เช้าวันถัดมา
กิจวัตรของครอบครัวของตระกูลถังก็ยังคงเป็เช่นเดิม ซิงเยียนและเฟยหรงยังคงออกมาฝึกกระบี่และหอกในทุกเช้าใน เพียงแต่ว่าในวันนี้ถังเว่ยกับไม่แวะมาชี้แนะให้กับพวกเขาและให้ทำการฝึกกันเอาเองสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแน่นอนว่าพวกเขาเองก็สามารถได้ยินเช่นกัน อีกทั้งยังรู้ด้วยว่าต้นตอของเื่ทั้งหมดมาจากโกดังเก็บของบ้านของพวกเขานั้นเอง
เฟยหรงวางหอกของเขาลงบนพื้นอย่างเบามือเพื่อไมให้มันกระแทกกับพื้นจนเป็หลุมจากน้ำหนักของมัน ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงบนพื้นพร้อมถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหอบ พลางยกแขนทั้งสองขึ้นมามองก็ปรากฎว่าพวกสั่นอย่างรุนแรงจากการที่ใช้กล้ามเนื้อหนักเกินไป
“เ้าสามารถยกกระบี่ที่หนักขนาดนั้นได้ยังไงกันนะซิงเยียน…”
ตัวเขาเองก็มั่นใจในพละกำลังของตัวเองพอสมควรแต่พอมาเจอกับหอกที่ถังเว่ยมอบให้ น้ำหนักของมันกับทำให้หอกที่เขาเคยใช้ที่ผ่านมากลายเป็ไร้ค่าไปเลยทว่าพี่สาวของเขากับยกกระบี่ที่หนักกว่าหอกอันนี้เสียอีก เขาไม่เข้าใจเลยว่านางไปเอาพละกำลังมหาศาลขนาดนั้นมาจากไหนกัน
ทางด้านของซิงเยียนนางไม่ได้สนใจกับคำพูดของเฟยหรงเลยแต่อย่างใด นางทำเพียงแค่ครุ่นคิดอะไรบางอย่างและเหม่อมองไปยังท้องฟ้าที่ยาวจนสุดลูกหูลูกตาเส้นผมของนางก็พลิ้วไหวไปตามสายลมผิวกายที่ดูเนียนนุ่ม ร่างกายอันอ่อนช้อยหน้าตาเองก็งดงามตามประสาของสตรีวัยแรกแย้ม เฟยหรงเองก็พึ่งจะได้สังเกตใกล้ๆว่าความจริงแล้วพี่สาวของเขานั้นงดงามเป็อย่างยิ่ง
ทั้งที่ซิงเยียนพึ่งจะอายุแค่ 15 ปี เท่านั้นยังไม่ใช่่ที่นางนั้นเติบโตที่สุดถ้าเกิดนางถึง่อายุที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วก็จะต้องมีชายหนุ่มมากมายต้องยอมศิโรราบให้แก่นางอย่างแน่นอน ก่อนที่ริมฝีปากของนางจะค่อยๆขยับและกล่าวประโยคนึงออกมา
“ข้าจะออกจากสถาบัน…”
เฟยหรงเองก็ไม่นึกว่าเลยว่าจู่ๆนางจะกล่าวประโยคแบบนี้ออกมา นางที่เป็ถึงอัจฉริยะอันดับ 1 ของสถาบันทำไมถึงต้องออกจากสถาบันกัน?หรือว่านางนั้นจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่เฟยหรงคิดได้ในตอนนี้
“เ้ามีปัญหากับอาจารย์ในสถาบันหรือคนแบบเ้าไม่น่าจะพูดเื่แบบนี้ขึ้นมานะ”
“ไม่…ข้าไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้งนั้นที่ข้า้าออกก็เพราะว่าข้ารู้สึกว่าสถาบันไม่สามารถสอนอะไรข้าได้อีกต่อไป…รวมถึงการทดสอบในอีก 5 วันข้างหน้าด้วย”
