(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 186 กามินสำแดงฤทธิ์

    ตอนที่ 186 กามินสำแดงฤทธิ์



    ภาพถ่ายของคุณผู้หญิงที่ผอมบาง ใบหน้าซูบตอบ จนแทบจะเรียกว่าหนังหุ้มกระดูก ได้ถูกยื่นมาให้ นักแสดงพริมโรสได้ดู กอปรกับคำพูดของเจ้าหญิงเอวาที่ช่วยยืนยัน ก็มากเพียงพอแล้วที่จะทำให้ ตัวของนักแสดงสาวพริมโรสนั้นปักใจเชื่อ ว่าบุคคลในรูปนั้นคือ คนเดียวกับคุณผู้หญิงที่มีหุ่นสละสลวยที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเธอในตอนนี้



    “ฟังอาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่จริงๆ แล้ว ก่อนหน้านี้ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา หุ่นของฉันเคยผอมและอ้วนมาก่อน และพึ่งจะมีหุ่นเฉกเช่นนี้ ได้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะกลับเมืองหลวงนี้เอง” คำพูดของคุณผู้หญิงประโยคนี้ นอกจากจะทำให้นักแสดงพริมโรส ตะลึงค้างไปอีกครั้ง

    กลับกันมันยังทำให้ เจ้าหญิงเอวา ถึงกับหันขวับมามองด้วยแปลกใจเช่นเดียวกัน


    เพียง 1 เดือน สามารถเปลี่ยนจากคนผอมให้กลายเป็นคนอ้วน กระทั่งเปลี่ยนจากคนอ้วนกลายเป็นคนหุ่นดี...นี้มันเรื่องตลกอะไรกัน?


    “ตอนอยู่ที่ป่าดาราฉาย ฉันตั้งใจว่าจะไปพักผ่อน เพื่อหนีความวุ่นวายในสังคมเมืองหลวง ซึ่งพวกเธอก็น่าจะรู้ ป่าดาราฉายถือเป็น ชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ยังไม่เจริญหากต้องเทียบกับเมืองใหญ่ๆ อย่าง เมืองดาราฉาย” คุณผู้หญิงเว้นจังหวะลงเล็กน้อย เพื่อให้ผู้ฟังทั้งสองคนได้คิดภาพตาม


    แน่นอนว่าทางด้านของนักแสดงพริมโรส นั้นพอจะคาดเดาถึงสภาพของหมู่บ้านดาราฉายได้เป็นอย่างดี


    เนื่องด้วยตัวเธอนั้น พื้นเพเดิมคือคนของเมืองดาราฉาย อีกทั้งคณะละครของเธอก็ก่อตั้งที่เมืองดาราฉาย ก่อนจะย้ายมาปักหลักที่เมืองหลวง พร้อมกับเดินทางไปตามเมืองใหญ่และหมู่บ้านต่างๆ เพื่อทำการแสดง

    และเมื่อช่วง 1 ปีก่อน ถ้าเธอจำไม่ผิด คณะของเธอ ก็เคยไปทำการแสดงที่หมู่บ้านดาราฉายมาแล้วครั้งหนึ่ง


    เธอจดจำได้ว่าหมู่บ้านดาราฉายที่คุณผู้หญิงกำลังบอกเล่า นั้นมีขนาดหมู่บ้านที่เล็กเอามากๆ มีจำนวนคนอยู่อาศัยราวๆ 500 คน อีกทั้งสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองก็ยังจัดว่าเป็นหมู่บ้านที่ยังล้าหลัง หมู่บ้านอื่นๆ อยู่อีกไกลโข


    “เป็นอย่างที่ทั้งสองคนเข้าใจนั่นแหละ หมู่บ้านดาราฉายยังไม่ใช่หมู่บ้านที่เจริญมากนัก ฉันกับครอบครัวจึงได้นำพาพ่อครัวประจำตระกูลของพวกเราไปช่วยดูแล เรื่องอาหารการกินด้วยนั่นเอง แต่เพราะด้วยอะไรหลายอย่างในวันที่พวกเราไปถึง ยังไม่ลงตัวมากนัก ทางด้านของพ่อครัวเรายังไม่สามารถทำอาหารได้อย่างเต็มที่และนี้เองจจึงเป็นที่มาที่ทำให้ ฉันได้รู้จักกับร้านอาหารแห่งหนึ่งในป่าดาราฉายที่ชื่อว่า ร้านอาหารสามเวลา”


