เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 31 อู่หนานฟาง

    บทที่ 31 อู่หนานฟาง

     

                   ‘ท่านแม่ ดูนี่สิ พี่ใหญ่มอบสิ่งนี้ให้กับข้าด้วย’อู่หนานฟางตัวน้อยววิ่งเข้ามาพร้อมกับของเล่นที่ทำมาจากไม้ที่องค์รัชทายาทพึ่งจะมอบให้ตนเองด้วยรอยยิ้ม

     

                   ‘มอบให้เจ้าหรือคงจะใช้จนเบื่อแล้วถึงเอามาให้เจ้าล่ะสิ’มารดาที่อยู่ในตำแหน่งสตรีอันดับหนึ่งของแคว้นพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

     

                   ‘อู่หนานฟาง จำเอาไว้เถิดไม่มีใครในวังหลวงนี้รักเจ้าจริงหรอก แม้แต่บิดาของเจ้าก็มีเจ้าไว้เพื่อส่งเสริมลูกที่เขารักเท่านั้น’น้ำเสียงและแววตาที่อ่อนโยนสั่งสอนเขาด้วยความรู้สึกรัก แม้คำพูดพวกนั้นอู่หนานฟางยามเด็กจะไม่เข้าใจแต่ก็เงียบฟัง

     

                   ‘หากเจ้าต้องการสิ่งใดอย่าได้รอให้คนอื่นนำมาให้แต่เจ้าต้องแย่งมาต่างหาก อู่หนานฟาง’

     

                   “อู่หนานฟาง!”

     

                   เสียงเข้มของบุรุษตรงหน้าเรียกชื่อของเขาด้วยความเย็นชาไม่ใช่ใครนอกจากชินอ๋อง ในฐานะขุนนางฝ่ายบู๊ที่ตำแหน่งใหญ่ที่สุดขณะนี้ก็ต้องมาสืบสวนเรื่องนี้ด้วยตนเอง

     

                   “ฟังที่ข้าถามหรือไม่!” ชินอ๋องขมวดคิ้วถามอย่างจริงจังกลับได้รับรอยยิ้มยียวนของรุ่ยอ๋องที่มือถูกพันธนาการเอาไว้มาแทน

     

                   “ไม่เลยข้าไม่ได้ฟัง” ชินอ๋องถอนหายใจออกมายาวๆ นับตั้งแต่สอบสวนมาดูเหมือนอดีตรุ่ยอ๋องอู่หนานฟางจะไม่ได้สนใจมันเท่าไหร่นัก

     

                   “ข้าเห็นว่าเราเติบโตมาด้วยกันและเจ้าก็เป็นหลานที่ข้าสนิทด้วยจึงไม่คิดจะใช้เครื่องทรมานใดๆแต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้เจ้าได้ใจนะ” ชินอ๋องกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

     

                   “จะทรมานให้เสียเวลาทำไมอันที่จริงการสอบสวนนี่ก็ไร้สาระ ข้าทำมันจริงๆ ข้านี่แหละ จูเชว่ติดต่อกับพวกแคว้นลี่และให้ข้อมูลกับพวกมัน และเป็นคนยุแยงให้ชายแดนซีหยางเกิดไฟสงครามตลอดและก็เป็นข้าอีกที่ทำลายเสบียงที่ส่งลงไปทางใต้ พอใจหรือยัง”รุ่ยอ๋องพูดด้วยรอยยิ้มราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรท่าทางของรุ่ยอ๋องยามนี้ไม่เหลือแล้วความเป็นบัณฑิตที่สงบสุขุม มีแต่คนอวดดีที่ยิ้มไปพูดความผิดของตัวเองไปด้วยความไม่รู้สึกรู้สา

     

                   ปึง!