เื่นี้นางััมันได้ั้แ่เริ่มเรียนวิชากระบี่กับถังเว่ยแล้ว เมื่อนางนำความรู้ที่ถังเว่ยสอนนางกับอาจารย์ที่สถาบันมาเปรียบเทียบกันปรากฏว่ามันต่างกันราวฟ้ากับเหวความรู้และวิชาที่ถังเว่ยสอนให้นางมันลึกซึ้งเกินกว่าสามัญสำนักของจอมยุทธ์ทั่วธรรมดาไปไกลแล้ว
การที่ถังเว่ยสามารถถ่ายทอดความรู้ขนาดนั้นให้นางได้ก็แปรว่าฝีมือทางด้านกระบี่ของเขาย่อมไม่ธรรมดา เพียงแค่เขาเลือกที่จะไม่แสดงมันออกมาให้ใครได้เห็นและเก็บซ่อนมันจากทุกคน แถมนางยังรู้สึกได้ว่าตัวของถังเว่ยก็เหมือนกับหลุมดำขนาดใหญ่ที่ต่อให้มองลึกลงไปเท่าไหร่ก็มิอาจที่จะมองเห็นก้นหลุมได้
เพราะฉะนั้นนางจึงตัดสินใจจะออกจากสถาบันและมาฝึกวิชากระกับถังเว่ยแทน พร้อมกับให้เขาชี้แนะดีกว่าให้นางไปเสียเวลาเรียนเพลงกระบี่ธรรมดาที่สถาบัน ถ้านางทำแบบนั้นเวลาในการฝึกพลังยุทธ์เองก็จะมากตามไปด้วยเช่นกัน แต่มันก็มีปัญหาใหญ่อย่างนึงอยู่…
“เ้าคุยเื่นี้กับท่านพี่แล้วหรือ?”
“ยัง…ข้ายังไม่กล้าบอกท่านพี่”
ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือถังเว่ยตัวนางเองยังไม่รู้เลยว่าจะบอกกับเขาเช่นไรดีถึงถังเว่ยจะพูดเสมอว่าไม่ได้บังคับในเส้นทางของน้องๆแต่ถึงจะเป็จอมยุทธ์ถังเว่ยก็อยากจะให้พวกเขาจบจากสถาบันกันทุกคนเผื่อในอนาคตพวกนางอาจะเปลี่ยนใจและทำอาชีพในสายงานอื่นอย่างน้อยๆพวกนางก็จะมีหลักประกันจากสถาบันนั่นเอง
ซิงเยียนกลัวว่าเมื่อนางบอกถังเว่ยเกี่ยวกับเื่ที่้าจะออกจากสถาบันมันอาจจะทำให้เขาผิดหวัง เฟยหรงที่เห็นท่าทางห่อเหี่ยวของนางก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะใช้มือยันตัวเองขึ้นพร้อมกับหอกที่อยู่ในมือของเขาฟาดลงไปที่ซิงเยียนอย่างฉับพลัน แต่ว่าซิงเยียนก็ยังสามารถที่จะเบี่ยงตัวหลบได้ทันก่อนะโถอยหลังออกมา
“ทำอะไรของเ้าน่ะ!”
ทว่าเฟยหรงกับไม่ฟังคำพูดนางเขายังคงกระหน่ำแทงหอกอย่างต่อเนื่อง มันทั้งเร็วและดุดันถึงแม้ซิงเยียนจะมีความเร็วแต่ว่าก็หลบมันด้วยความยากลำบาก
“มาประลองกันซิงเยียน!”
เฟยหรงะโออกมาเสียงดังพร้อมกันคลื่นพลังยุทธ์สีฟ้าครามที่แพร่กระจายออกจากตัวของเฟยหรงความเข้มข้นของพลังยุทธ์ยังคงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆจนซิงเยียนสามารถตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง
“เ้าทะลวงระดับแล้ว?”
