บทที่ 32 โทรลล์ ตัวเต็มวัย
ตอนนี้ดวงอาทิตย์จอมปลอมนั้น ลับขอบฟ้าไปอีกครั้งแล้วคลื่นมานาที่แผ่ออกมายังน่าสะพรึงกลัวเช่นเดิม
แต่สิ่งผมสัมผัสได้ว่าแตกต่างออกไปในคราวนี้ก็คือมวลอากาศที่หนาวเย็นกว่าเดิม จนพวกเราต้องเร่งสะสมฟืน และออกล่าสัตว์เพิ่มเพราะลางสังหรณ์ของผมบอกว่าวัฏจักรหน้าความหนาวเหน็บอาจรุนแรงขึ้น
ช่วงนี้พวกเราทุกคนต่างรู้สึกว่า จำนวนก็อบลินในป่านั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้แต่ฝูงหมาป่าก็เริ่มหันมาจู่โจมพวกเราบ่อยครั้งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่ากังวลใจพวกเราไปพบซากหมาป่ายักษ์และโทรลล์ถูกฉีกทึ้งจนแขนขาบิดเบี้ยวอวัยวะภายในถูกควักออกมาแต่กลับไม่ถูกกิน
ร่องรอยการฆ่าที่โหดเหี้ยมและผิดวิสัยเช่นนี้ทำให้ผมนึกถึงเจ้าหมีเถ้าถ่าน ตัวนั้นขึ้นมาทันที
มันทำให้ผมรู้สึกกระสับกระส่ายและแอบสงสัยไม่ได้ว่าหรือมันจะเริ่มติดใจรสชาติเนื้อมนุษย์จนเมินเฉยต่อการกินมอนสเตอร์ตัวอื่นไปแล้วหรือเปล่า?
หากข้อสันนิษฐานของผมเป็นจริงอีกไม่นานมันจะต้องย้อนกลับมาหาพวกเราแน่ๆ
ผมรู้ดีว่าเรื่องซากศพพวกนี้อาจจะทำให้ผู้คนแตกตื่นจนคุมสถานการณ์ไม่อยู่ผมจึงเลือกที่จะเหยียบเรื่องนี้ไว้ให้มิด โดยมีเพียงคนสำคัญอย่างทีมของผม แฮดวินและโชอี้เท่านั้นที่รับรู้ถึงภัยเงียบที่กำลังคืบคลานเข้ามานี้
ตอนนี้ตู้ขบวนรถไฟถูกเสริมเกราะด้วยท่อนซุงขนาดใหญ่จนแข็งแกร่งกว่าเดิมรอบที่พักเอง ก็เต็มไปด้วยขวากหนามและรั้วไม้ระแนงที่หนาแน่นขึ้น
นอกจากนี้เรายังขุดหลุมพรางไม้แหลมและวางกับดักตามวิธีที่แฮดวินสอนเพื่อเสริมการป้องกันทุกวิถีทาง
การเพิ่มเลเวลของคนอื่นยังคงเป็นไปอย่างราบรื่นทีมของผมและทีมของแฮดวินมักจะจับมอนสเตอร์เลเวลต่ำกลับมาฝากเสมอเพื่อให้ผู้โดยสารคนอื่นได้ใช้พวกมันเป็นบันไดในการไต่เลเวล
พูดถึงมอนสเตอร์ที่ถูกจับมาถ้าตัวไหนเลเวลใกล้เคียง 5 ผมมักจะขอยึดมาเป็นคู่ซ้อมเพื่อทดสอบทักษะการต่อสู้โดยจงใจใช้เพียงมือเปล่าและการเสริมพลังมานาเท่านั้น
ในช่วงแรกยอมรับเลยว่าการเอาชนะพวกมันด้วยมือเปล่านั้นยากลำบากกว่าที่คิดแม้ผมจะมีเลเวลสูงกว่าพวกมันก็ตาม
แต่พอผ่านไปสักพักร่างกายก็เริ่มปรับตัวได้ที่สำคัญคือผมเริ่มเรียนรู้สรีรวิทยาของพวกมันอย่างละเอียดจนตอนนี้ผมรู้ซึ้งถึงจุดอ่อนทุกจุดของมอนสเตอร์เหล่านั้นแล้ว
อีกเรื่องที่ผมเพิ่งค้นพบคือเมื่อหลายวันก่อนที่เราจัดการโทรลล์เลเวล 6 ไปนั้นแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่โทรลล์เด็กเท่านั้น
เพราะหลังจากที่เราลาดตระเวนลึกเข้าไปในป่าพวกเราก็ได้เผชิญหน้ากับตัวที่โตเต็มวัยซึ่งอาจจะเป็นพ่อหรือแม่ของเจ้าตัวนั้นก็ได้
