เกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก

    บทที่ 104

    ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ป่าไม้ ลำธาร เนินเขาเล็กๆมากมาย บรรยากาศอบอุ่นพื้นที่อุดมสมบูรณ์กว้างใหญ่ไพศาล มนุษย์ต่างอพยพเดินทางจากแดนกันดารทางเหนือ เข้ามาตั้งถิ่นฐานกระจายกันไปทั่ว ศูนย์กลางของพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ มีทะเลสาบกว้างใหญ่งดงามอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ มีสัตว์ป่ามากมายอยู่อาศัย เมื่อมนุษย์มาตั้งถิ่นฐานการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ จึงไม่ลำบากอีกต่อไป แต่เมื่อมีคนมากขึ้นการใช้ทรัพยากรก็มากขึ้นตามไปด้วย ความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมีกลับเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าในป่าก็แห้งตายเหี่ยวเฉาจนหมดสิ้น แม้น้ำจะยังคงเต็มทะเลสาบอยู่ก็ตาม ชาวบ้านเกิดความอดอยากแร้นแค้น ซึ่งรวมไปถึงครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบงดงามนั้น ครอบครัวเกษตรกรเล็กๆที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูกสาวตัวน้อยวัย 10 ขวบ พวกเขาต้องอดอยากมาหลายมื้อ ทานเพียงน้ำประทังชีวิต วันหนึ่งพ่อ และแม่ของเด็กสาวตัดสินใจจะย้ายครอบครัวไปอยู่ที่อื่น แต่เด็กหญิงกลับไม่ยอม และวิ่งหนีออกไปร้องไห้คนเดียว ด้วยความรักในบ้านเกิด เด็กน้อยไม่อยากจากทะเลสาบงดงามแห่งนี้ไป ขณะที่เธอไปนั่งร้องไห้ที่ท่าน้ำนั้น เป็นคืนวันพระจันทร์เต็มดวงที่ท้องฟ้าแจ่มใส แสงจันทร์ส่องสว่างกว่าปกติสะท้อนผืนน้ำขึ้นมาต้องใบหน้าเด็กสาว เธอจึงหยุดร้องไห้ และมองตามไปที่แสงสะท้อนบนผิวน้ำ แสงสะท้อนน้ำสว่างจ้า แล้วก็ปรากฏร่างงดงามของสตรีสองคนขึ้นกลางผิวน้ำ ร่างหนึ่งใสสะอาดดุจผืนน้ำในทะเลสาบคือเทพีวารี อีกร่างสว่างนวลตาดุจดวงจันทร์ยามเต็มดวงคือเทพีจันทรา ทั้งสองมองมาที่เด็กสาวตัวน้อยด้วยความเอ็นดูสงสาร และได้กล่าวถามสาเหตุที่มานั้น เด็กหญิงผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ได้กล่าวออกไปตามจริง ว่าเธอไม่ต้องการจากทะเลสาบแห่งนี้ไป แต่เพราะความแห้งแล้งนั้นทำให้ครอบครัวของเธอต้องย้ายถิ่นฐาน สองเทพีผู้อารีทรงรับรู้ถึงความจริงใจของเด็กสาว จึงกล่าวความจริงออกไปถึงสาเหตุความแห้งแล้ง ผลผลิตที่ไม่อาจเติบโตนั้น ก็เพราะเป็นการลงโทษจากทวยเทพที่เหล่ามนุษย์ได้ทำลายธรรมชาติมากเกินไป แต่เทพีทั้งสองยังคงมีความหวังในตัวของมนุษย์ดั่งเช่นเด็กหญิงตรงหน้านี้ พวกเธอจึงได้มอบบทเพลงศักดิ์สิทธิ์แก่เด็กหญิง ให้เธอได้ถ่ายทอดแก่ผู้คน  เทพีวารีมอบเนื้อเพลง เทพีจันทรามอบทำนอง เมื่อทั้งสองขับร้อง และบรรเลงบทเพลง พืชพันธุ์ที่เหี่ยวเฉาป่าไม้ที่ไร้ใบ ต้นหญ้าที่แห้งเหี่ยวก็ค่อยๆกลับฟื้นคืนมา เหล่าผู้คนในหมู่บ้านต่างตามเสียงเพลงอัศจรรย์อันไพเราะมาที่ริมทะเลสาบ ชื่นชมความอุดมสมบูรณ์ที่กลับคืนมา