    คุณผู้หญิงบอกเล่าเรื่องต่างๆ ของเธอเกี่ยวกับร้านอาหารสามเวลาออกมาและยิ่งบอกเล่ามากเท่าไร สีหน้าและท่าทางของเจ้าหญิงเอวาและนักแสดงพริมโรส ก็ดูตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น


    ทั้งนี้ถึงเจ้าหญิงเอวาจะพอได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับร้านอาหารสามเวลามาบ้างแล้ว แต่พอได้ฟังซ้ำอีกครั้ง ก็พลอยอดที่จะตื่นเต้นไปกับมันไม่ได้อยู่ดี


    “ร้านอาหารสามเวลา? ไม่ได้ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านดาราฉาย แต่กับตั้งอยู่ในส่วนลึกของทางเข้าป่าดาราฉาย และยังมีนักผจญภัยแวะเวียนเข้ามากินอาหารของพวกเขา มื้อละไม่ต่ำกว่า 200 คน?” นักแสดงพริมโรส ในตอนนี้ไม่รู้จะต้องตกใจกับเรื่องไหนก่อนดี


    เฉกเช่นเดียวกับเจ้าหญิงเอวา ที่ตลอดทั้งคืนหลังจากได้กินอาหารของร้านอาหารสามเวลาที่คฤหาสน์ของคุณผู้หญิง เธอก็เอาแต่เพ้อพก คิดถึงแต่รสชาติของมัน จนกระหายอยากที่จะกินมันอีกครั้ง ดั่งเช่นที่เป็นอยู่ในตอนนี้


    “พ่อครัว ที่เป็นเจ้าของร้านอาหารสามเวลาคนนั้นคือใครกันเหรอคะ?” ราวกับทั้งสองนั้นใจตรงกัน


    หลังจากฟังเรื่องเล่าของคุณผู้หญิงจบ ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเธอทั้งสองก็เกินกว่าจะทนเก็บไว้ได้อีกต่อไป



    พวกเธออยากที่จะรู้จักกับพ่อครัวอัจฉริยะผู้นี้ พ่อครัวที่ได้สมญานามจากนักผจญภัยว่า เป็นผู้อาวุโสเร้นกาย ที่สามารถเนรมิตหุ่นและรสชาติของอาหารที่อร่อยล้ำเช่นนี้ออกมาได้ เป็นใครกันแน่?


    “พ่อครัวผู้นั้นมีชื่อว่า ไลท์...และที่สำคัญ ท่านไลท์ยังเป็นคนที่เชี่ยวชาญในการทำอาหารจนใครต่อใครพากันขนานนามท่านว่าผู้อาวุโสเร้นกายเลยทีเดียว”



    ‘ท่านไลท์? ที่ได้รับการยอมว่าเป็นถึงผู้อาวุโสเร้นกาย’


    เจ้าหญิงเอวาและนักแสดงพริมโรส ต่างพากันตกตะลึง เมื่อได้ทราบถึงตัวตนของพ่อครัวของร้านอาหารสามเวลา

    ทั้งนี้ทั้งนั้น มีหนึ่งเรื่องที่ทั้งสองคนดูจะเข้าใจผิดไปหนึ่งอย่าง...ตรงที่ ผู้อาวุโสเร้นกายนามว่า ไลท์ แท้ที่จริงแล้วเขามีอายุแค่เพียง 28 ปี เท่านั้น!