เมื่อวานก่อนตัวของเฟยหรงนั้นอยู่แค่ระดับรวบรวมิญญายุทธ์ขั้น 6 เท่านั้น แต่ในตอนนี้เขากับทะลวงมันมาถึงรวบรวมิญญายุทธ์ขั้น 7 แล้ว นี่นับว่าเร็วเกินสามัญสำนึกของทั่วไปมากนัก
“ใครจะยอมให้เ้าก้าวหน้าอยู่คนเดียวกัน…”
นับั้แ่ที่ได้รับคำมั่นสัญญาจากถังเว่ยเขาก็ตั้งมั่นและฝึกอย่างเอาเป็เอาตายไม่ว่าจะเป็ทางของวิถีหอกหรือแม้กระทั่งพลังยุทธ์เองก็ตามถึงจะยังใช้หอกได้ไม่ชินนักแต่ก็อีกไม่ไกลที่เขาจะสามารถได้รับการถ่ายทอดวิถีหอกจากถังเว่ยแล้ว ซิงเยียนเองก็ชักกระบี่ของนางออกจากฝักพร้อมกับตั้งพร้อมตั้งรับและพร้อมที่จะโจมตีกลับทุกเมื่อ
“นั่นและที่ข้า้าเตรียมรับมือ!”
สิ้นคำพูดของเขาเฟยหรงมือทั้งสองข้างก็จับหอกเอาไว้แน่นและกระโจนเข้าหาซิงเยียนด้วยความเร็วสูง ซิงเยียนก็ไม่รอช้าแทงกระบี่ของนางสวนกลับมาที่เฟยหรง แต่มันกับถูกหอกของเฟยหรงปัดเอาไว้อย่างง่ายดาย ไม่รอให้ซิงเยียนได้ตั้งตัวเขาหมุนเอาปลายด้ามของหอกกระทุ้งเขาไปที่แขนขวาของซิงเยียนที่ถือกระบี่อยู่ ก่อนที่จะทำการเตะตัดขาของนางจนเสียหลักล้มลงไป
“เป็อะไปวันนี้เ้าดูลังเลนะเพลงกระบี่ก็อ่านง่ายจนน่าใ ไม่มีความเด็ดขาดในการโจมตีอยู่ในเพลงกระบี่ของเ้าเลย…"
ซิงเยียนก็ไม่ได้มีท่าทีปฎิเสธต่อคำพูดของเฟยหรงเลยแม้แต่น้อย นางนั้นไม่ได้มีสมาธิกับการวาดเพลงกระบี่มีเพียงแค่ความกังวลเกี่ยวกับเื่ที่จะบอกถังเว่ยเท่านั้น
“ข้ายอมแพ้ เ้าชนะแล้ว…”
นางไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่้าสู้กับเฟยหรงเลยในตอนนี้ ความรู้สึกของนางนั้นก็คือ ความกลัวเท่านั้น กลัวว่าเมื่อบอกจุดประสงค์ของนางให้ทางเว่ยได้ทราบเขาจะผิดหวังในตัวนาง กลัวว่าถังเว่ยจะไม่ได้มอบรอยยิ้มอันอบอุ่นให้กับนางอีก ทันใดนั้นเองเฟยหรงก็ตะคอกใส่นางด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ถังซิงเยียน! ฟังข้าและเลิกทำตัวงี่เง่าซะ ใครกันที่เป็บอกข้าว่าอย่ายอมแพ้? ใครกันที่บอกว่าให้ข้าพยายามเพื่อให้ถึงเป้าหมาย? นั้นก็เป็เ้าไม่ใช่หรือ?"
“เื่นั้น…"
ไม่รอให้ซิงเยียนพูดจบเขาทำการจับแขนของนางก่อนจะดึงให้นางนั้นลุกขึ้นพร้อมกับหยิบกระบี่ที่ตกอยู่ๆข้างของนางและยัดใส่มือเอาไว้
“ตั้งกระบวนท่าและฟันกระบี่มาที่ข้า ข้าจะไม่หลบ!"