     

                   “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าทำให้เฉินจือหานต้องตาย! เฉินจือหานที่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะทำ!” ชินอ๋องตบโต๊ะอย่างรุนแรงด้วยความโมโห

     

                   ยามที่จ้าวหานและมู่จางส่งข่าวมาให้คนตามไปสมทบเขาที่รู้เรื่องหลังที่สุดเป็นคนตามไปสมทบด้วยตัวเองภาพของทหารมือดีของเฉินจือหานล้มตายปนกับทหารของหลี่รุ่ยเต๋อนอนระเกะระกะพร้อมกับรุ่ยอ๋องที่ถูกจับตัวเรียบร้อย บาดเจ็บไม่มากคงเพราะเฉินจือหานไม่ได้อยากจะทำร้ายคนคนนี้จริงๆ

     

                   “ฮ่ะๆๆๆ! มันตายแล้วหรือ? ไม่มีอะไรน่ายินดีไปมากกว่านี้แล้ว!” นอกจากจะไม่สำนึกแล้ว อู่หนานฟางยังแสดงความสะใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง

     

                   “เจ้า...”

     

                   “ถึงมันจะไม่รู้ตัวแต่ข้านี่แหละ คนรักตัวจริงของไป๋เซียงจวิ้นที่มันพรากไปจากข้า! ถ้าไม่มีมันสักคน ป่านนี้นางก็คงแต่งให้ข้าไม่ต้องตายอย่างอนาถเช่นนั้น!” เสียงของอู่หนานฟางแข็งขืนดวงตาแสดงถึงความโกรธเกรี้ยว รอยยิ้มมุมปากและน้ำตาที่ไหลออกมาช่างเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันสิ้นดี

     

                   ไป๋เซียงจวิ้นงั้นหรือ?...

     

                   “แล้วที่เจ้าทำนี่ก็เพื่อแก้แค้นให้กับไป๋เซียงจวิ้นงั้นหรือ”ชินอ๋องถามด้วยความเยือกเย็น

     

                   “ก็ส่วนหนึ่งอีกส่วนก็เพราะคือตระกูลอู่เช่นพวกเจ้านั่นแหละ ที่บีบให้ข้าต้องทำเช่นนี้”

     

                   ชินอ๋องถอนหายใจยาวกับท่าทางของอู่หนานฟางทั้งที่รู้จักกันมานานแต่เขาก็ไม่แน่ใจเลยว่าที่ผ่านมา เขารู้จักตัวตนจริงๆของอีกฝ่ายไหม

     

                   “พาเขาไปขังดูแลให้ดีเล่า จนกว่าจะมีการตัดสินโทษ ห้ามให้นักโทษอู่หนานฟางเป็นอะไรเด็ดขาด”เสียงเรียบของชินอ๋องสั่งทหารชั้นดีต่างทำตามอย่างเคร่งครัดถูกลากตัวไปขังในคุกโดยไม่ปริปากพูดอะไรทั้งสิ้น

     

                   ชินอ๋องได้แต่ถอนหายใจอันที่จริงตัวเขาก็ยังรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นหลานชายผู้หนึ่งเป็นกบฏโดยการใช้ชีวิตของหลานชายอีกคนเข้าแลก

     

                   ทั้งสองคนล้วนแต่เป็นคนที่เขาวางใจเช่นสหายที่สนิทที่สุดการเปลี่ยนแปลงและสูญเสียครั้งนี้มันรุนแรงเกินไปจริงๆ

     

                   ร่างสูงจัดการเขียนคำให้การและสารภาพของอู่หนานฟางนักโทษกบฏให้เสร็จสิ้นก่อนจะเดินออกมาข้างนอก

     

                   ท้องฟ้าสว่างไสวกลับดูมืดมนเมื่อชายหนุ่มได้พบกับใครบางคนที่อยู่ตรงหน้า

     

                   “จ้าวอี้หยางนี่ไม่ใช่ที่ที่สตรีควรจะเข้ามาลำพัง” ใบหน้าสวยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ดวงตาที่เคยสดใสกลับเย็นชาทำให้หัวใจของเขาเจ็บไม่น้อยทั้งที่สตรีผู้นี้เคยสดใสร่าเริงมากแท้ๆ