ตอนนี้ผมเลยตัดสินใจที่จะลองสะกดรอยตามมันดูผมนั่งนิ่งอยู่บนกิ่งไม้สูง พลางมองลงไปยังร่างมหึมาที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามาใกล้จุดที่ผมซุ่มอยู่ ตัวอักษรสีหม่นปรากฏขึ้นเหนือหัวของมันเด่นชัด
[โทรลล์ เลเวล 12]
เลเวล 12 ถือว่าสูงเอาเรื่องเมื่อเทียบกับผมที่ตอนนี้ยังอยู่ที่เลเวล 8 เจ้าตัวนี้จึงดูน่ากลัวพอสมควรหากต้องลุยตัวคนเดียวผมคงไม่กล้าเสี่ยงแน่แต่วันนี้ผมมีคู่หูที่เก่งกาจติดตามมาด้วย
การบุกเข้าไปโจมตีมอนสเตอร์ระดับสูงแบบทื่อๆดูจะเป็นเรื่องโง่เกินไปหน่อย ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ใช่คนแบบนั้นผมจึงเลือกที่จะเฝ้าสังเกตพฤติกรรมและเส้นทางของมันเพื่อวางแผนล่าให้ปลอดภัยที่สุด
ทันทีที่เจ้าโทรลล์เดินออกจากถ้ำเพื่อไปหาอาหารตามเส้นทางประจำผมกับเทสก็เริ่มดำเนินการตามแผนทันทีพวกเราจัดการล้างตัวจนสะอาดก่อนจะชโลมโคลนจนทั่วร่างเพื่อกลบกลิ่นกาย
สาเหตุที่ต้องทำถึงขนาดนี้เพราะจากการสังเกตผมพบว่าประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นของมันไวมากแม้จะอยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรมันก็ยังรับรู้ถึงตัวตนของพวกเราจนแสดงท่าทีระแวดระวังเสมอ
การพรางกลิ่นด้วยโคลนจึงเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้พวกเราเข้าถึงตัวเพื่อซุ่มโจมตีได้แนบเนียนขึ้น
ส่วนสาเหตุที่ผมไม่พาเควินและเด็กคนอื่นๆมาด้วย ก็เพราะภารกิจนี้ต้องการความคล่องตัวเป็นหลักหากผมกับเทสพลาดท่าฆ่ามันไม่สำเร็จ เราสองคนยังพอจะอาศัยความเร็วหลบหนีออกมาได้
แต่ถ้าพาพวกนั้นมาด้วยแม้จะได้กำลังรบเพิ่มขึ้น ทว่าหากมันอาละวาดจนเกินจะควบคุมพวกเราทั้งหมดคงหนีรอดไปได้ยาก
ผิวของโทรลล์ตัวนี้ออกไปทางสีเทาเข้มมากกว่าตัวก่อนขนาดตัวของมันใหญ่กว่าลูกโทรลล์ที่เราเจอถึงครึ่งหนึ่งกล้ามเนื้อแต่ละมัดดูแน่นหนาและอันตรายกว่ามาก ถึงขนาดที่พื้นดินสั่นสะเทือนเบาๆทุกครั้งที่มันทิ้งน้ำหนักก้าวเดิน
ผมซุ่มนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ร่างกายพรางไปด้วยโคลนเย็นชืดสายตาจับจ้องไปที่ร่างมหึมาของเจ้าโทรลล์ซึ่งขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ใต้เท้าพอดี
ในวินาทีนั้นเทสจงใจส่งเสียงดังมาจากจุดซ่อนตัวเพื่อดึงความสนใจ สัตว์ร้ายหยุดกึกมันหันขวับพร้อมดมกลิ่นไปทางต้นเสียงทันที ตาผมละ!
[สมาธิ]
[การควบคุมมานา]
ผมเปิดใช้งานทักษะพร้อมกันจิตใจดิ่งเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งอย่างลึกซึ้ง ทุกเสียงรอบข้างเงียบหายไปเหลือเพียงเป้าหมายตรงหน้าเท่านั้น ผมกระชับกระบองเหล็กในมือแน่นผ่อนลมหายใจออกช้าๆ
เสียงกิ่งไม้ไหวทำให้มันรู้ตัวและเงยหน้าขึ้นสบตาผมด้วยแววตาดุร้าย
แต่ก่อนที่มันจะทันได้ขยับตัวหอกนำวิถีของเทสก็พุ่งแหวกอากาศมาด้วยความแม่นยำระดับจับวางปักทะลุเข้าดวงตาซ้ายของมันอย่างจัง!