ถ้าการทำแบบนี้แล้วทำให้นางกลับมาเป็คนเดิมได้เฟยก็ยินดีที่จะทำ ซิงเยียนเองก็ทำตาโตด้วยความใหมายความว่ายังไงกันที่เฟยหรงจะไม่หลบจากกระบี่ของนาง? ถึงมันจะถูกลบคมออกไปแล้วแต่ว่าน้ำหนักของมันยังคงอยู่ถ้านางฟันกระบี่เข้าที่เฟยหรงล่ะก็เขาจะ…
“ฟันเดียวนี้!”
ความลังเลเริ่มที่จะกัดกินหัวใจของนางช้าๆมือที่ถือกระบี่ไว้ก็สั่นออกมาอย่างรุนแรง เวลาผ่านไปเพียง 3 ลมหายใจก่อนที่นางจะง้างกระบี่ขึ้นและฟันตรงไปยังเฟยหรงด้วยความแรง เฟยหรงเองก็ไม่มีท่าทีจะหลบเลยแม้แต่น้อยเขา้าจะรับกระบี่นี้ของนางเอาไว้จริงๆ แต่ในชั่ววินาทีต่อมาเงาสีดำของใครบางคนก็มายืนบังหน้าเขาไว้ และใช้สองนิ้วในการหยุดกระบี่ของซิงเยียนเอาไว้และบีบมันจนปริแตกสลายไป
“ท่านพี่…”
ซิงเยียนเองไม่นึกเลยว่าคนที่โผล่มาหยุดกระบี่ของนางเอาไว้และบีบมันจนแตกจะเป็ถังเว่ยไปได้เขามาที่นี่ั้แ่เมื่อไหร่นางเองก็ไม่ทราบเช่นกัน
“ข้าเห็นว่าพวกเ้ามากินอาหารเช้าช้าก็เลยออกมาตามฟางหรงกับซูลี่นั้นกินเสร็จเรียบร้อยและกำลังเตรียมตัวจะไปสถาบันแล้ว…ทำไมพวกเ้ายังมัวแต่มาสู้กันเอง?”
เมื่อได้ยินถามของผู้เป็พี่ใหญ่ของบ้าน พวกเขาทั้งคู่กับไม่มีใครปริปากออกมาสักคนเหมือนกับต่างฝ่ายกำลังรอว่าใครจะเป็พูดก่อน ถังเว่ยที่มองซิงเยียนกับเฟยหรงสลับกันไปมาก็ถอนหายใจออกมา
“ดูท่าถ้าข้ารอคงจะไม่ได้ตอบนั่นเ้าก่อนเลยเฟยหรง…ทำไมถึงได้สู้ซิงเยียน?”
เฟยหรงก็ไม่นึกเลยว่าถังเว่ยนั้นจะถามเขาก่อนแบบนี้เขาลังเลกับการที่จะกล่าวออกไป
“เอ่อ…ความจริงแล้วข้า้าเตือนสติของซิงเยียน”
ซิงเยียนก็จ้องมองเฟยหรงอย่างฉับพลันเฟยหรงเองก็ทำเพียหลบสายตาอันอาฆาตของนางเท่านั้น นางไม่ลึกเลยว่าเขาจะบอกถังเว่ยตรงๆแบบนี้
“เตือนสติ? เ้าเป็อะไรซิงเยียนเ้ามีอะไรที่ไม่ได้บอกข้าหรือ?”