    ก่อนที่ในระหว่างนั้นเอง นักแสดงพริมโรสจะมองลงไปยัง เนื้อเสียบไม้ที่คุณผู้หญิงเคยยื่นให้กับเธอ ราวกับกำลังจะไต่ถามว่า เนื้อเสียบไม้นี้คือหนึ่งในอาหารของท่านไลท์ด้วยหรือไม่


    “ใช่แล้ว หมูปิ้งนี้คือหนึ่งในเมนูอาหารเช้าที่เป็นเมนูยอดนิยมในหมู่นักผจญภัยกันเลยทีเดียว ถ้าเธออยากจะลองกินก็เอาไปเถอะ ฉันยังมีอีกเยอะ...ส่วนถ้าอยากจะควบคุมน้ำหนักและรูปร่าง เอาไว้ในงานเลี้ยงเธอก็มากินอาหารร่วมกันกับฉันสิ เพราะฉันกับเจ้าหญิงเอวาก็จะกินอาหารของท่านไลท์ด้วยเหมือนกัน”

    “. . .” นักแสดงพริมโรส ได้เอื้อมมือไปหยิบหมูปิ้งและเตรียมที่จะกิน แต่ก็ต้องหยุดชะงักไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินถึงคำเชิญของคุณผู้หญิงที่เรียกให้เธอไปรับประทานอาหารที่โต๊ะร่วมกับเธอ


    ซึ่งโต๊ะของคุณผู้หญิงและเจ้าหญิงเอวา มันคือโต๊ะหมายเลข 1 หรือ โต๊ะเอกของงานเลี้ยงนี้นั่นเอง


    “มารับประทานอาหารด้วยกันสิ หากได้นักแสดงพริมโรสมาร่วมด้วย ฉันกับคุณอาหญิงจะได้ดูไม่แปลกแยกจากคนอื่นๆ เพราะอย่างน้อยพวกเราก็มีกันตั้งสามคน จริงไหม?” เจ้าหญิงเอวา ยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่สดใส ดวงตาอันเป็นประกายของเธอทำให้นักแสดงพริมโรส เกือบที่จะคล้อยตาม

    หากแต่ว่า ด้วยสถานะของเธอที่เป็นเพียงชนชั้นสามัญ รวมไปถึงการที่เธอถูก เหล่าบรรดาภรรยาขุนนาง ด่าทอเธอลับหลังอยู่ร่ำไป


    ก็พลันทำให้เธอ ไม่กล้าที่จะตอบรับคำชวนอันทรงเกียรติในครั้งนี้ได้


    “งั้นเอาแบบนี้ ฉันกับเจ้าหญิงเอวาจะเข้าไปรอด้านในกันก่อน หากเธออยากที่จะทานอาหารของท่านไลท์ ก็ให้เดินมาที่โต๊ะของฉันได้ทุกเมื่อ ตกลงไหม?” คุณผู้หญิง ได้เหลือบไปเห็นหัวหน้ากองอัศวิน นามว่า วิล กำลังโบกมือมาทางเธอ ประหนึ่งว่ากำลังตามตัวเธอและเจ้าหญิงเอวาให้กลับไปร่วมงานกันได้แล้ว

    ก็พลันพูดชักชวน นักแสดงพริมโรส ที่ดูลังเลเอาไว้แบบนี้ ก่อนที่เธอและเจ้าหญิงเอวาจะเดินกลับไปร่วมงานเลี้ยงตามเดิม



    ระหว่างทางนั้น เจ้าหญิงเอวา ก็ได้หันมาถามคุณอาหญิงถึงเรื่องของนักแสดงพริมโรส ว่าอีกฝ่ายนั้นมีเรื่องหนักอกหนักใจอะไร ถึงไม่กล้าที่จะตอบรับคำชักชวนของตนเอง ที่หากเป็นภรรยาขุนนางคนอื่นๆ จะรีบเสนอตัวตามมาในทันที


    “มันคือเส้นกั้นบางๆ ที่สามัญชนมักจะขีดเส้นแบ่งกั้นระหว่าง ตัวเองกับเหล่าขุนนางเอาไว้อยู่ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะกล้าก้าวข้ามเส้นกั้นนั้นได้ หรือแม้กระทั่งถึงจะก้าวข้ามไปได้แล้ว แต่จะทานทนต่อสายตาของเหล่าขุนนางที่มองกลับมาได้หรือไม่? มันคือเรื่องที่มีแต่ นักแสดงพริมโรส เท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินใจ พวกเราสองคนทำได้แต่คอยยื่นมองดูเธอจากที่ตรงนี้เท่านั้น” คุณผู้หญิงรู้ดีว่าการก้าวข้ามของนักแสดงพริมโรสนั้นหนักหนาแค่ไหน เพราะตัวเธอเองแม้จะเป็นถึงภรรยาของขุนนางที่นั่งประจำโต๊ะตัวที่หนึ่ง