สุดท้ายเทพีทั้งสองได้กล่าวสั่งสอนให้ชาวบ้านให้รักษาดูแลธรรมชาติให้ดี และสืบทอดบทเพลงแห่งความอุดมสมบูรณ์ต่อไป โดยมีเด็กสาวตัวน้อยเป็นผู้สืบทอดขับขานบทเพลงเป็นคนแรก บทเพลงที่มีชื่อว่า ลูน่าซองค์ (Luna Song) (บทเพลงแห่งจันทรา) “และชาวบ้านก็เลยตั้งชื่อทะเลสาบแห่งนี้ว่าลูน่าซองค์เจ้าค่ะ” หญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนกล่าวอย่างยิ้มแย้มกับชายหนุ่มฉกรรจ์ ที่นั่งข้างๆเธอใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งใบร่วงเกือบหมดต้นอยู่ริมทะเลสาบ“อืม...ทำไมไม่ตั้งชื่อว่าเพลงแห่งจันทรา และวารีล่ะ ทั้งที่เทพีวารีก็ช่วยแต่งเนื้อร้องด้วยนะ?” เกษตรหนุ่มผมดำกล่าวถามหญิงสาว“ข้าก็สงสัยเหมือนกันตอนที่ท่านแม่เล่าให้ฟัง แต่ท่านแม่ก็บอกว่าท่านยายเล่ามาแบบนี้ แม้แต่คนอื่นๆเล่าเนื้อเรื่องก็เป็นเช่นนี้ และเด็กๆทุกคนก็ถามพ่อแม่ตัวเองด้วยคำถามเดียวกับที่ท่านภามถามเช่นกันเจ้าค่ะ” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียง และท่าทางล้อเลียนชายหนุ่มเล็กน้อย“นี่ ทำไมเจ้าถึงทำหน้าอย่างนั้นเล่ามีอา กลัวข้าจะถามอีกหรือไง ข้ารู้อยู่แล้วล่ะว่านิทานพื้นบ้านพวกนี้ก็ไม่ค่อยมีรายละเอียดปลีกย่อยสักเท่าไร แต่เน้นไปที่การบอกเนื้อหาที่สำคัญ นั่นก็คือการรักษาธรรมชาติ ไม่ใช้มากเกินไป หรือถ้าใช้ก็ต้องช่วยกันดูแลด้วย ไม่อย่างนั้นในอนาคตจะไม่เหลือจริงไหม?” ภามมองค้อนหญิงสาว พร้อมกล่าวอธิบายความเข้าใจของตนแก้เขิน“ฮ่าๆๆ โธ่! ท่านภามไม่เห็นต้องจริงจังถึงเพียงนั้นหรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง” มีอาหัวเราะชอบใจที่เห็นชายหนุ่มผู้เคร่งขรึม กลับมีท่าทางลุกลี้ลุกลนขึ้นมาภามที่ทำตัวไม่ถูกก็ลุกขึ้นยืนแล้วก็เดินไปหยุดยืนชมทิวทัศน์ที่ริมน้ำ หญิงสาวยังคงนั่งอมยิ้มอยู่ที่เดิม แต่สายตาของเธอก็มองแผ่นหลังหนาของชายหนุ่ม ที่ปกปิดไว้ด้วยเสื้อคลุมผ้าฝ้ายตัวหนาสีหม่น ไม่ทันไรก็ถึงเวลาอาทิตย์อัสดง แม้ว่าด้านทิศตะวันตกของทะเลสาบลูน่าซองค์จะเป็นที่ตั้งของเมืองฮาเวสตี้ แต่มันก็ยังห่างไกลเกินกว่าจะมาบดบังดวงตะวันลาลับขอบฟ้า จะยกเว้นปราสาทสูงใหญ่ที่มาตั้งเป็นฉากหน้าของพระอาทิตย์ยามเย็น แต่มันกลับทำให้องค์ประกอบของภาพที่เห็นลงตัวงดงาม ท่ามกลางสายลมเย็นฤดูใบไม้ร่วงที่พัดพาใบไม้สีแดง และเหลืองมาประกอบบรรยากาศให้อดีตทหารพรานมาดเข้มวัย 30 ปีที่กำลังยืนชมดวงตะวันอยู่ ดูเหมือนกับผู้กร้านโลกฝ่าฟันอุปสรรคมามาย ไม่ย่อท้อต่อความลำบากใดๆ เป็นบุรุษที่พึ่งพิงได้ และเป็นชายในฝันที่หญิงสาวทุกคนพร้อมจะฝากชีวิตไว้ มีอารู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาดท่ามกลางสายลมเย็น ไม่ใช่เพราะผ้าคลุมกำมะหยี่สีดำผืนใหญ่ที่เธอสวมใส่อยู่ แต่มาจากชายฉกรรจ์ผู้มีความลับมากมายตรงหน้า เธอที่เจอกับเขาเพียงไม่กี่ครั้ง และแทบจะไม่ได้คุยกันแต่กลับเกิดความรู้สึกแปลกๆแบบนี้ขึ้น หญิงสาวไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ ที่ผ่านมาด้วยความสามารถของเธอทำให้มีชื่อเสียงด้านการค้าเหนือกว่าเหล่าพ่อค้าหนุ่มจำนวนมาก ทั้งพ่อค้า และขุนนางมากมายต่างต้องการแต่งงานกับเธอ แต่มีอาก็ปฏิเสธตลอดมา ด้วยไม่ชอบนิสัยของคนเหล่านั้นสักคนเดียว ตอนนี้เมื่อเธอเกิดความรู้สึกที่ดีกับคนตรงหน้า มีอาไม่สนใจว่าชายหนุ่มจะเป็นเพียงชาวสวน เพราะคุณค่าในตัวของเขาที่เธอรู้มามันมากกว่านั้น หญิงสาวก็ควรที่จะไขว่คว้าเขาเอาไว้ เหมือนอย่างที่พี่ชายของเธอสนับสนุน แต่ที่สุดเธอก็หักห้ามใจตัวเองทันที และขอเพียงเฝ้ามองชายหนุ่มอย่างนี้ต่อไปจะดีกว่า‘นี่ข้าคิดอะไรอยู่เนี่ย เพิ่งรู้จักเขาได้ไม่นานเท่านั้น และยังมีงานสำคัญอีกมาก ถ้าข้ามาสนใจเรื่องความรู้สึกแบบนี้จะเสียงานใหญ่ได้ ความมั่นคงของตระกูลวีตาเร่ต้องมาก่อนสิ’‘แต่ถ้าเกิดเขาสนใจข้าขึ้นมาจริงๆล่ะ?’‘ไม่ๆวันนี้เขาก็เงียบเป็นปกตินั่นแหละ ถ้าข้าไม่เป็นฝ่ายชวนคุยก่อน เขาก็คงไม่คุยด้วย’‘ที่ท่านภามคุยกับข้าอย่างสนิทสนม เพราะนิสัยเขาเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่ใช่ๆเพราะเขารู้จักข้ามาสักพักแล้วต่างหาก และเพราะข้าเป็นน้องสาวของสหายด้วย’‘และที่สำคัญในวันนั้น วันที่เราเจอกันครั้งแรกแม้เขาจะดูเหมือนสนใจข้า แต่เพราะอยู่ระหว่างทำงานสำคัญ ข้าจำเป็นต้องใช้สิ่งนั้น แต่บังเอิญต้องร่วมงานกับเขาพอดี ท่านภามจึงถูกฤทธิ์ของมันเข้า’“เพราะเจ้าสิ่งนี้แน่ๆ” มีอาสับสนอยู่กับตัวเองสักพักเธอก็สรุปออกมาได้ พร้อมกับหยิบขวดน้ำหอมเล็กๆจากกระเป๋าเสื้อออกมาดู “เพราะอะไรเหรอ?” ภามเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าหญิงสาวตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้“อ้ะ! ท่านภาม ม...ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ท่านยืนชมพระอาทิตย์ตกดินเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ?” มีอาตกใจที่อยู่ๆชายหนุ่มก็เข้ามายืนตรงหน้าเธอจนตัวแทบจะชนกันอยู่แล้ว แต่หญิงสาวก็เก็บขวดน้ำหอมเข้ากระเป๋าเสื้อไปได้ทัน“เจ้าดูลุกลี้ลุกลนแปลกๆนะ ล่อลวงข้ามาที่นี่ใช่มีจุดประสงค์ใดรึไม่?” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมทำหน้าตาล้อเล่นกับเธอ“เอ๋! ท่านภามอย่าแกล้งข้าอย่างนี้สิเจ้าคะ ข้า...ข้าแค่อยากพาแขกมาชื่นชมธรรมชาติระหว่างทางเพื่อสร้างความประทับใจเท่านั้นเจ้าค่ะ ว่าแต่ท่านยืนชมพระอาทิตย์ตกดินอยู่เสียนานมีคนให้คิดถึงรึเปล่าเจ้าคะ? อุ้ย! ขอโทษที่เสียมารยาทเจ้าค่ะ” มีอารีบตอบกลับแก้เขิน แต่ก็เผลอถามเรื่องส่วนตัวของชายหนุ่มไป จึงได้แต่ก้มศีรษะขอโทษ“ฮ่าๆ เจ้านี่สมกับเป็นแม่ค้าจริงๆนะ มองทีเดียวก็รู้ว่าคิดอะไรอยู่” ภามยังขำกับท่าทางของหญิงสาวไม่หาย“แล้ว แล้วท่านภามคิดถึงใครอยู่เจ้าคะ” มีอายังไม่ทันได้ตั้งสติก็โพล่งถามออกมาด้วยความอยากรู้“คิดถึงผู้ชาย” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

    คล้ายกับเรื่องเกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก ที่คุณอ่าน