“โฮก!”
เจ้าโทรลล์คำรามลั่นด้วยความเจ็บปวดมันยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมใบหน้าตามสัญชาตญาณทำให้หอกเล่มที่สองที่พุ่งตามมาถูกปัดกระเด็นไปโดยไม่สร้างรอยแผล
เจ้าโทรลล์ตั้งตัวได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อมันใช้ตาข้างที่เหลือถลึงมองไปยังจุดที่หอกพุ่งมาก่อนจะถีบตัวพุ่งเข้าใส่พุ่มไม้ที่เทสซ่อนตัวอยู่ด้วยความบ้าคลั่ง
ผมยกยิ้ม... ทุกอย่างยังเป็นไปตามแผน
ผมอัดฉีดมานาเข้าสู่กล้ามเนื้อทุกส่วนแล้วกระโดดลงจากกิ่งไม้มุ่งเป้าไปที่ส่วนหัวของมันทันที
กล้ามเนื้อแขนของผมขยายตัวจนแทบปริแตกพลังมานาถูกบีบอัด และระเบิดพลังออกมาในจังหวะที่ฟาดกระบองเหล็กเข้าใส่ท้ายทอยของมันเต็มแรง!
กร๊อบ!
เสียงแตกละเอียดดังสะท้านออกมาทว่าไม่ใช่เสียงกะโหลกของมันที่แหลกเหลวแต่เป็นกระบองเหล็กในมือของผมที่แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยเพราะรับแรงปะทะไม่ไหว
แต่อย่างน้อยแรงกระแทกมหาศาลนั้นก็ยังฝากรอยแผลฉกรรจ์เหวอะหวะไว้ที่ท้ายทอยของเจ้าโทรลล์จนเลือดไหลทะลัก
เวรเอ้ย! อาวุธแจกฟรีนี่มันห่วยแตกจริงๆ
ผมสบถในใจพลางเขวี้ยงด้ามจับที่ไร้ประโยชน์ทิ้งแล้วชักดาบสั้นออกมาแทน
แรงกระแทกเมื่อครู่ส่งผลชัดเจนเจ้าโทรลล์เซถลาไปมาด้วยอาการกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรง
เทสไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือเธอระดมขว้างหอกอีกสองเล่มหมายจะซ้ำที่ดวงตา แต่มันยังพอมีสัญชาตญาณสะบัดหน้าหลบจนหอกทำได้แค่ถากผิวหนังหนาๆ ไปเท่านั้น
ผมอาศัยจังหวะที่มันมัวแต่ระแวงหอกหมุนตัวลงไปที่พื้นแล้วพุ่งเข้าหาจุดอับสายตาบริเวณข้อพับขา
แม้ผิวหนังส่วนอื่นของมันจะหนาจนเจาะไม่เข้าแต่บริเวณข้อพับหลังขานั้นอ่อนนุ่มเพื่อให้มันเคลื่อนไหวได้และนั่นคือจุดตายที่ผมเล็งไว้
คมดาบกรีดลึกลงไปในเนื้อจนเลือดสีเข้มสาดกระเซ็นเจ้าโทรลล์คำรามลั่นพยายามจะใช้มือมหึมาคว้าตัวผมแต่การเคลื่อนไหวของมันช้าลงอย่างเห็นได้ชัดจากอาการบาดเจ็บที่หัว
ผมหลบหลีกการโจมตีอันเงอะงะของมันได้อย่างง่ายดายก่อนจะอ้อมไปจัดการข้อพับขาอีกข้างจนมันเสียหลัก
ตอนนี้สภาพของเจ้าโทรลล์ยักษ์ดูไม่ได้เลยดวงตาข้างหนึ่งบอดสนิทเลือดไหลทะลักออกมาจากจมูกและปากซึ่งเป็นผลจากการที่สมองถูกกระแทกอย่างหนัก
เมื่อเห็นโอกาสเผด็จศึกปรากฏขึ้นตรงหน้าผมจึงตะโกนออกไปสุดเสียง
“เทส!”