    ทว่าเธอก็ต้องเผชิญกับสายตาของเหล่าภรรยาขุนนางที่มีระดับชั้นสูงกว่า แต่ต้องระเห็จไปนั่งโต๊ะตัวที่สอง ลำดับรองลงมาอยู่เป็นประจำ

    ไฉนเลยที่เธอจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ นักแสดงพริมโรสต้องเผชิญ


    “งานเลี้ยงครั้งต่อๆ ไป คงต้องมีการปรับเปลี่ยนที่นั่งกันใหม่เสียแล้ว” เจ้าหญิงเอวาก็พอรู้ว่ามีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในหมู่ขุนนาง รวมไปถึงคุณอาหญิงก็เคยโดนพูดจาเหน็บแนมอยู่บ่อยครั้งที่ได้รับการกำหนดให้นั่งโต๊ะตัวที่หนึ่ง


    ดังนั้นเมื่อเธอรู้ว่าการกำหนดที่นั่งของโต๊ะได้ทำให้ ใครต่อใครต้องเดือดร้อนแบบนี้ ก็ถึงคราวต้องปรับเปลี่ยนกันใหม่เสียที



    คุณผู้หญิงและเจ้าหญิงเอวาได้กลับเข้ามาร่วมงานเลี้ยงกันตามปกติ ซึ่งระหว่างนั้นได้มีการเสิร์ฟอาหารจากทางพ่อครัวกามิน ที่ได้รับเชิญให้เป็นพ่อครัวหลักประจำงานเลี้ยงในครั้งนี้ให้แก่แขกเหรื่อต่างๆ


    โดยเมนูหลักก็ยังคงเป็น เนื้อสเต๊กที่กามิน ถนัดเฉกเช่นเคย...หากแต่ว่า เนื้อสเต๊กในของกามินดูจะแตกต่างออกไปจากที่เคยทำให้กับครอบครัวของท่านไวทเคานต์นิคได้รับประทานอยู่สักหน่อยก็ตรงที่ มันมีรสชาติอื่นๆ เพิ่มเติมมากขึ้นนั่นเอง



    “เนื้อสเต๊กของท่านกามิน อร่อยมากเลย...หอมนุ่มมากจริงๆ”

    “จริงด้วย อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมๆ จากเครื่องเทศ คละคลุ้งอยู่ในปากตอนที่ขบเคี้ยวอีกด้วย”

    “รสชาติล้ำลึกมากจริงๆ แต่น่าแปลกนะที่ฉันได้ยินมาว่า พ่อครัวกามินไม่ได้ทำงานรับใช้ให้กับตระกูลของท่านไวทเคานต์นิคอีกต่อไปแล้ว”

    “ฮ่าฮ่า สงสัยพ่อครัวกามินคงจะได้รับการซื้อตัวจากตระกูลขุนนางคนไหนสักคนกระมัง จะไปอยู่รับใช้ตระกูลไวทเคานต์กระจอกๆ นั้นทำไมให้เสียเวลา นั้นดูสิ...ดูคุณหญิงของท่านไวทเคานต์สิ กำลังรับประทานอาหารอะไรอยู่ก็ไม่รู้ สงสัยพ่อครัวกามินคงไม่เสิร์ฟเนื้อสเต๊กให้กับหล่อน จนต้องเอาอาหารมากินเองเลยสินะ ฮ่าฮ่า” เหล่าภรรยาขุนนางต่างนินทาคุณผู้หญิงกันอย่างสนุกปาก


    หากแต่ว่าความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เป็นอย่างที่นินทากันเลยสักนิด


