอยู่ที่เดียวซึ่งก็คือโดมของโรงหลอมอาวุธที่ก็สูงเอาเรื่องหลังจากการปรับปรุงครั้งใหญ่ของเทียนคงและตอนนี้ก็เป็นใจกลางของย่านโรงหลอมอาวุธนี้ไปแล้ว

                  

            “พวกท่านไม่ต้องแปลกใจไปหรอกที่นี่นับได้ว่าเป็นชานเมืองของชานเมืองน่ะ แต่ก็ถือว่าดีใช่ไหมล่ะการได้อาศัยอยู่ในที่ที่อากาศดีแบบนี้”เทียนคงที่เห็นสีหน้าของสามพี่น้องก็อธิบายให้ฟัง

                  

            สามพี่น้องพยักหน้าอย่างเข้าใจแต่ก็ยิ่งทำให้สงสัยในตัวเทียนคงมากขึ้นไปอีก เพราะสิ่งที่อยู่ใต้ดินที่ฐานลับนั้นมันคนละเรื่องกันเลย ไม่มีอะไรสอดคล้องกันเลยสักนิด จนวิคทอเรียมองเทียนคงด้วยสายตาสุดสงสัยพลันคิดในใจว่า

            

            “แล้วเจ้าบอกว่าเจ้าเป็นช่างประจำเมืองประกายเงินและโรงหลอมอาวุธแห่งนี้เจ้าคิดว่าข้าจะยังเชื่อเจ้าได้หรือไงกัน แต่ก็เอาเถอะ เจ้าคือผู้มีพระคุณเจ้าจะเป็นใคร จะมีความลับอะไร ข้าก็ไม่คิดจะรู้หรอกแต่อย่างน้อยก็อย่าได้ทิ้งข้าไว้กลางทางเชียวนะ”

            

            สิ่งที่คิดอยู่ในใจก็อยากจะบอกออกไปเหมือนกัน แต่ไม่รู้เพราะอะไร ถึงได้ไม่กล้าพูดออกไปเสียทีอาจเป็นเพราะความรู้สึกเกรงใจ ที่ไม่อยากเป็นภาระไปมากกว่านี้ หรืออาจอย่างอื่น....

            

            เทียนคงพาสามพี่น้องเดินวนรอบย่านต่างๆรอบโรงหลอมอาวุธ ตลอดจนพาไปดูด้านในโรงหลอมอาวุธด้วย ก่อนที่จะเข้าไปด้านในเอ็ดเวิร์ดก็ได้แย้งขึ้นมาว่า นี่ไม่ได้เป็นความลับของเผ่าหรือ เทียนคงพยักหน้าแต่ก็ตอบไปว่า

            

            “ใช่มันเป็นความลับ แต่ยังไงพวกท่านก็ไม่สามารถกลับไปที่เผ่าของตัวเองได้อยู่แล้วนี่และอีกอย่าง พวกท่านนับเป็นสหายของข้า ข้าเชื่อใจพวกท่านอยู่แล้ว เข้าไปกันเถอะ”

            

            เอ็ดเวิร์ดได้ยินก็อึ้งไปนี่เจ้าเพิ่งเจอพวกข้าได้ไม่กี่วันก็เชื่อใจกันขนาดนี้แล้วอย่างนั้นหรือข้าเองตอนนี้ยังไม่ค่อยจะเชื่อเจ้าเท่าไหร่เลย จนข้ารู้สึกผิดเลยเนี่ย เอาเถอะในเมื่อเจ้าให้เข้า ข้าเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าพวกปีกสวรรค์มันสร้างอะไรกันอยู่

            

            ภายในโรงหลอมอาวุธเมื่อเห็นว่าเทียนคงเข้ามา หัวหน้าช่างที่ประจำการวันนี้ก็รีบเข้ามาทักทายทันทีแม้ว่าตัวเขาต่างหากที่ถือตำแหน่งนายช่างใหญ่จริง ๆของที่นี่ แต่ตั้งแต่เทียนคงได้แสดงฝีมือในการปรับปรุงโรงหลอมนี้จนสำเร็จเขาก็คิดว่าตัวเองเป็นนายช่างใหญ่แค่ในนามเท่านั้น ส่วนตัวจริงก็คือชายหนุ่มคนนี้

            

            “คารวะนายช่างใหญ่มีเรื่องอันใดหรือ ท่านถึงได้มาที่นี่เวลานี้” ปกติเทียนคงจะไปแต่ละที่ในเวลาที่แน่ชัดแลหากเขามานอกเวลา แน่นอนว่าต้องมีอะไรแน่นอน

            

            “อ่อข้าได้รับหน้าที่พาสหายของคุณหนูเซียนอิน มาเดินเล่นน่ะ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือนับจากนี้ ทั้งสามท่านนี้จะอยู่ที่นี่ และช่วยงานข้ายังไงหากเจอพวกเขามาเที่ยวเล่น ข้าต้องรบกวนท่านต้อนรับพวกเขาแทนข้าด้วยนะ”

                  

            “แน่นอนยินดีเป็นอย่างยิ่ง ... ถ้าเช่นนั้นเชิญด้านในก่อน”

