พริบตาเดียวก็ผ่านมาครึ่งปี เนื่องจากการสร้างร่างกายใหม่ของไลท์นั้นทรงพลังอย่างมากเมื่อรวมกับทักษะบ่มเพาะต่างๆที่เขาฝึกฝนอยู่จึงทำให้ใช้เวลานานขนาดนี้
ภายในครึ่งปีนี้ได้เกิดเรื่องมากมายนับไม่ถ้วน
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนแรก เบเรียลที่ไม่สามารถติดต่อไลท์ได้จึงเกิดความกังวลขึ้นมา เธอจึงบินมาหาไลท์ที่ห้องใต้ดิน เมื่อเธอเห็นรังไหมสีทองที่กำลังเต้นเบาๆเธอก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมเธอถึงไม่สามารถติดต่อกับไลท์ได้
จากนั้นเธอก็ได้แจ้งกับสมาชิกเดธปาร์ตี้ทุกๆคนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับไลท์
เมื่อสมาชิกทุกๆทราบข่าวของไลท์พวกเขาก็มารวมตัวกันที่ห้องใต้ดินทันที
พวกเขาพูดคุยและวางแผนว่าจะให้เบเรียลเฝ้าไลท์อยู่ที่นี้ส่วนคนอื่นๆจะจับคู่กันและออกไปทำลายองค์กรมืดที่อยู่รอบๆนี้ให้หมด เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ว่าไลท์จะใช้เวลานานแค่ไหนในการออกมาจากรังไหมแต่สิ่งเดียวที่พวกเขาพอจะเดาได้ก็คือมันต้องใช้เวลาอย่างน้อยเป็นเดือนๆแน่
ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงแยกกันเป็นสามกลุ่มและไปกันคนละทิศเพื่อทำลายองค์กรมืด นอกจากนี้พวกเขาอาจจะโชคดีที่ได้สมบัติเอามาบ่มเพาะพวกเขาก็จะได้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมและพวกเขาจะทำให้ไลท์ประหลาดใจ
ด้วยเหตุนี้ทำให้คอลรุยสามารถทะลวงระดับเข้าสู่ระดับจิตวิถีบรรพกาลได้สำเร็จ ความแข็งแกร่งของคอลรุยเพิ่มสูงมากจนแม้แต่ไลก้าก็ยังตกใจ
เดือนที่สอง
สงครามระหว่างสภาจอมเวทย์และองค์กรมืดก็รุนแรงมากยิ่งขึ้น เมืองต่างๆรวมไปถึงศูนย์บัญชาการของสภาจอมเวทย์หลายแห่งถูกทำลาย
เนื่องจากพวกองค์กรมืดทำลายเสร็จแล้วก็หนีทำให้สภาจอมเวทย์ต้องเหนื่อยในการตามหาพวกมัน นอกจากนี้องค์กรมรณะทั้งสามได้บุกโจมตีทางออกหอคอยแห่งนิรันดร์หลายแห่งทำให้เกิดความสูญเสียอย่างหนัก
เป็นเหตุให้อาณาจักรน้อยใหญ่ที่อยู่ที่โลกภายนอกพวกเขาก็ได้สั่งเคลื่อนกองทัพทำลายองค์กรมืดที่อยู่อาณาจักรของตัวเองทิ้งทันที
เดือนที่สาม
ผู้พิทักษ์การ์เซียแห่งสภาจอมเวทย์ถูกสังหารโดยบุคคลระดับสูงองค์กรเทพปีศาจ ทำให้ผู้บัญชาการสูงสุดเกลกิรอสโกรธแค้นอย่างมากเขาจึงนำผู้พิทักษ์ทั้งหมดแปดบุกโจมตีองค์กรเทพปีศาจอย่างบ้าคลั่ง
เกลกิรอสไม่สามารถนำผู้พิทักษ์จากโลกภายนอกเข้ามาได้ทั้งหมด เพราะพวกเขาก็ต้องเฝ้าระวังทางนั้นอยู่บ้าง
การต่อสู้กินเวลายาวนานกว่าสิบวัน ผลของการต่อสู้คือต่างผู้พิทักษ์สามคนบาดเจ็บสาหัส ส่วนทางฝั่งองค์กรเทพปีศาจตัวตนระดับSSตายไปสามคนและบาดเจ็บสาหัสอีกห้าคน
ส่วนทางด้านเกลกิรอสได้ปะทะกับผู้นำองค์กรเทพปีศาจที่มีชื่อว่าเทนเดียส ทั้งสองได้ปะทะกันอย่างยาวนานเป็นเวลาถึงสามวันก่อนที่จะจบลงด้วยชัยชนะของเกลกิรอสแต่ถึงอย่างนั้นเทนเดียสก็สามารถหนีรอดไปได้พร้อมกับลูกน้องของมัน
ความแข็งแกร่งของเทนเดียสนั้นสูสีกับเกลกิรอสมาก ทำให้ทั้งสองไม่สามารถตัดสินแพ้ชนะได้ แต่ที่เทนเดียสเป็นฝ่ายถอยหนีก็เพราะองค์กรของเขาได้สูญเสียอย่างหนักแล้วจึงต้องจำใจล่าถอยไปในที่สุด
เดือนที่สี่ช่วงกลางๆเดือน
ศูนย์บัญชาการใหญ่ของสภาจอมเวทย์ที่อยู่ในเมืองมิลเลอร์ฟรอสถูกองค์กรมรณะทั้งหมดร่วมมือกันโจมตี จนทำให้ศูนย์บัญชาการใหญ่พังทลายลง ชาวบ้านบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน เจ้าหน้าที่ของสภาจอมเวทย์เองก็ล้มตายกันไปกว่าพันถึงสองพันคน และในการต่อสู้ครั้งนี้ก็ทำให้มีผู้พิทักษเสียชีวิตไปอีกสามคนและบาดเจ็บสาหัสอีกสองคน แต่พวกเขาก็สามารถสังหารจอมเวทย์ระดับSSขององค์กรมือไปถึงหกคนและทำให้บาดเจ็บสาหัสไปอีกสี่คน
เรียกได้ว่าเพียงแค่ห้าเดือนตั้งแต่สภาจอมเวทย์เปิดศึกกับพวกองค์กรมืดก็ทำให้มีผู้พิทักษ์เสียชีวิตไปสี่คนและบาดเจ็บสาหัสอีกห้าคน แต่ฝั่งขององค์กรมืดนั้นแย่กว่าเพราะพวกเขาได้เสียระดับSSไปมากกว่าสิบคนเลยทีเดียว
ผู้พิทักษ์ที่เสียชีวิตไปมีชื่อว่าผู้พิทักษ์การ์เซีย ผู้พิทักษ์คาเมล ผู้พิทักษ์เรดฮาร์ท ผู้พิทักษ์โบรอส
ผู้พิทักษ์ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้แก้ผู้พิทักษ์แมคโวลัค ผู้พิทักษ์เอลเรน ผู้พิทักษ์เฟลิกซ์ ผู้พิทักษ์แวมบัจจ์ ผู้พิทักษ์ดไวท์
ทางด้านของเดธปาร์ตี้ พวกเขาก็ยังคงแยกย้ายกันไปทำลายองค์กรมืดอยู่ตลอด โดยที่เบเรียลคอยดูแลไลท์อยู่ไม่ห่าง พวกเขาไม่รู้ว่าไลท์จะตื่นขึ้นมาตอนไหน แต่ตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงแค่จัดการกับองค์กรมืดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้วยเหตุนี้ในสี่เดือนที่ผ่านมา ชื่อเสียงของเดธปาร์ตี้โด่งดังอย่างมาก พวกเขาทำลายองค์กรมืดไปไม่ต่ำกว่ายี่สิบองค์กร สมาชิกแต่ละคนก็สามารถต่อสู้กับระดับSSได้ทำให้พวกเขาถูกยกว่าเป็นกลุ่มนักผจญภัยที่แข็งแกร่งที่สุดในสมาคมนักผจญภัย
พริบตาเดียวก็มาถึงเดือนที่ห้า
หลังจากศึกใหญ่ที่ศูนย์บัญชาการสภาจอมเวทย์ถูกทำลายไปพวกเขาก็สร้างขึ้นมาใหม่ก่อนที่เกลกิรอสจะพาผู้พิทักษ์และจอมเวทย์ศักดิ์สิทธิ์นับร้อยพร้อมกับสมาชิกเดธปาร์ตี้ทั้งหมดยกเว้นไลท์กับเบรียล บุกโจมตีฐานที่ตั้งขององค์กรดาร์กฟาวเวอร์จนทำให้องค์กรดาร์กฟาวเวอร์ล่มสลายแต่ก็ยังมีตัวตนระดับสูงที่สามารถหนีรอดไปได้แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร
เดือนที่หก
สภาจอมเวทย์ได้บุกไปยังฐานที่ตั้งขององค์กรมืดแห่งสุดท้ายซึ่งก็คือองค์กรวิญญาณทมิฬและทำลายจนย่อยยับ หลังจากที่กวาดล้างห้าองค์กรมรณะไปแล้วสภาจอมเวทย์ก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น พวกเขาได้สั่งให้จอมเวทย์ศักดิ์สิทธิ์บุกโจมตีและทำลายองค์กรมืดที่เหลืออยู่และกวาดล้างให้สิ้นซาก
ช่วงท้ายเดือนที่หก จู่ๆทั่วทั้งโลกภายในหอคอยแห่งเวทย์มนต์ก็ต้องตื่นตระหนกเพราะจู่ๆดันเจี้ยนจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
จากเดิมแล้วดันเจี้ยนจะเกิดวันละประมาณสิบครั้งแต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นมาในวันเดียวหนึ่งพันครั้ง นอกจากนี้ระยะเวลาของดันเจี้ยนที่ทำให้ดันเจี้ยนแตกก็เหลือเพียงแค่สี่วันจากที่ปกติคือเจ็ดวัน
โชคดีที่สภาจอมเวทย์ได้จัดการกับพวกองค์กรมืดไปแล้วทำให้ตอนนี้พวกมันไม่กล้าที่จะมำตัวเหิมเกริมแบบเมื่อก่อน สภาจอมเวทย์จึงสามารถแบ่งคนจากด้านนอกหอคอยแห่งนิรันดร์เข้ามาในหอคอยแห่งนิรันดร์เพื่อที่จะกวาดล้างดันเจี้ยน
แน่นอนว่าสมาชิกเดธปาร์ตี้เองก็แยกย้ายกันไปเก็บกวาดดันเจี้ยนด้วยกันเป็นคู่ ทำให้พวกเขาสามารถรวบรวมทรัพยากรในการฝึกในได้มากกว่าเดิมมากทำให้ความสามารถในการต่อสู้ของเดธปาร์ตี้สูงขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วยซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งเลย
นอกจากนี้เดซี่เธอมีร่างบุปผาอวตารถึงแปดตัวแล้วตอนนี้ ซึ่งเธอคิดว่าแค่แปดตัวก็น่าจะเพียงพอในช่วงแรกแล้ว ตอนนี้เธอต้องการที่จะฝึกฝนร่างอวตารบุปผาทั้งแปดนี้ให้อยู่ในระดับจิตบรรพกาลก่อนที่เธอจะสร้างร่างอวตาลบุปผาขึ้นมาใหม่
ตอนนี้ร่างอวตารบุปผาของเธออยู่ในระดับจิตวิถีนิรันดร์หมดแล้วหรือเรียกสั้นๆว่าตอนนี้ความแข็งแกร่งของร่างอวตารบุปผาอยู่ในระดับAจนเกือบจะอยู่ในระดับSแล้ว
เวลานี้ที่ห้องใต้ดิน
เบเรียลกำลังนั่งมองไปที่รังไหมสีทองด้วยแววตาคิดถึง เธอคิดถึงคนที่อยู่ในรังไหมอย่างมาก
“ เมื่อไหร่นายจะออกมาได้สักทีไลท์ นี้มันก็ครึ่งปีแล้วนะที่นายอยู่ภายในนั้น ” เบเรียลพึมพำออกมาด้วยความคิดถึงและเป็นห่วง
ในตอนนั้นเอง ออรัคก็เดินเข้ามาพร้อมกับสีหน้าจริงจัง
“ ท่านเบเรียลได้โปรดช่วยพวกเราในการทำลายดันเจี้ยนหน่อยได้ไหมครับ? ” ออรัคพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มแห้ง
“ เกิดอะไรขึ้นงั้นหรอ? ” เบเรียลสงสัย เธอจำได้ว่ามนุษย์วิหคเองก็มีความแข็งแกร่งในระดับSถึงสี่คนทำไมถึงไม่สามารถทำลายดันเจี้ยนได้ง่ายๆล่ะ
“ ท่านเบเรียลอยู่ที่นี้นายจนอาจจะยังไม่รู้ว่าเวลานี้ที่ด้านนอกนั้นดันเจี้ยนได้เกิดขึ้นมามากกว่าเดิมมาก ซึ่งเวลาของดันเจี้ยนก็เหลือแค่สี่วันเท่านั้น ตอนนี่ที่เมืองสเกียน่าของเราได้เกิดดันเจี้ยนระดับAขึ้นมาสองแห่งทำให้พวกเรามีกำลังคนไม่พอที่จะจัดการกับดันเจี้ยน ซึ่งทางเราจึงขอยกดันเจี้ยนแห่งหนึ่งของเราให้กับท่านครับ ” ออรัคพูดขึ้น
การทำลายดันเจี้ยนนั้ต้องใช้ทั้งกำลังคนจำนวนมาก ซึ่งใช่ว่าจะสามารถทำลายดันเจี้ยนได้ง่ายๆ นอกจากนี้ดันเจี้ยนแห่งแรกที่ออรัคส่งคนไปทำลายนั้นตอนนี้พวกเขายังไม่ได้ออกมากันเลย ส่วนดันเจี้ยนแห่งที่สองก็เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน จึงเหลือเวลาอีกสองวันในการทำลาย ด้วยเหตุนี้ออรัคจึงตกลงกับระดับสูงของเมืองเพื่อยกดันเจี้ยนอีกแห่งให้กับท่านเบเรียล
“ มีเรื่องแบบนี้ด้วยงั้นหรอ ” เบเรียลประหลาดใจเธอนึกไม่ถึงเลยว่าที่ด้านนอกจะเกิดเรื่องอะไรแบบนี้ขึ้น
“ แล้วทางมนุษย์ที่เมืองเฮฟเว่นฮาวไม่ได้ขอดันเจี้ยนแห่งหนึ่งงั้นหรอ ” เบเรียลถาม เพราะเธอก็รู้ดีว่าภายในเมืองเฮฟเว่นฮาวก็มีระดับSอยู่หลายคน ซึ่งพวกเขาก็น่าจะช่วยพวกออรัคได้
ออรัคส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า “ อย่างที่รู้กันแม้ว่าพวกเราจะเป็นพันธมิตรกับพวกเขาแต่พวกเขาก็มักจะดูถูกและเหยียดหยามพวกเรามนุษย์วิหคมาก และเมื่อเป็นแบบนี้พวกเราก็ไม่อยากที่จะมอบดันเจี้ยนให้กับพวกเขา แต่มอบให้กับท่านเบเรียลยังดีซะกว่า ”
“ ฉันเข้าใจแล้ว ” เบเรียลลุกขึ้น เธอคิดว่าจะออกไปยืดเส้นยืดสายสักหน่อยเพราะเธออยู่ที่นี้มานานเกินแล้วทำให้เธอรู้สึกเบื่อภายในห้องใต้ดินแล้ว
ออรัคเดินนำเบเรียลไปยังที่อยู่ของดันเจี้ยนอีกแห่งหนึ่ง
เพียงแต่เมื่อพวกเขามาถึงก็พบว่ามีการต่อสู้ดังขึ้น
ออรัคตกใจและรีบวิ่งไปดูทันที
เบเรียลมองไปยังด้านหน้าเธอก็พอคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
กองทัพมนุษย์มากกว่าห้าร้อยคนในชุดเกาะสีเงินกำลังยืนล้อมทหารมนุษย์วิหคที่มีประมาณสามร้อยคน ตรงกลางเป็นการปะทะกันระหว่างมนุษย์วิหคและมนุษย์ที่มีความแข็งแกร่งในระดับS
หลังจากที่ทั้งสองเห็นออรัคเดินมา มนุษย์วิหคก็กระโดดถอยมา มนุษย์คนนั้นก็ถอยกลับมายืนด้านหลังของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง
“ พวกแกมาทำอะไรที่พื้นที่มนุษย์วิหคกัน? ” ออรัคตะโกนด้วยความโกรธพร้อมกับปล่อยแรงกดดันระดับSออกมา
“ อะไรกันออรัค ในเมื่อพวกแกมีดันเจี้ยนตั้งสองแห่งทำไมพวกแกถึงไม่แบ่งให้กับพวกเราสักแห่งล่ะ? ” ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ เหอะ นี้มันเป็นสิทธิ์ของพวกเรามนุษย์วิหคไม่เกี่ยวกับพวกแก อีกอย่างถ้าหากพวกแกมีดันเจี้ยนสองแห่งก็คงไม่คิดที่จะมอบดันเจี้ยนให้กับพวกเราอยู่ดีไม่ใช่หรอ? อย่าทำตัวเป็นคนหน้าด้านไปหน่อยเลยเซาน์ ” ออรัคตะโกนดเวยน้ำเสียงเหยียดหยาม
เซาน์คือเจ้าเมืองเฮฟเว่นฮาวนั่นเอง ส่วนชายวัยกลางคนที่ออกไปสู้กับมนุษย์วิหคก็คือรองผู้บัญชาการทหารของเมืองเฮฟเว่นฮาวที่มีชื่อว่า บัคโจ้
เซาน์ที่ได้ยินคำพูดของออรัคก็หัวเราะออกมาแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะมันเป็นอย่างที่ออรัคบอก ทำไมเขาจะต้องแบ่งทรัพยากรให้กับพวกมนุษย์วิหคด้วยล่ะ
“ พวกแกกลับไปซะไม่อย่างนั้นฉันจะถือว่าพวกแกละเมิดสัญญา ข้อหาที่พวกแกนำทหารเข้ามาในเขตของเมืองสเกียน่า ” ออรัคพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ ฮ่าฮ่า ป่านี้แล้วแกคิดว่าพวกเรามนุษย์จะหวาดกลัวมนุษย์วิหคอย่างพวกแกงั้นหรอ แกก็รู้ว่าตอนนี้แกอยู่ในทวีปมนุษย์ แกคิดว่าจะสู้พวกเรามนุษย์ได้งั้นหรอ ” เซาน์หัวเราะออกมา
ออรัคกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ทางฝั่งมนุษย์วิหคก็แสดงสีหน้าไม่พอใจแต่พวกเขาก็รู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถทำอะไรพวกมนุษย์ได้
เบเรียลที่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจ ‘ ทุกอย่างในโลกนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง ถ้าหากคุณอ่อนแอคุณก็เป็นเพียงแค่ขั้นบันไดที่จะให้คนอื่นเหยียบให้สูงขึ้น หรือทำได้เพียงก้มหน้าและฟังคำสั่งของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ’
เบเรียลเดินไปหาออรัคแลพูดขึ้นว่า “ ฉันขอรับข้อเสนอของนาย ดันเจี้ยนแห่งนี้ฉันขอรับมันไปแล้วกัน ”
เซาน์และบัคโจ้มองไปที่เบเรียลด้วยแววตาไม่พอใจ
“ เธอคิดว่าเธอเป็นใครกันถึงกล้าดีที่จะมาแย่งชิงดันเจี้ยนแห่งนี้ไปจากพวกเรา? ” เซาน์พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แม้ว่าเบเรียลจะดูสวยและสง่างามก็ตาม อีกอย่างตอนนี้พวกเขากำลังจะได้ดันเจี้ยนแห่งนี้มาเป็นของตัวเองอีกด้วย
“ ฉันเป็นใครงั้นหรอ? ” เบเรียลมองไปทีทเซาน์และกองทัพมนุษย์ด้วยแววตาสบายๆ
“ ชื่อของฉันคือเบเรียล สมาชิกกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้ แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วนะ ” เบเรียลแสยะยิ้มออกมาพร้อมกับปล่อยออร่าที่เย็นยะเยือกออกมาจากร่างกายของเธอ
เพียงไม่ถึงสิบวินาที พื้นที่รอบๆตัวของเบเรียลก็กลายเป็นทุ่งหิมะ
เซาน์ บัคโจ้และกองทัพมนุษย์พากันแสดงสีหน้าตกใจ
พวกเขารู้ดีถึงชื่อเสียงของกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้ดีและยังรู้ว่าเทพธิดาเหมันต์เบเรียลนั้นแข็งแกร่งอย่างมาก นอกจากนี้เธอก็ยังเป็นคนรักของไลท์อีกด้วย แม้ว่าในช่วงหลายเดือนมานี้จะไม่มีใครพบเห็นไลท์ก็ตามแต่ทุกคนก็รู้ดีว่าไม่มีใครกล้าที่จะมีปัญหากับเดธปาร์ตี้
แม้กระทั้งสภาจอมเวทย์เองก็ยังต้องขอยืมมือของกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้ในการทำลายห้าองค์กรมรณะ และสภาจอมเวทย์ก็ไม่กล้าที่จะมีปัญหากับกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้อีกด้วย