    “ไอ้สารเลวเอ๊ย ถึงขนาดเมินสเต๊กของฉันและยอมกินอาหารจากไอ้กระจอกนั้น ในงานเลี้ยงนี้เชียวเหรอ!” ภายในห้องครัว กามินนั้นตาแดงก่ำ ด้วยความโกรธเมื่อได้รับแจ้งจากเด็กเสิร์ฟว่า อดีตนายหญิงของมัน ไม่ได้แตะเนื้อสเต๊กของตนเอง ที่นำไปเสิร์ฟเลยสักคำ

    อีกทั้งยังหยิบเอาข้าวกล่องที่มีคำว่าร้านอาหารสามเวลา ขึ้นมากิน ท่ามกลางแขกเหรื่อภายในงาน อย่างไม่สะทกสะท้าน


    ตลอดมานับตั้งแต่ที่กามินถูกไล่ออก มันที่กลับมาเมืองหลวง ก็รีบพัฒนาสเต๊กของตัวเองให้มีรสชาติเทียบเท่ากับ หมูปิ้งของไลท์อย่างสุดกำลัง

    แต่ทว่าแม้จะทดลองไปเสียเท่าไหร่ รสชาติที่ออกมาก็ยังอร่อยเทียบเท่ากับหมูปิ้งของไลท์ไม่ได้อยู่ดี...ถึงกระนั้นรสชาติของสเต๊กของกามินในตอนนี้ก็พัฒนามากขึ้นจากเดิมอยู่มาก

    ถึงขนาดที่ว่ามีคำขอจากบรรดาภรรยาขุนนางเพื่อขอเนื้อสเต๊กนี้เพิ่ม จนล้นหลามเลยทีเดียว



    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแขกเหรื่อที่กำลังบ้าคลั่งไปกับเนื้อสเต๊กของกามินอยู่นั่นเอง กลับมีเพียง 2 คน ในงานที่ไม่ได้อภิรมย์ไปกับเนื้อสเต๊กนี้เลยสักนิด

    “ไม่เห็นอร่อยเลย” “นี้เหรอสเต๊กของท่านกามินผู้โด่งดัง แต่เพราะเหตุใดทำไมมันถึงอร่อยสู้หมูปิ้งของคุณผู้หญิงไม่ได้เลยสักนิด?”


    คำพูดนี้ ไม่ต้องเดาเสียให้ยาก เพราะนี้คือคำพูดของ เจ้าหญิงเอวาและนักแสดงพริมโรสที่ได้ลิ้มลอง หมูปิ้งของไลท์มาในก่อนหน้านี้นั่นเอง

    จึงไม่แปลกเลยที่ ลิ้นและรสสัมผัสของเธอ จะบอกว่าสเต๊กของกามิน ไม่ได้อร่อยอย่างที่ใครๆ พูด

    และด้วยเหตุนี้เอง เจ้าหญิงเอวาที่ตั้งใจจะรับประทานอาหารจากร้านอาหารสามเวลากับคุณผู้หญิงอยู่แล้ว เธอจึงลุกออกจากที่นั่งตรงกลางของเธอ ก่อนจะรับสั่งให้ทหารองครักษ์ช่วยยกเก้าอี้ของเธอ ไปไว้ข้างๆ ที่นั่งของคุณผู้หญิงที่นั่งอยู่ริมโต๊ะตัวสุดท้าย ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางที่ต่างมองด้วยความแปลกใจ


    รวมไปถึงราชินีลีอาห์ที่จ้องมองดูลูกสาวของเธอตั้งแต่ต้น ก่อนจะพบว่าบุตรสาวของตนเองไปนั่งอยู่ข้างๆ กับ คุณผู้หญิงที่นับว่าเป็นสหายคนสนิทของตนเอง ก็พลันคลายใจลงไปได้บ้าง


    อย่างไรก็ตามท่ามกลางสายตาของเหล่าภรรยาขุนนางที่ดูตกใจกับการกระทำของเจ้าหญิงเอวา


    ทว่านักแสดงพริมโรสที่นั่งประจำโต๊ะตัวที่ 5 ก็ได้ลุกออกจากที่นั่งเช่นเดียวกัน ธอเดินไปยังทิศทางตำแหน่งของเจ้าหญิงเอวาและภรรยาของท่านไวทเคานต์ ท่ามกลางเสียงอื้ออึงที่ป่นระคน



    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ

    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy




    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน