จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 32 หอคัมภีร์

            ท้องฟ้าเริ่มสว่าง

            เย่เฉินที่ยังไม่ได้พักผ่อนนั้นตอนนี้กำลังลงมือเตรียมอาหารเช้าให้จางเฟิงเหนียนและหู่หวาอยู่

            ประตูเปิดออกพร้อมกับจางเฟิงเหนียนที่เดินเข้ามาด้วยไม้เท้า และเมื่อเห็นเย่เฉินเขาจึงพูดขึ้นอย่างอ่อนโยนว่า “เจ้าหนุ่ม ทำไมตื่นเช้าขนาดนี้”

            “ข้านอนไม่หลับแล้วเลยลุกขึ้นมา” เย่เฉินพูดอย่างสบายๆ

            “คนขยันอย่างเจ้าช่างหาได้ยากแล้ว”

            “ท่านปู่กล่าวเกินจริงแล้ว”

            “ท่านปู่”จู่ๆ หู่หวาก็วิ่งเข้ามาขัดจังหวะบทสนทนาของทั้งคู่

            หู่หวาเดินออกมายังด้านข้างของจางเฟิงเหนียนและเย่เฉินชี้ไปยังกระแสลมที่ตลบอบอวลอยู่รอบตัว มองไปยังทั้งสองคนด้วยความสงสัย“เกิดอะไรขึ้นกับข้า ข้ารู้สึกเหมือนมีอะไรวิ่งไปมาในร่างกาย รู้สึกอุ่นไปทั่วทั้งตัว”

            “พลังวิญญาณหรือ?” จางเฟิงเหนียนมองด้วยความประหลาดใจ และรีบทำการสำรวจร่างกายของหู่หวา

            “นี่มัน....”สายตาของจางเฟิงเหนียนเต็มไปด้วยความตกใจ

            “ข้า...ข้าสามารถฝึกตนได้แล้วหรือ?” หู่หวาเงยหน้าขึ้นมองไปยังเย่เฉินและจางเฟิงเหนียน

            “ได้สิๆได้แน่นอน” จางเฟิงเหนียนดูตื่นเต้นมากกว่าที่คิด

            “นับจากวันนี้ไปเจ้าก็คือผู้ฝึกตนคนหนึ่งแล้ว” เย่เฉินตบไหล่หู่หวาเบาๆ

            “ข้าเป็นผู้ฝึกตนแล้วข้าเป็นผู้ฝึกตนแล้ว” หู่หวากระโดดอย่างตื่นเต้นช่างเป็นเด็กที่งดงามไร้เดียงสาจริงๆ เขากระโดดโลดเต้นไปทั่วสวนแห่งวิญญาณสุดท้ายก็วิ่งไปหาสัตว์วิญญาณอย่างเสี่ยวอิงที่กระโดดโลดเต้นอยู่ตรงนั้น“เสี่ยวอิง ข้าฝึกตนได้แล้ว ต่อจากนี้ไปข้าก็จะปกป้องเจ้าได้แล้ว”

            กวากๆ!

            ดูเหมือนว่าเสี่ยวอิงจะฟังรู้เรื่องจึงส่งเสียงร้องออกมาอย่างมีความสุข

            “สวรรค์มีตาแล้ว!” จางเฟิงเหนียนยิ้มอย่างยินดี มองไปยังหู่หวาที่กำลังกระโดดไปมาสีหน้าของเขาก็ดีขึ้นอย่างมากราวกับอายุลดน้อยลงไปหลายปี

            เย่เฉินที่อยู่อีกมุมหนึ่งก็มองไปยังหู่หวาอย่างเงียบๆ

            เขามีความสุขไปกับหู่หวาแต่ในใจกลับรู้สึกขัดแย้งเล็กน้อย

            นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขาจริงหรือ?

            เส้นทางของผู้ฝึกตนยากเย็นกว่าเส้นทางของปุถุชนยิ่งนัก เมื่อเดินบนเส้นทางนี้แล้วก็หมายถึงการมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าปุถุชน แต่ในขณะที่มีชีวิตอยู่อย่างยืนยาวนั้นก็ต้องแลกมาด้วยการเผชิญหน้ากับความอ้างว้าง

            เส้นทางของผู้ฝึกตนนั้นโหดร้ายกว่านัก

            เย่เฉินก็ไม่รู้ว่าการที่ไม่ยอมแพ้ในโชคชะตาของหู่หวาจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่บางทีการที่ให้หู่หวาได้เป็นผู้ฝึกตนก็คงเข้าใจถึงความลำบากของหนทางแห่งผู้ฝึกตนได้เข้าใจว่าการเป็นปุถุชนนั้นมีความอิสระเสรีสบายกว่าการเป็นผู้ฝึกตนมากนัก

            หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้วเย่เฉินก็เดินออกจากสวนแห่งวิญญาณ

            ในวันนี้เขาไม่ได้สวมชุดคลุมสีดำ

            เป็นเพราะเขารู้ว่าตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องปกปิดอะไรอีกต่อไปศิษย์ของสามยอดเขาหลักได้ถูกตีรวนจนเร่าร้อนไปหมดแล้วแม้ว่าเขาจะปรากฏตัวอยู่บนภูเขาวิญญาณของสำนักเหิงเยว่ก็ยากที่พวกคนของสามยอดเขาหลักจะมาเพ่งเล็งเขา

            แต่การปรากฏตัวของเขาก็ยังเป็นจุดสนใจของผู้คนอยู่ดี

            “นี่…” ศิษย์สำนักเหิงเยว่ทุกคนล้วนแสดงสีหน้าตกใจที่ได้พบเย่เฉิน

            “โดนแส้อัคนีฟาดไปเป็นร้อยแส้ ทำไมถึง...ทำไมถึงได้หายเร็วขนาดนี้?”

            “เขาเป็นปีศาจหรืออย่างไร?”

            “นี่เพิ่งจะไม่กี่วันเองนะ ทั่วทั้งตัวไม่มีรอยบาดแผลเลยแม้แต่นิด”

            “อะไรนะ?” เมื่อได้ยินว่าเย่เฉินปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งอิ่นจื้อผิงแห่งวิหารประกาศิตก็ลุกขึ้นยืนในทันทีใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยสีหน้าตกใจอย่างไม่อาจควบคุมได้

            ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นแต่เหล่าบรรดาผู้อาวุโส และเหล่าศิษย์นอกสำนักเหิงเยว่ อย่างยอดเขาเทียนหยางยอดเขาตี้หยาง และยอดเขาเหรินหยางต่างก็ประหลาดใจที่ได้ยินเช่นนั้นเพิ่งผ่านมาเพียงไม่กี่วัน บาดแผลทั้งหมดได้หายเป็นปกติแล้ว เรื่องแบบนี้ตั้งแต่ก่อตั้งสำนักเหิงเยว่มายังไม่มีใครเคยทำได้แบบนี้มาก่อน

            “เร็วเข้าๆศิษย์ของยอดเขาเทียนหยางและยอดเขาเหรินหยางประลองกันที่ลานเมฆวายุอีกแล้ว”

            “ได้ยินว่าศิษย์ยอดเขาตี้หยางก็ไปด้วยนะ”

            “ข้าก็ได้ยินว่าครั้งนี้มีศิษย์ฝึกตนขั้นพลังธาตุเข้าร่วมประลองด้วย”

            ในไม่ช้ากลุ่มคนสามถึงห้าคนก็มุ่งไปยังลานเมฆวายุ

            นั้นหมายความว่าในตอนนี้ความแปลกใจเรื่องการฟื้นตัวของเย่เฉินได้ถูกเรื่องการทะเลาะวิวาทกันของศิษย์ทั้งสามยอดเขาหลักที่ลานเมฆวายุแทนที่แล้ว

            การประลองกันที่ลานเมฆวายุกำลังเป็นไปอย่างดุเดือดส่วนเย่เฉินเองก็ไม่หยุดฝีเท้าเช่นกัน

            วันนี้เป็นวันที่หอคัมภีร์ของสำนักเหิงเยว่จะเปิดให้กับศิษย์ฝึกหัดเขาจึงไม่อยากเสียเวลาไปกับการชมการประลอง

            เย่เฉินหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าอาคารที่เด่นตระหง่านหลังหนึ่ง

            หากเทียบกับในอดีตแล้วหอคัมภีร์ในวันนี้เงียบสงบมาก ไม่มีเงาคนแม้สักคนเดียวหรือบางทีก็อาจจะไปรับชมความครึกครื้นที่ลานเมฆวายุกันหมด

            “ถ้าไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้น ก็ยากที่จะเงียบสงบเช่นนี้”

            เย่เฉินยิ้มเล็กน้อยพร้อมก้าวเข้าไปยังหอคัมภีร์

            ในหอคัมภีร์นี้เปรียบเหมือนโลกอีกใบหนึ่งมันกว้างขวางและโอ่อ่ายิ่งนัก ชั้นแต่ละชั้นเต็มไปด้วยม้วนคัมภีร์โบราณจากการคาดคะเนดูแล้วน่าจะมีมากถึง หนึ่งแสนชุดด้วยกันสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการเก็บรวบรวมของสำนักเหิงเยว่ แม้ว่าจะอยู่ในชั้นที่หนึ่งแต่กลับเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก

            ผู้ดูแลหอคัมภีร์แห่งนี้เป็นชายชราผู้หนึ่งเขามีเคราหงอกยาว ผมยุ่งเหยิง เขาเป็นคนของสำนักเหิงเยว่ มีนามว่า นักพรตหวังสือ

            “ผู้อาวุโส” เย่เฉินแสดงความเคารพ

            “เชิญเข้ามาด้านในเถิด! เอาป้ายประจำตัวมาไว้ที่ข้า”นักพรตหวังสือกวาดสายตามองเย่เฉินฟันที่เหลืองทั้งปากก็เผยให้เห็นขณะที่เขาพูด

            เย่เฉินยื่นบัตรประจำตัวให้ชายชราและเดินเข้าไป

            ด้านในมีม้วนคัมภีร์โบราณมากมายบนชั้นดังนั้นเขาจึงหยิบขึ้นมาทีละม้วน จึงพบว่ามันเป็นคัมภีร์โบราณแนะนำสมุนไพรวิญญาณ