                  

            “ไม่รบกวนท่านดีกว่าข้ามาเพียงครู่เดียว ท่านไปทำธุระของท่านเถอะ อีกเดี๋ยวข้าก็ไปแล้ว ขอบคุณท่านมาก”

                  

            “ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอตัวก่อนนะ หากท่านต้องการสิ่งใด ก็เรียกหาข้าได้เลย”

                  

            เมื่อทักทายและกล่าวลากันเรียบร้อยนายช่างใหญ่คนนี้ก็คารวะเทียนคงอีกครั้ง และค้างอยู่อย่างนั้นจนเทียนคงและพรรคพวกเดินออกไปจากตรงนั้น เขาถึงจะออกจากตรงนั้นและไปทำงานของเขาต่อเพื่อแสดงความเคารพต่อเทียนคง

                  

            สิ่งนี้เกิดขึ้นกับทุกคนที่เทียนคงแวะผ่านไปหาทำให้สามพี่น้องมาหน้ากันด้วยความสนใจ ก่อนหน้าที่จะได้เข้ามาที่โรงหลอมนี้พวกชาวบ้านด้านนอกพอเห็นเทียนคงก็มีบ้างที่กล่าวทักทายเทียนคงแต่กับในโรงหลอมนี้ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นช่างหรือคนงานต่างทักทายแล้วโค้งคำนับให้เทียนคงกันทุกคน

                  

            “คนที่นี่ดูจะรักและเคารพเจ้ามากเลยนะ”วิคทอเรียเห็นแบบนี้ ไม่รู้ทำไม นางถึงได้รู้สึกภูมิใจในตัวเทียนคงยิ่งนักจึงกล่าวออกมา

                  

            “ก็เป็นสิ่งที่ดีล่ะนะมีคนรักย่อมดีกว่ามีคนเกลียดอยู่แล้ว จริงไหมล่ะ”เทียนคงไม่ได้อธิบายว่าทำไมผู้คนถึงรักเขา แต่ตอบเพียงสิ่งที่เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว

                  

            วิคทอเรียได้ยินคำตอบแบบนี้ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงแต่อมยิ้มเล็ก ๆ พยักหน้า แล้วเดินตามเทียนคงไปติด ๆ ทิ้งสองพี่ชายให้เดินห้อยท้ายตามไป

                  

            หลังจากเดินเล่นจนทั่วย่านโรงหลอมแล้วเทียนคงก็พาสามพี่น้องกลับฐานลับ

            

            “แร่เงินอย่างงั้นรึ.... นี่พวกเจ้ายังทำสงครามกับแวมไพร์กันอยู่อีกหรือ” เอ็ดเวิร์ดที่รอถามคำถามนี้ตั้งแต่เห็นว่าโรงหลอมอาวุธนี้กำลังทำอะไรแล้วพอถึงฐานลับ ก็เอ่ยปากทันที

            

            “ข้าไม่รู้เรื่องพวกนั้นหรอก.... เป็นท่านต่างหาก ที่รู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงเผ่าของท่านบันทึกเรื่องนี้ไว้หรือ” เทียนคงเลิกคิ้วด้วยความสนใจทันทีที่ได้ยินคำถามเพราะนี่เป็นครั้งที่สอง ที่เขาได้ยินคำว่า แวมไพร์ครั้งแรกคือตอนที่เขาถามเซียนอินเรื่องแร่เงิน ซึ่งเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากและไม่ได้ยินคำนี้อีกเลยจนกระทั่งตอนนี้

            

            “นี่เจ้าผลิตอาวุธพวกนี้โดยที่ไม่รู้ว่ามันเอาไปทำอะไรเลยหรือ”

            

            “ใช่เป็นอย่างที่ท่านเข้าใจ ข้าไม่รู้ และจะดีมากๆหากท่านยินดีจะเล่าเรื่องแวมไพร์ให้ข้าฟัง”

            

            สามพี่หน้องมองหน้ากันด้วยความงุนงงเพราะสงครามระหว่างมนุษย์สายเลือดต่าง ๆก็ไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และการที่ต้องใช้แร่เงินแน่นอนว่ามันก็ต้องใช้สู้กับพวกแวมไพร์อยู่แล้ว เพราะมีเพียงสายเลือดปีศาจอย่างพวกแวมไพร์เท่านั้นที่จะอ่อนแรงลงเมื่อเข้าใกล้แร่เงิน

            

            แต่งุนงงและไม่เข้าใจก็ส่วนหนึ่งหากเทียนคงอยากจะรู้พวกเขาก็ยินดีจะเล่าทุกอย่างเท่าที่พวกเขารู้เอ็ดเวิร์ดจึงตอบไปอย่างไม่ต้องคิดว่า “แน่นอน เจ้าอยากรู้อะไรหากข้าตอบหรือช่วยเจ้าได้ ข้ายินดีอยู่แล้ว”

            

            ตั้งแต่เอ็ดเวิร์ดรู้ว่าเทียนคง ได้ทำอะไรให้กับวิคทอเรียกับเอ็ดมัวร์บ้าง ก็นับถือเทียนคงเอามาก ๆดูจะเคารพนับถือเทียนคงมากกว่าวิคทอเรียกับเอ็ดมัวร์เสียอีกอาจเป็นเพราะเขาเป็นพี่ใหญ่ของทั้งสองคน จึงคิดว่าต้องตอบแทนเทียนคงแทนน้องของเขาทั้งสองคนด้วย ซึ่งการเคารพผู้มีพระคุณก็คือหนึ่งในการตอบแทนที่ควรทำมากที่สุด

            

            เอ็ดเวิร์ดเล่าเรื่องทุกอย่างที่เขารู้ให้เทียนคงฟังอย่างละเอียดไล่ย้อนไปไกล เท่าที่บันทึกของเผ่าของเขาจะบันทึกไว้ หรือเล่าต่อ ๆกันมาโดยได้เนื้อความว่า

            

            เมื่อราว3,500 ปีก่อน ก่อนที่เผ่าพันธ์มนุษย์สายเลือดอสูรบางส่วนจะอพยพมาที่ดาววิหคคราม ณ ดาวอาณานิคมนุษย์ที่312ได้เกิดสงครามแย่งชิงการถือครองดวงดาวอย่างสมบูรณ์ระหว่างสองพันธมิตรแห่งแสงและความมืด

            

            โดยพันธมิตรแห่งแสงตอนนั้นมีผู้นำเพียงสองเผ่าคือมนุษย์สายเลือดมังกร และสายเลือดปีกสวรรค์ ส่วนพันธมิตรแห่งความมืดนั้นนำโดยทั้งสามเผ่า คือ ยักษ์ ปีศาจ และอสูร

            

            สงครามดำเนินไปอย่างยาวนานกว่า500 ปี จนฝ่ายพันธมิตรแห่งแสงกำลังเป็นฝ่ายกำชัย แต่แล้วจุดพลิกผันก็เกิดขึ้นมนุษยสายเลือดปีศาจ ได้ทดลองการเพิ่มประสิทธิภาพของสายเลือดตัวเองได้สำเร็จซึ่งนั่นก็คือ แวมไพร์ นั่นเอง

            

            ซึ่งในการกำเนิดของแวมไพร์นี้เองทำให้ผลลัพธ์ของสงครามพลิกกลับกลายเป็นพันธมิตรแห่งแสงจำเป็นต้องล่าถอยออกไปแต่ด้วยความที่มนุษย์สายเลือดปีศาจที่กลายเป็นผู้มีกำลังอำนาจสูงสุดของดาวในตอนนั้นเกิดความคิดอยากครองดาวเพียงคนเดียว จึงหักหลังเผ่ามนุษย์สายเลือดยักษ์และอสูรด้วย

            

            แน่นอนว่าการหักหลังตอนนั้นทำให้สายเลือดยักษ์และอสูรไม่ทันตั้งตัว และพลาดท่าให้กับสายเลือดปีศาจอย่างง่ายดายเพราะความสามารถที่โดดเด่นของ แวมไพร์ นั้น ก็คือการลอบเล้นที่ยากต่อการตรวจจับและตอนนั้นความสามารถที่พวกมันใช้ก็ใหม่กับสายเลือดอื่น ๆทำให้ไม่สามารถรับมือได้เลย

            

            และสายเลือดอสูรบางส่วนก็ได้ตัดสินใจที่จะลี้ภัยไปที่อื่นเพราะเห็นว่าไม่มีทางที่จะเอาชนะสิ่งที่ไม่สามารถรับมือได้และกลุ่มที่อพยพนี้ก็คือเผ่ามนุษย์สายเลือดอสูรที่มายังดาววิหคครามนี้เอง

            

            ซึ่งก่อนที่พวกเราจะมาในบันทึกเขียนไว้ว่า พวกสายเลือดปีกสวรรค์และมังกร หาได้ยอมแพ้ไม่ พวกมันได้หาวิธีต่อกรกับแวมไพร์ได้จนได้ซึ่งก็คือแร่เงินนี่เอง

            

            จากสายสืบของพวกเราสายเลือดอสูรก็ไปสืบมาจนพบว่า ก่อนหน้านี้ แวมไพร์ ไม่ใช่ว่าเพิ่งเคยถูกสร้างมาในเวลานั้นแต่จริง ๆแล้ว คำว่า แวมไพร์ นี้คือการปลุกสายเลือดเก่าแก่ของพวกสายเลือดปีศาจให้ตื่นขึ้นมามากกว่า ซึ่งการปลุกพลังสายเลือดนั้นค่อนข้างซับซ้อนและกรรมวิธีที่ถูกต้อง ก็ถูกบอกต่อกันเพียงกลุ่มชนชั้นสูงของสายเลือดปีศาจเท่านั้น

            

            โดยที่พวกสายเลือดปีกสวรรค์เองที่ค้นพบเรื่องนี้ไม่ทราบว่าไปรู้มาจากไหน อาจจะผ่านการติดต่อกับพวกสายเลือดแท้ก็เป็นได้ ....