เทสที่ซุ่มรอจังหวะอยู่โผล่ออกมาจากหลังต้นไม้เธอพยักหน้าให้ผมเป็นสัญญาณก่อนจะระดมขว้างหอกเข้าใส่ไม่ยั้งคราวนี้เธอใส่สุดแรงโดยไม่สนว่าหอกไม้จะหักพังไปเท่าไหร่
หอกพุ่งแหวกอากาศเข้าหาเจ้าโทรลล์ด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิว
สัตว์ร้ายคำรามลั่นมันยกมือมหึมาขึ้นกำบังตัว ทันทีที่หอกปะทะกับผิวหนังหนาเตอะด้ามหอกก็หักสะบั้นเศษไม้กระเด็นกระจายไปทั่ว
ทว่าเทสไม่เปิดโอกาสให้มันได้พักหอกอีกเล่มก็พุ่งตามมาติดๆ คราวนี้เล็งไปที่ใบหน้าของมันตรงๆเจ้าโทรลล์รีบเบี่ยงตัวหลบหอกจึงทำได้เพียงบาดผ่านใบหูจนเลือดสาดกระเซ็นก่อนจะร่วงหล่นลงพื้น
เทสรู้อยู่แล้วว่าการโจมตีจุดอ่อนจากระยะไกลให้เข้าเป้านั้นเป็นไปได้ยากแต่นี่คือแผนดึงความสนใจที่ได้ผลชะงัด เพราะในจังหวะชุลมุนนั้นผมได้ปีนขึ้นมาอยู่บนหลังของมันเรียบร้อยแล้ว!
ในมือของผมคือดาบสั้นที่อาบไล้ด้วยชั้นมานาบางๆซึ่งกำลังสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูงจนอากาศรอบใบมีดดูบิดเบี้ยวมันคือการประยุกต์ใช้ทักษะ การสั่นพ้อง ที่ผมซุ่มฝึกฝนมา
การเคลือบเส้นใยมานาไปตามคมอาวุธจะช่วยเพิ่มอานุภาพการตัดเฉือนให้รุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว
แต่มันไม่ใช่เทคนิคที่จะใช้กันได้ง่ายๆเพราะต้องอาศัยทั้ง สมาธิ และ การควบคุมมานา ที่แม่นยำระดับสูงสุด ซึ่งมันส่งผลให้หัวของผมเริ่มปวดตุบพร้อมกับเลือดกำเดาไหลทะลักออกมาเป็นทางในตอนนี้
ผมสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ข่มความเจ็บปวดก่อนจะจ้วงแทงดาบสั้นลงไปที่แผลเดิมบนท้ายทอยของมันคมดาบอาบมานาเจาะทะลุเนื้อเยื่อเข้าไปถึงกะโหลกหนาๆ ที่เริ่มปริแตกทันที
ผมสัมผัสได้ถึงแรงต้านจากกระดูกที่ค่อยๆถูกสว่านมานาเจาะลึกลงไปทีละน้อย ทว่าก่อนจะถึงเนื้อสมองชั้นมานาที่เคลือบไว้กลับระเหยไปเสียก่อน ทำให้ใบมีดที่เคยคมกริบทื่อลงในพริบตา
“บ้าเอ้ย! อีกนิดเดียวแท้ๆ!”
ผมสบถออกมา เลือดกำเดาไหลอาบลงไปถึงลำคอปริมาณมานาในตัวไม่เพียงพอสำหรับทักษะ การสั่นพ้อง อีกต่อไปแล้วแต่ยังพอมีเหลือสำหรับการเสริมพลังกายผมจึงอัดมานาเข้ากล้ามเนื้อเพื่อจะแทงซ้ำลงไป
ทว่ามันกลับช้าเกินไป...ความจดจ่อที่มากเกินไปทำให้ผมไม่ทันระวังมือมหึมาของมันที่เอื้อมมาถึงตัว
เจ้าโทรลล์ใช้พละกำลังมหาศาลกระชากตัวผมออกไปมันอ้าปากกว้างหมายจะกัดร่างผมให้ขาดครึ่งท่อน!
แต่ในวินาทีวิกฤตนั้นเองหอกนำวิถีของเทสก็พุ่งเสียบเข้าปากมันลึกไปถึงกระพุ้งแก้มขวาจนมันชะงักไปชั่วครู่
เมื่อมันเผลอปล่อยมือผมจึงเหวี่ยงตัวกลับไปที่เดิมทันที พร้อมกับใช้สันมือที่เสริมมานาทุบกระแทกเข้าที่ด้ามดาบสั้นอย่างสุดแรง
“เข้าไปสิวะ!”