            เย่เฉินส่ายหน้าและเดินกลับออกมา

            หอคัมภีร์ยามนี้เงียบสงบมากเย่เฉินจึงมีความสุขอยู่อย่างเงียบๆการหยิบเลือกตำราแต่ละครั้งเหมือนกำลังเลือกซื้อผักอย่างไรอย่างนั้นคัมภีร์โบราณถูกดึงออกมาดูทีละเล่มแล้วใส่กลับไปที่เดิม

            หลังจากผ่านไปเป็นเวลาสามชั่วยามเขาก็ยังไม่เจอคัมภีร์โบราณที่เกี่ยวกับเคล็ดวิชาลึกลับเลยสักเล่ม

            “ดูเหมือนว่าพวกเคล็ดวิชาลึกลับ จะต้องอยู่ชั้นบนแน่ๆ” เย่เฉินพึมพำ

            ในสำนักเหิงเยว่ศิษย์ฝึกหัดจะสามารถเข้าได้เพียงชั้นที่หนึ่งของหอคัมภีร์เท่านั้นด้วยสถานะของเขาตอนนี้ จึงทำให้เขายังไม่มีสิทธิที่จะขึ้นไปยังชั้นบน

            เย่เฉินผิดหวังเล็กน้อยและหยิบคัมภีร์โบราณขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

            “ผู้อาวุโสหวังสือ คิดถึงข้าหรือไม่” หอคัมภีร์ที่เงียบสงบถูกทำลายบรรยากาศด้วยเสียงประตู ดูเหมือนว่าจะมีคนเข้ามาที่นี่

            “ไอ้เด็กเวรนี่ จะมาขโมยของที่นี่ ระวังข้าจะทุบเจ้าให้นะ” นักพรตหวังสือดุออกมาเสียงดังทันที

            “ดูท่านพูดเข้าสิ ข้าเป็นคนแบบนั้นที่ไหนกัน?”

            “ไปให้พ้น”

            หลังจากจบบทสนทนาสั้นๆนั้น เย่เฉินที่กำลังอ่านชุดคัมภีร์โบราณอยู่นั้นจึงได้เห็นว่ามีคนมา

            ทันใดนั้นมุมปากของเย่เฉินก็กระตุกขึ้น “เจ้าตัวนี้...กินอะไรถึงเติบโต”

            ไม่ตำหนิที่เขาแสดงออกแบบนั้นแต่ต้องตำหนิคนที่มานั้น ว่าโตมาแบบ…

            คนผู้นั้นมีอายุประมาณสิบสามถึงสิบสี่ปีสูงไม่เท่าหู่หวาแต่รูปร่างของเขานั้นไม่ได้เป็นโรคอ้วนที่เวลาเคลื่อนไหวไขมันทั่วร่างกายก็จะกวัดแกว่งไปมาโดยเมื่อมองจากระยะไกล มันเหมือนก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง

            หากจะพูดถึงการแต่งกายของเขานั้นก็ดูแปลกตาที่สุดเท่าที่เย่เฉินเคยพบเจอมา

            ทั้งตัวของเขามีเสื้อผ้าเพียงสองชิ้นร่างกายท่อนล่างเป็นกางเกงตัวใหญ่ ส่วนด้านบนเป็นเสื้อกั๊กตัวเล็กดวงตาเล็กจนแทบจะมองไม่เห็น หน้าอกเปลือยเปล่าและมีสัญลักษณ์รูปพระเมตไตรยอยู่บนหน้าอก

            “สำนักเหิงเยว่มีอัจฉริยบุคคลมากมายจริงๆ!” เย่เฉินถอนหายใจเมื่อมองไปยังเจ้าอ้วนคนนั้น

            ระหว่างที่พูดเจ้าอ้วนคนนั้นก็ได้จากไปแล้ว

            เมื่อเดินผ่านเย่เฉินเขาได้กวาดสายตามองไปทั่วร่างของเย่เฉิน แม้ดวงตาจะเล็ก แต่กลับเปล่งประกายมองอะไรอย่างจดจ่อ

            “ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน” เจ้าอ้วนลูบคางอวบอ้วนของตัวเอง

            “ข้าเพิ่งมาใหม่”

            “เอ่อ!”

            เจ้าอ้วนตอบอย่างสบายๆจากนั้นก็เดินจากไป

            แต่เมื่อเขาเดินไปได้เพียงแค่สองก้าวเขาก็เดินกลับมา จมูกของเจ้าอ้วนนั้นสั่นไหว สูดจมูกดมราวกับสุนัข

            ในไม่ช้าเจ้าอ้วนคนนี้ก็สูดดมจนมาถึงตัวของเย่เฉิน

            “อัคคีเที่ยงแท้หรือ?” เจ้าอ้วนเงยหน้าขึ้นดวงตาเล็กๆ ของเขาเปล่งประกายร้อนแรง จ้องไปยังเย่เฉิน

            “เจ้ามีอัคคีเที่ยงแท้หรือ?”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน