[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT)

    Episode 5 ผู้พิทักษ์ความมืด (2.3) (รีไรต์)

            “ใกล้ถึงแล้วครับ”

            อากาศที่ปนเปื้อนไปด้วยธาตุมืดรอบๆ บีบตัวจนเข้มข้นอย่างฉับพลันหลักฐานคือ [รากแห่งความมืด] ที่อยู่ใกล้ ๆ ผมดึงหนามขึ้นมาถือไว้ด้วยความตึงเครียด

            [กลุ่มดาวหลายกลุ่มกลั้นหายใจ]

            ได้ยินเสียงหนูกระชอนขุดดินดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่งยิ่งเสียงนั่นดังใกล้เข้ามามากเท่าไหร่ก็ยิ่งสัมผัสได้ว่าพื้นที่รอบด้านยิ่งแผ่ขยายท่ามกลางความมืดมิดมีแสงไฟส่องสว่างราวกับมีใครจุดไว้ และข้างหลังแสงไฟนั่นก็มีกล่องสกปรกซอมซ่อใบหนึ่งวางอยู่

            วินาทีที่แน่ใจว่ามาถูกที่แล้วข้อความก็ดังก้องขึ้นในหู

            [ซีนาริโอย่อยมีการอัปเดต]

            [คุณได้เข้าสู่ ‘ขุมทรัพย์หนูกระชอน’]

            “พี่! นั่นมัน...”

            ก่อนที่อีกิลยองซึ่งสังเกตเห็นหีบสมบัติใบนั้นจะทันได้พูดอะไรออกมาผมก็ปิดปากเล็กของเด็กน้อยเอาไว้

            “ชู่ รอก่อน”

            โลกของสามวิธีรอดมันโหดร้ายนักพวกกลุ่มดาวสนุกสนานกับความทุกข์ยากของตัวละคร อุปสรรคต่าง ๆนานาของซีนาริโอก็เป็นตัวหลอกที่เหมาะสมในการทำให้ตัวละครต้องเผชิญกับความยากลำบากเท่านั้นเอง

            พวกของที่ราวกับจะบอกว่า‘จับฉัน มาจับฉันสิ’ย่อมต้องเป็นกับดักแน่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือจะหลงเชื่อข้อความจากระบบไม่ได้เด็ดขาด

            “ถึงจะเรียกว่าขุมทรัพย์ก็ใช่ว่าจะมีแต่สมบัติอย่างเดียวหรอกนะ”

            [กลุ่มดาว ‘มังกรทมิฬแห่งนรกอเวจี’ รู้สึกเสียดาย]

            มังกรทมิฬแห่งนรกอเวจี...ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วไอ้เวรนี่ดูเหมือนจะอยากให้ผมลงนรกน่าดู อย่างไรก็ตาม ผมยังคงเฝ้ารอ

            เวลาผ่านไปไม่นานเงาหลายเงาก็เริ่มวูบไหวปรากฏขึ้นบริเวณรอบ ๆขุมทรัพย์

            กรรรรร...โฮก!

            พวกหนูกระชอนพวกมันลากอะไรบางอย่างผ่านเข้ามาทางอุโมงค์ ส่งเสียงร้องที่ผมไม่อาจรู้ความหมายได้ราวกับกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่

            พรึ่บ

            หลังจากที่หนูกระชอนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันจำนวนของเปลวไฟที่ส่องสว่างรอบ ๆ ก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเปลวไฟที่เผาไหม้จากการดูดซับธาตุมืด มันคือเพลิงทมิฬ

            การที่เปลวไฟลุกไหม้จนเกิดเป็นเพลิงทมิฬแสดงว่าสถานที่แห่งนี้คือแกนกลางของ[รากแห่งความมืด] ไม่ผิดแน่ในตอนนั้นเองก็พลันได้ยินเสียงพูดคุยของใครบางคนดังขึ้น

            “ทั้งหมดนี่เป็นเพราะคุณยูซังอาไม่ใช่เหรอไง!”

            ไม่ต้องให้ใครบอกผมก็รู้ได้ทันทีว่านั่นเป็นเสียงของใครผมคว้าไหล่ของอีกิลยองที่สะดุ้งด้วยความตกใจเอาไว้ มันยังไม่ถึงเวลา

            “เพราะฉันงั้นหรือคะ หมายความว่ายังไงกันคะ”

            มองผ่านแสงไฟสลัวไปผมเห็นคนสองคนที่ถูกหนูกระชอนจับตัวไว้พวกเขาถูกมัดด้วยลำต้นของพืชที่งอกออกมาจากพื้น

            “ถะ...ถ้าคุณยูซังอาไม่นั่งรถไฟใต้ดิน สถานการณ์ก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก!”

            “แล้วการที่ฉันนั่งรถไฟใต้ดินมันไปเกี่ยวอะไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี่ล่ะคะ”

            ยูซังอาฟังเสียงด่าทอนั่นอย่างสงบนิ่งนี่เธอเป็นแม่พระหรือไง หรือว่ากลุ่มดาวผู้สนับสนุนของเธอกันนะที่เป็น

            “ระ...เรื่องนั้น...เกี่ยวสิ ก็ทุกวันคุณยูซังอาขี่จักรยาน...”

            เสียงของฮันมยองโอเอาแต่พูดพล่ามส่วนสีหน้าของยูซังอาเริ่มเย็นชาลงเรื่อย ๆ

            “เดี๋ยวค่ะ หรือว่าคนที่ขโมยจักรยานของฉันไปจะเป็นหัวหน้าแผนกคะ”

            “อะ...อะไร! ฉันก็บอกเธอแล้วว่าจะขับรถไปส่ง! คนเขามีน้ำใจเธอก็น่าจะรู้จักรับไว้สิ!”

            “ตอบมาค่ะ หัวหน้าแผนกเป็นคนขโมยจักรยานของฉันไปหรือเปล่าคะ”

            จู่ๆ ผมก็เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นแบบนี้นี่เองสาเหตุที่ฮันมยองโอผู้มักจะไปไหนมาไหนด้วยเบนซ์เอสคลาสกลับนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายสามในวันนั้น

            แต่ก็นะมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะไม่ใช่แค่ที่บริษัท กระทั่งที่สถานีกึมโฮก็ยังมีผู้ชายมากมายให้ความสนใจยูซังอา

            [กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงดุจปีศาจ’ เกลียดชังอวตาร ‘ฮันมยองโอ’]

            แม้ว่าจะอยู่ใต้แสงจากเพลิงทมิฬแต่ใบหน้าของฮันมยองโอก็ยังแดงก่ำจนมองเห็นได้ชัด นั่นดูท่าจะอันตรายนิดหน่อยนะ

            “ใช่! ฉันเอาไปเอง! แล้วเธอจะทำไม!”

            “หัวหน้าแผนกจะขึ้นเสียงทำไมคะ ยุ่งกับของของคนอื่นแบบนี้มันก็คือขโมยชัด ๆไม่ใช่หรือคะ”

            “ขโมย? แค่นั่งรถฉันให้มันจบ ๆไปตั้งแต่แรกก็หมดเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอไง!”

            [กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ เกลียดการโต้เถียงไร้สาระ]

            เดิมทีผมไม่ได้คิดจะทำแบบนี้แต่มันไม่เหลือวิธีอื่นแล้ว ผมหยิบหนามขึ้นมาถือไว้เงียบ ๆ

            “นี่ คุณยูซังอา ฉันไปจีบเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ได้บอกให้มาคบกันสักหน่อยก็แค่เห็นใจเลยจะพาไปส่งถึงบ้านเท่านั้นเอง แต่เธอเอาแต่ปฏิเสธอยู่ได้ฉันก็เลย...”

            ผมขว้างหนามออกไปสุดแรงหนามแหลมพุ่งแฉลบปากของฮันมยองโอก่อนไปปักอยู่ด้านในความมืดมิดจนเกิดเสียงดังฉึก

            “อ๊ากกก! อะไรวะ!”

            [กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ พึงพอใจ]

            [คุณได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 100 เหรียญ]

            “คุณดกจา!”

            ยูซังอาเอ่ยเรียกผมแต่ผมไม่ได้หันไปมองพวกเขา

            โฮกกกกก...

            ฟากตรงข้ามของพวกหนูกระชอนความมืดบริเวณที่ถูกหนามปักแหวกออกเป็นสองซีก ว่าแล้วเชียว มันโผล่มาแล้วที่รากแห่งความมืดนี่จะไม่มีมันอยู่ได้ยังไง

            [‘ผู้พิทักษ์ความมืด’ ปรากฏตัว!]

            [ซีนาริโอย่อยมีการอัปเดต!]

            [ซีนาริโอย่อย <กำจัดผู้พิทักษ์> ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!]

            เหล่าหนูกระชอนหวาดกลัวพวกมันก้มหมอบลงบนพื้นราวกับข้าทาสที่ยอมจำนนต่อราชาผู้ยิ่งใหญ่

            ร่างสีดำปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางแสงสลัวภาพลักษณ์ของมันชวนให้นึกถึงยมทูต บริเวณก้นกบมีหนวดยาวอีกิลยองหน้าซีดเผือดอย่างฉับพลัน

            “อุบ! พี่ นั่น...”

            “ไม่เป็นไร อาเจียนออกมาเถอะ”

            อีกิลยองโก้งโค้งตัวลงไปอาเจียนบนพื้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะแค่มองจากไกล ๆอยู่ตรงนี้ผมยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วง

            ขนาดพวกแมลงสาบที่วิ่งไปมาอยู่รอบๆยังท้องระเบิดล้มตายไปนานแล้วเลยอีกิลยองที่มีสายสัมพันธ์เชื่อมต่อกับพวกแมลงเองก็คงได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอยู่มากพอควร

            “กิลยองอา ยังใช้ [สายใยการสื่อสารอันหลากหลาย] ได้อีกกี่ครั้ง”

            “...สักครั้งสองครั้งน่าจะไหวครับ”

            “ได้ ถ้าอย่างนั้นก็พักอยู่ตรงนี้สักแป๊บเถอะ”

            ผมปล่อยอีกิลยองเอาไว้แล้วเดินตรงไปทางฮันมยองโอกับยูซังอาฮันมยองโอตกอยู่ในอาการแพนิก เตะขาดิ้นรนไปมา

            “อึก! นั่นมันอะไร...!”

            ผมหยิบมีดแมกไกเวอร์ขึ้นมาแล้วตัดลำต้นพืชที่มัดทั้งสองคนเอาไว้แค่ขยับมีดไม่กี่ครั้งบริเวณที่ใบมีดสัมผัสเข้ากับลำต้นก็ผุกร่อนจนสลายไปนี่คงเป็นผลจากพลังของเผ่าพันธุ์ปีศาจสินะ

            “ถอยไปก่อนครับ”

            ผมพูดพลางหยิบหอกกระดูกหนูกระชอนที่ฮันมยองโอโยนทิ้งไว้ขึ้นมา

            ผู้พิทักษ์ความมืดเผ่าพันธุ์ปีศาจระดับ 7 ท่ามกลางสัตว์ประหลาดหลากหลายสายพันธุ์ที่ปรากฏตัวขึ้นหลังเกิดการล่มสลายเผ่าพันธุ์ปีศาจเป็นตัวตนที่ค่อนข้างพิเศษ

            ความจริงแล้ว‘สมบัติ’ ของพวกหนูกระชอนใกล้เคียงกับ ‘เครื่องบรรณาการ’ที่พวกมันถวายให้เผ่าพันธุ์ปีศาจมากกว่า ถึงแม้จะอยู่ในระดับเดียวกันแต่เผ่าพันธุ์ปีศาจเหนือชั้นกว่าสัตว์ประหลาดชนิดอื่นมาก

            [‘ผู้พิทักษ์ความมืด’ ได้รับพรจากราชาปีศาจที่มันรับใช้]

            “คาร์มูน เดอร์ อีทูร์”

            เผ่าพันธุ์ปีศาจมีภาษาประจำเผ่าพันธุ์ของตัวเองพวกมันสักการบูชาราชาปีศาจที่แตกต่างกันไป และสืบทอดพลังของราชาปีศาจผ่าน[รากแห่งความมืด]

            [‘ผู้พิทักษ์ความมืด’ ปลดปล่อย ‘ความหวาดกลัว’]

            [สกิลเฉพาะตัว ‘กำแพงที่สี่’ ช่วยบรรเทาผลจาก ‘ความหวาดกลัว’ ส่วนใหญ่ไป]

            เพราะฉะนั้นจึงหมายความว่าหากลงมือสังหารเผ่าพันธุ์ปีศาจไปหนึ่งตัวก็จะกลายเป็นศัตรูของราชาปีศาจตนนั้นๆ ไปโดยปริยาย

            “อีทูร์!”

            ไม่รู้ว่ามันกำลังพูดอะไรแต่สถานการณ์ไม่ค่อยดีแล้ว ถ้าเป็นไปได้ผมเองก็ไม่อยากจะต่อสู้กับมันเลยแท้ ๆ

            “...แม่?”

            คนที่ส่งเสียงพูดคือยูซังอานี่เธอยังไม่หลบไปอีกเหรอ

            “ผมบอกให้ถอยไปก่อนไม่ใช่เหรอครับ”

            “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ เมื่อครู่นี้ปีศาจนั่นมันพูดว่า ‘แม่’...”

            ผมหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งว่านั่นหมายความว่ายังไงไม่สิ เดี๋ยวก่อน

            “อืม เพราะฉะนั้น...คาร์ด เอมีเรน? อะ...ออกเสียงถูกหรือเปล่าเนี่ยอาเคตู?”

            นึกว่าตัวเองฟังผิดไปเสียอีกแต่ผมไม่ได้ฟังผิด

            “คัลรีดู!”

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT) ที่คุณอ่าน