     

                   “คารวะท่านอ๋องข้าต้องเสียมารยาทท่านแล้วเจ้าค่ะ” ร่างเล็กย่อลงเล็กน้อยอันที่จริงคนเป็นอ๋องก็พอจะรู้อยู่ว่าอีกฝ่ายมาทำอะไรที่นี่

     

                   “เจ้าโดนกักบริเวณอยู่มิใช่หรือ”

     

                   “ข้าหนีออกมาเจ้าค่ะข้ามีเรื่องที่อยากจะรู้ให้ได้ ไม่เช่นนั้น ใจของข้าคงไม่อาจสงบ”มือบางกำที่หน้าอกข้างซ้ายของตัวเองจนเสื้อผ้ายับใบหน้าสวยแปรจากนิ่งเฉยเป็นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด น้ำตาของนางคลอออกมาดูจากร่องรอบที่ขอบตาก็รู้ว่านางร้องไห้อย่างหนัก

     

                   “แต่ข้าต้องอยู่ด้วย”จ้าวอี้หยางเงยหน้ามองชินอ๋องก่อนจะพยักหน้ารับชายหนุ่มร่างสูงสั่งลูกน้องให้เปิดทางก่อนที่ตัวเองจะเดินนำหญิงสาวไปยังห้องขังในสุด

     

                   ทันทีที่หยุดนิ่งใบหน้าสวยของจ้าวอี้หยางก็มองนักโทษที่อยู่ในคุกด้วยสายตาอธิบายยากในขณะที่อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ

     

                   “ท่าน...อู่หนานฟาง” เสียงหวานเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างยากลำบากแต่อีกฝ่ายกลับมองตรงมายังร่างเล็กอย่างไม่สะทักสะท้าน

     

                   “ท่านน่ะเคยบอกว่าอยากใช้ชีวิตสงบสุขกับข้าที่เมืองเว่ย ท่านไม่มีทาง...”

     

                   “อี้หยางของข้าช่วยข้าด้วย” ชายหนุ่มพูดจาอ้อนวอนพลางเดินมาใกล้ๆ และนั่งลงกับพื้นเมื่อจ้าวอี้หยางได้ยินแบบนั้นก็ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อยนางนั่งลงและใช้มือสัมผัสใบหน้าของคนรักอย่างอ่อนโยนก่อนที่แววตาของชายหนุ่มจะเปลี่ยนจากอ้อนวอนเป็นเย็นชา

     

                   “คิดว่าข้าจะพูดอย่างนี้หรือจ้าวอี้หยาง”ทั้งแววตาของสีหน้าของอู่หนานฟางแสดงความเกลียดชังออกมาอย่างไม่ปิดบังจนหญิงสาวแข็งทื่อ

     

                   “หึจ้าวอี้หยาง จงรู้เอาไว้ ว่าตระกูลในแคว้นนี้ทั้งหมดข้าเกลียดที่สุดคือตระกูลจ้าวของเจ้า!”ใบหน้าหล่อเหลาพูดออกมาอย่างแสดงความรังเกียจไม่ปิดบัง ทั้งสีหน้าและแววตามองไม่ออกเลยว่านั่นคือคำโกหก

     

                   “ทะท่าน...”

     

                   “ตระกูลจ้าวของเจ้าเป็นก้างที่ขวางทางข้ามาตลอดโดยเฉพาะพี่ชายของเจ้าข้าพยายามเข้าหาเจ้าเพื่อจะหาจุดอ่อนพวกมันและจัดการมันทีละคน”อู่หนานฟางไม่รอให้จ้าวอี้หยางพูดอะไรก็ยิ้มพูดออกมาด้วยความสะใจ

     

                   “ส่วนเจ้า! ข้าไม่เคยรักเลยสักนิด...เป็นเพียงผู้หญิงใจง่ายที่ยอมข้าทุกเรื่อง แต่ไม่ปริปากเรื่องพี่ชายออกมาสักนิดข้าเลยจงใจเอาหลักฐานพวกนั้นไปไว้ที่เจ้าเพื่อเขี่ยเจ้าทิ้งไปพร้อมๆกับตระกูลผู้ดีจอมปลอมของเจ้า”

     

                   คำพูดสารภาพความจริงพร้อมกับการทำร้ายจิตใจอย่างสุดซึ้งออกมาจากปากของอู่หนานฟางอย่างไม่ต้องรักษาน้ำใจกันอีก

     

                   จ้าวอี้หยางพูดอะไรไม่ออกนางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เจ็บปวด ตัวเล็กสั่นเทาด้วยความเสียใจทั้งยังทรุดลงไปร้องไห้จนชินอ๋องต้องดึงแขนเล็กๆ นั้นเข้าหาตัวและประคองให้นางร้องไห้ที่อกของตนพร้อมกับมองอู่หนานฟางด้วยสายตาที่แสดงความรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน

     

                   หลอกใช้แม้แต่ความรู้สึกของสตรีอู่หนานฟางผู้นี้เกินเยียวยา!

     

                   เขาไม่สนอะไรทั้งนั้นรีบพาจ้าวอี้หยางที่หัวใจแตกสลายออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดโดยไม่สนว่าใครจะมองอย่างไร

     

     

    ... ... ...

     

     

                   บนรถม้าคันใหญ่ของจวนชินอ๋องชายหนุ่มยังคงกอดปลอบสตรีตัวน้อยที่ร้องไห้ไร้เสียงรถม้าก็กำลังเคลื่อนที่ไปตามเส้นทาง

     

                   “คุณหนูจ้าวจะรังเกียจหรือไม่ หากข้าอยากให้ท่านไปพักที่จวนของข้าก่อน”ชินอ๋องก้มลงถามหญิงสาวด้วยน้ำเสียงไม่ดังไม่เบา อีกฝ่ายก็พยักหน้าเบาๆเป็นการตอบรับ

     

                   สำหรับจ้าวอี้หยางยามนี้นางไม่อยากเจอผู้คนไม่ว่าจะใครยิ่งกว่าไปเจอจ้าวซินเยว่ที่ต้องสูญเสียแม่ทัพไปตลอดกาล ยิ่งทำให้นางรู้สึกแย่กว่าเดิม

     

                   รถม้าของชินอ๋องหยุดนิ่งร่างสูงเดินลงมาก่อนจะยื่นมือให้เจ้าของมือบางยื่นลงมาจับ ภาพของชินอ๋องมาพร้อมกับสาวงามนั้นหาได้ยากยิ่งหากแต่สาวงามคนนั้นกลับกลายเป็นคนรักของกบฏผู้ทรยศทั้งใบหน้ายามนี้ก็เต็มไปด้วยความเศร้าไม่เหมือนจ้าวอี้หยางที่ผ่านๆ มาสักนิด

     

                   ยามนี้คนข้างนอกคงจะเอาไปพูดกันต่างๆนานาเกี่ยวกับนาง ชินอ๋องก็พอจะคาดเดาได้

     

                   “ไปบอกจ้าวหานว่าจ้าวอี้หยางอยู่กับข้า ข้าจะดูแลอย่างดี และจะส่งนางกลับอย่างปลอดภัย”ชินอ๋องสั่งลูกน้องของตนเองก่อนจะเดินนำหญิงสาวเข้าไปด้านใน

     

                   จวนชินอ๋องยังคงกว้างใหญ่บ่าวยังคงให้ความเคารพนางเช่นเดิมเพียงแต่นางในสภาพนี้ไม่รู้เลยว่าควรจะทำตัวอย่างไร

     

                   “ท่านอาจารย์!” เสียงเรียกของเด็กชายตัวน้อยดังลั่นจนใบหน้าสวยต้องเงยหน้าขึ้นมองเด็กชายตัวน้อยรีบวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว หยุดต่อหน้าบิดาและอาจารย์ด้วยรอยยิ้ม