ผมคำรามพลางเสริมพลังทั้งหมดที่มีทุบซ้ำลงไปอีกครั้ง
“เข้าไป!”
คลิก!
เสียงกระดูกแตกหักดังขึ้นคมดาบสั้นจมมิดลึกเข้าไปในสมองของมันทันที
เจ้าโทรลล์ยักษ์คำรามโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสมันสะบัดตัวสุดชีวิตจนร่างของผมกระเด็นลอยออกมา
โชคดีที่ผมยังพอมีมานาเหลือประคองสภาวะสมาธิจึงม้วนตัวกลางอากาศเพื่อลดแรงปะทะและลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัย
เทสรีบวิ่งเข้ามาหาผมในมือเธอเหลือหอกเพียงด้ามเดียวเท่านั้น
“แนท เอายังไงต่อมานาของฉันใกล้จะหมดแล้ว!”
เธอถามพลางจ้องไปที่เจ้าโทรลล์ที่กำลังฟาดหัวฟาดหางปัดป่ายสิ่งรอบตัวอย่างเสียสติ
“ถอยออกมาก่อน กลับไปตั้งหลักฟื้นมานา”
ผมบอกพลางพยุงตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลหากเลเวลไม่สูงพอผมคงน่วมไปแล้ว การล่าโทรลล์เลเวล 12 นี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ
แต่ในขณะที่เรากำลังจะถอยออกมาเสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ค่อยๆ แผ่วลงกลายเป็นเสียงสะอื้นก่อนจะเงียบสงัดไปในที่สุด ไม่นานนักข้อความแจ้งเตือนก็ปรากฏขึ้น
[คุณสังหารโทรลล์ เลเวล 12 สำเร็จ]
[เลเวล 8 > เลเวล 9]
ในที่สุด... แกก็ตายสักที!
ผมไม่รอช้ารีบจัดการลงแต้มสถานะตามที่วางแผนไว้ทันที เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยผมก็หันไปมองเทสที่ยืนเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะหันมาสบตาผม
“ฉันเลเวลอัปแล้วล่ะ”
เธอพูดจบก็ชี้มือไปยังซากโทรลล์ที่นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลหอกไม้ที่ยังพอใช้งานได้ลอยหวือขึ้นมาจากพื้นทันทีมันพุ่งมารวมกลุ่มกับหอกอีกเล่มในมือเธอ ก่อนจะเริ่มหมุนวนรอบตัวเธอไปมาราวกับอาวุธวิเศษในนิยายแฟนตาซี
ใบหน้าของผมกระตุกเล็กน้อย...นี่กะจะโชว์เหนือใส่กันชัดๆ
อยากให้ผมชมหรืออยากให้ผมอิจฉากันแน่ล่ะเนี่ย?
ก็นะ ช่างเถอะ คอยดูเถอะว่าถ้า สมาธิของผมแสดงพลังที่แท้จริงออกมาเมื่อไหร่ แม้แต่เธอก็ต้องตัวสั่นด้วยความทึ่งแน่ๆ
หลังจากพักฟื้นจนพอมีแรงพวกเราก็พากันเดินกลับไปยังลานโล่งที่ตู้ขบวนรถไฟจอดนิ่งอยู่บริเวณชายป่ามีคนจำนวนมากยืนออกันอยู่ และหนึ่งในนั้นก็คือแฮดวิน
ผมกวาดสายตามองคนเหล่านั้น...ตอนนี้พวกเขาดูไม่เหมือนกลุ่มคนที่เพิ่งมาถึงใหม่ๆ อีกต่อไปทุกคนเริ่มปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดีบางคนถึงกับเริ่มดูเหมือนจะชื่นชอบชีวิตในโลกบ้าๆ นี่เสียด้วยซ้ำไป
จู่ๆ ผมก็มีความคิดหนึ่งวูบเข้ามา...
บางทีพวกเราอาจจะไม่ได้โดนสุ่มให้มาอยู่ในระดับนรกด้วยความซวยแต่มันอาจเป็นการคัดเลือกแบบเจาะจงมาแล้วก็ได้บางทีคนทั้งตู้ขบวนนี้อาจจะเป็นพวกที่ เข้าคู่ กับความยากระดับนรกได้ดีที่สุดก็เป็นได้
แต่ก็นะ...มันก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาไร้สาระของผมคนเดียวเท่านั้นแหละ