ตึก ตึก ตึก
เสียงหัวใจของนางเต้นดังมากบวกกับบรรยากาศที่เงียบกริบมีเพียงแค่เสียงของสายลมเท่านั้นที่พัดผ่านไป นางนั้นจับกระบี่ที่เหลือแต่ด้ามเอาไว้แน่นริมฝีปากขบกันไว้เล็บมือทั้งสองข้างจิกจนเนื้อจนเืไหลซิบออกมา
“ไม่ต้องกังวลข้ารับฟังเสมอก็แค่บอกมาเท่านั้น”
ถังเว่ยกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มการที่เขาทำแบบนี้ก็เพื่อให้ซิงเยียนยอมบอกเื่ที่นางกังวลอยู่ ซิงเยียนที่เห็นท่าทางของถังเว่ยก็คลายความกังวลลงมาเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆปริปากและกล่าวออกมา
“ท่านพี่มีสิ่งนึงที่ข้าอยากจะบอกท่าน…ข้า้าออกจากสถาบันและมาร่ำเรียนเพลงกระบี่กับท่านแทนแต่ว่าในตอนแรกข้าไม่กล้าบอกท่านข้ากลัวว่าท่านจะผิดหวังในตัวข้าและเป็เฟยหรงที่้าจะเตือนสติของข้าโดยการท้าประลอง”
ซิงเยียนรวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อที่กล่าวประโยคเมื่อครู่ออกไป นางเองก็ทำใจไว้แล้วล่วงหน้าเช่นกันอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาเท่านั้น ถังเว่ยที่ได้ทราบถึงเหตุผลของนางก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่เขาจะยื่นมือไปทางด้านซิงเยียนยืนอยู่
ซิงเยียนเองก็ทำเพียงหลับตาลงเพื่อรับสภาพเท่านั้นแต่ในวินาทีต่อมานางกับััได้ถึงความอบอุ่นบริเวณศีรษะของนาง ปรากฎว่าภาพที่นางเห็นก็คือถังเว่ยที่กำลังลูบศีรษะของนางด้วยความเบามือพร้อมกับรอยยิ้มจางๆบนใบหน้าของเขา
“ข้าก็นึกว่ามันจะเป็เื่อะไรที่นักหนาขนาดนั้นเสียอีก ไม่เห็นจะเป็ไรเลยถ้าเ้า้าที่จะออกมาข้าก็ไม่ได้ขัดข้องอยู่แล้ว พวกเ้าโตขึ้นแล้วสามารถเลือกที่จะเดินไปตามเส้นทางของตัวเองเพราะฉะนั้นบางเื่ก็ตัดสินใจเอาเองได้เลย ไม่จำเป็ต้องถามข้าก่อนเข้าใจหรือไหม…”
ไม่รู้ทำไมพอได้ยินประโยคคำพูดของถังเว่ยแล้วความหนักใจและลังเลใจของนางเมื่อครู่กับมลายไปอย่างง่ายดาย มันมีแต่ความรู้สึกโล่งและสบายใจเท่านั้น
“ท่านไม่ผิดหวังในตัวข้าหรือ?”"
“ข้าไม่เคยผิดหวังในเส้นทางที่พวกเ้าเลือกขอแค่พวกเ้ามีความสุขในเส้นทางของตัวเองข้าเองก็ความสุขเช่นเดียวกัน”
เมื่อกระจบคำพูดของถังเว่ยจบนางก็กระโจนเข้าหาเขาด้วยความเร็วสูงก่อนจะโอบกอดเขาไว้แน่นถังเว่ยเองก็ทำเพียงแค่ลูบแผ่นหลังของนางอย่างเบามือ ถึงจะมีพร์ขนาดไหนแต่นางก็พึ่งมีอายุเพียง 15 ปีการจะแบกรับอะไรเอาไว้ก็คงจะหนักหนาเกินไปสำหรับนาง
“จริงสิเมื่อครู่ดูท่าพวกเ้าคงจะยังสู้กันไม่จบถ้างั้นมาต่อกันดีไหม?…"
ซิงเยียนที่กอดถังเว่ยอยู่ก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างช้าๆ
“แต่ว่ากระบี่ของข้ามัน…”
นางก้มลงมองกระบี่ที่อยู่ในก็พบว่ามันเหลือเพียงแค่ด้ามจับเท่านั้น ทันใดนัันเองถังเว่ยก็หยิบกระบี่เล่มนึงออกมาจากแหวนมิติของเขา ฉับพลันที่กระบี่เล่มนี้ออกมาจากแหวนมิติของถังเว่ยคลื่นพลังยุทธ์ของนางกับตอบสนองต่อกระบี่เล่มนี้อย่างแรงกล้าราวกลับว่าพวกมันกำลังเรียกหากันนั้นเอง
“พอดีข้ามีกระบี่สำรองพอดีเ้านำมันไปใช้ก่อนก็ได้…”