     

                   “คารวะท่านพ่อคารวะท่านอาจารย์ขอรับ”

     

                   “หากครั้งหน้าจะวิ่งก็ควรจะระวัง”ชินอ๋องมักจะเป็นเช่นนี้ชายหนุ่มไม่ได้ห้ามมิให้ลูกน้อยซนแต่จะสอนให้ระมัดระวังเสมอ ทำให้เด็กชายยิ้มรับคำนับว่าเป็นวิธีการสอนที่แปลก แต่นั่นก็ทำให้อ๋องน้อยเป็นเด็กชายที่ร่าเริง

     

                   “ท่านอาจารย์อี้หยางมาพอดีเลย ข้ามีเรื่องอยากจะให้ท่านช่วยเหลือพอดี” เด็กชายเดินผ่านบิดาไปจูงมือหญิงสาวทันทีโดยไม่สนใจผู้เป็นพ่อชายหนุ่มร่างสูงมองลูกชายจูงมือสตรีก็เลิกคิ้วขึ้นพลางหัวเราะในลำคอ

     

                   ร้ายกาจนักนะตัวแค่นี้...

     

                   เขาบ่นในใจพลางส่ายหน้าแต่มันก็ดีเหมือนกัน เพราะมันน่าจะทำให้จ้าวอี้หยางรู้สึกดีขึ้นมาบ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี

     

     

    … … …

     

     

                   “เจ้ามาเป็นคนส่งสารให้ข้าเถอะ รุ่ยอ๋อง มีแค่เจ้าเท่านั้นที่จะทำมันได้”

     

                   แม้ใบหน้าจะยินดี แต่ใครจะรู้ว่านั่นคือความยินดีจอมปลอมการเป็นคนส่งสารนั้นอาจจะเป็นคนที่สำคัญก็จริงแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสำคัญมากพอที่จะสามารถขึ้นปกครองผู้คนได้จึงได้รับหน้าที่ที่เสี่ยงตายเช่นนี้

     

                   “ขอบพระทัยท่านพ่อข้าจะทำมันให้ดีที่สุด”

     

                   ขอบพระทัยสิ่งใดกันเขามีความสามารถมากกว่าองค์รัชทายาท เก่งทั้งเรื่องบู๊และบุ๋นกว่าใคร เขาสมควรจะบัลลังก์ที่สุดในบรรดาบุตรทั้งหลายเหตุใด เขาถึงไม่ได้ในสิ่งที่ควรจะได้

     

                   ไม่เช่นนั้นเขาจะพยายามเป็นเลิศทุกด้านเพื่ออะไรกัน

     

                   มือหนาลอบกำแน่นแม้ใบหน้าจะยิ้มยินดี

     

                   “เจ้าต้องทำมันได้ดีอยู่แล้วเจ้าเป็นลูกที่ข้าภูมิใจที่สุด”

     

                   ภูมิใจงั้นหรือน่าสมเพชสิ้นดี หากภูมิใจ จะส่งให้เขาไปทำหน้าที่เสี่ยงตายเช่นนี้หรือ

     

                   “ข้าก็หวังว่าจะไม่ทำให้ท่าผิดหวัง”ร่างสูงค้อมหัวเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มมุมปาก

     

                   เพราะงั้นข้าถึงพยายาม ไม่คิดเลยว่าความพยายามของข้าจะสูญเปล่าถึงเพียงนี้

     

                   ทำไม...ทำไมกัน ถึงไม่ยอมให้ข้าขึ้นเป็นรัชทายาท

     

                   หรือเพราะข้าเป็นลูกชายของสตรีที่ไม่พึงใจ...

     

                   หึ...ก็คงเป็นเช่นท่านแม่ว่า อะไรก็ตามที่อยากได้ ก็ต้องแย่งมา... ไม่ว่าจะอำนาจ หรือบัลลังก์ก็ตาม!...

     

     

    #####

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน