เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 80: ร้อยตำรวจโทปลอมตัวมา

            “มีขนมอะไรน่าอร่อยบ้างครับ”

            ภานุวัฒน์เอ่ยทักคนขายขนมเค้กเมื่อเจ้าแก๊งเด็กขอทานพาเดินไปยังจุดหมายริมฟุตบาทใกล้กับป้ายรถเมล์แล้วยังมีวินมอเตอร์ไซค์จอดอยู่แถวนั้นอีกด้วย

             

            “อร่อยทุกอย่างแหละน้องชายถ้าไม่อยากทานเค้กขนมปังฮอทด็อกก็มีนะ” 

            คนขายพูดพร้อมกับชี้ไปที่ขนมปังก้อนโตที่มีไส้กรอกอยู่ข้างในอื้อหือ ดูน่ากินจริง ๆ ด้วย

             

            “ฮอทด็อกชิ้นเท่าไหร่ครับ?”

            ไตเติ้ลซัก ถึงจะทานข้าวมาอิ่ม ๆ แต่พอเห็นของน่ากินก็เริ่มอยากจะทำตัวเองให้หิวขึ้นมาเล็กๆ เสียแล้วสิ

             

            “ห้าบาท” คนขายตอบ

            “ห๊ะ!?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันควัน

             

            เดี๋ยวนะ…ถึงข้าวของยุคนี้มันจะถูกกว่าปี 256X ก็เถอะแต่ไอ้แบบนี้นี่มันก็ถูกเกินไปแล้วนะ ขนมปัง ฮอทด็อก มีผักมีซอสจัดเต็มขนาดนี้อย่างต่ำ ๆ ถูก ๆ เลยมันควรจะชิ้นละสิบสองแล้วนะ

             

            “ห้าบาท เราก็คนทำมาหากินน่ะพี่รับมาก็ไม่ได้ขายเอากำไรมากอะไร เน้นขายหมด ไม่เน้นขายเหลือ” คนขายตอบ

            “แล้วเค้กเท่าไหร่ครับ?”

             

            “ชิ้นละสามบาท” 

             

            นั่น! ถูกเวอร์เกินความจริงไปอีกแบบนี้ไม่ได้เรียกว่าไม่ได้ขายเอากำไรมากแต่นี่คือขายไม่เอากำไรเน้นขาดทุนอีกต่างหากนะเนี่ยทำไมถึงมีคนมาขายของราคาโคตรถูกกว่าทุนในย่านทำเลที่ค่าครองชีพสูงได้ล่ะเนี่ยแบบนี้มัน…

     

            หรือว่า…? จะ…?

             

            “เด็ก ๆ อยากทานอันไหนเลือกเลยนะครับแจกให้น้องเค้าตามสบายเลยนะพี่ แล้วมาเก็บเงินที่ผม”

            ภานุวัฒน์บอกเด็ก ๆ แล้วหันมาบอกกับคนขายขนมอีกที

             

            “ใจดีนะเนี่ยน้องชาย เป็นอะไรกับเด็กพวกนี้กันล่ะ”คนขายขนมอวยลูกค้า 

             

            “เป็นคนที่พาลูกชายมาเดินเที่ยวห้างแล้วโดนเด็กพวกนี้ไถเงินน่ะครับแต่เดี๋ยวนี้แก๊งขอทานมันมีเยอะ ผมจะให้เงินก็ไม่สบายใจ กลัวจะเป็นผลเสียกับเด็ก ๆก็เลยเลี้ยงขนม ให้เป็นของกินมันได้ประโยชน์กับเด็กมากกว่าน่ะครับ” ภานุวัฒน์ตอบ 

             

            จังหวะนั้นคนขายขนมก็ชะงักคีมที่กำลังจะคีบขนมเค้กให้เด็กๆ ไปครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองสบตาชายหนุ่มกะพริบตาปริบด้วยสีหน้าที่ไตเติ้ลคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก

             

            “เป็นคนดีนะน้องชาย คนดีมาก ๆ เลย”

            คนขายขนมชมเชยไม่ได้อวยอย่างขอไปทีเหมือนในเมื่อครู่

             

            “เฮ้อ… เรามันไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่ฮีโร่ปราบมารอยากจะช่วยเด็ก ๆ แต่ก็ทำได้เต็มที่เท่านี้ล่ะครับไม่อย่างนั้นลูกชายผมก็ยังเล็กอยู่ เดี๋ยวแกจะมีอันตรายไปด้วย” 

            ภานุวัฒน์แกล้งพูดหยั่งเชิงอีกฝ่ายเหมือนกับว่าตัวเองรู้ชัดเจนว่าเด็กๆ พวกนี้เป็นเด็กจากแก๊งขอทานอย่างแน่นอน

             

            “ประชาชนคนธรรมดาทำได้แค่นี้ก็เยี่ยมมากแล้วครับถ้าทุกคนคิดได้รอบคอบเหมือนน้องชายไม่สักแต่มีน้ำใจหยอดเงินให้เด็กแล้วคิดว่าตัวเองทำบุญทำทาน…ถ้าเป็นแบบนั้นแก๊งขอทานก็หากินลำบาก เด็ก ๆ ก็จะไม่ต้องถูกลักพาตัวพ่อแม่ก็ไม่ต้องเอาลูกมาขายเข้าแก๊ง ตำรวจก็จะงานเบาลง ไปมุ่งจับโจรผู้ร้ายคดีอื่นๆ ตัดปัญหาสังคมไปได้เยอะมาก ๆ”

             

            หือ…?

            นี่มีการแบบว่าขายเด็กให้แก๊งขอทานอยู่ด้วยเหรอเนี่ยนึกว่าเด็กจะถูกลักพาตัวกันมาทั้งหมดซะอีก ว่าแต่ว่า…

             

            พี่คนขายเค้กครับ พี่หลุดทรงออกมาเยอะมากเลยนะครับเติ้ลแค่ลองเปิดช่องนิดเดียวพี่ชายเล่นพูดวิสัยทัศน์ตัวเองออกมาซะชัดเจนให้เติ้ลรู้เลยว่า

             

            ‘นี่มันร้อยตำรวจโทปลอมตัวมาชัด ๆ’

             

            ก็ว่าแปลกตั้งแต่ฮอทด็อกชิ้นละห้าบาทล่ะแถมยังไม่แปลกใจเลยด้วยนะ ตอนที่เขาพูดถึงว่าเด็กพวกนี้เป็นเด็กจากแก๊งขอทานเอายังไงดีล่ะเนี่ย สถานการณ์แบบนี้…

            ไตเติ้ลแอบเหลือบซ้ายมองขวาหาทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์และทั้งคนดวงซวยที่อาจจะเป็นหัวหน้ามาเฟียแก๊งขอทานคิดว่าถ้าลองมีร้อยตำรวจโทปลอมตัวมาขายขนมเค้กได้อย่างนี้แล้วแปลว่าไอ้ตัวบอสของแก๊งก็น่าจะอยู่แถว ๆ นี้ด้วยเช่นกัน 

             

            ชายหนุ่มมีความเห็นใจอยากช่วยเจ้าแก๊งเด็กขอทานพวกนี้อยู่แล้วมาตั้งแต่ไหนแต่ไรพอเห็นว่ามีร้อยตำรวจโทปลอมตัวมาขายขนมเค้กอยู่แถว ๆ นี้ก็ให้รู้สึกเบาใจขึ้นมาเล็กน้อยเขาคิดว่าตนควรจะเผือกสักนิดสักหน่อยดีไหม เป็นต้นว่าช่วยให้คนขายขนมเค้กได้คุยกับบอสของแก๊งลักเด็กได้ง่ายๆ แต่พอคิดอีกทีแล้ว…

             

            มันก็ยังสองจิตสองใจว่าใช่เรื่องที่ควรจะไปเผือกกับเรื่องของชาวบ้านให้หาซวยเข้าตัวเองอีกไหมวะเนี่ยชาติก่อนก็เผือกจนตายถ้าชาตินี้ยังจะต้องตายเร็วเพราะเผือกก็กังวลว่าลูกพลับจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง

             

            แต่ไอ้มุกร้อยตำรวจโทปลอมตัวมาเนี่ยนะ…ถ้าเจอในชีวิตก่อน ณ โลกปกติก็จะคิดว่าเจ๋งมากได้เจอร้อยตำรวจโทปลอมตัวมาสืบคดีของจริงเลยเว้ย! 

             

            แต่นี่มันมีคือโลกในนิยายการที่มาเจอร้อยตำรวจโทแฝงตัวอยู่ในโลกในนวนิยายเนี่ยหรืออาเฮียร้อยตำรวจโทคนนี้จะเป็นพระเอกจากนิยายสืบสวนเรื่องไหนของนักเขียนที่ต้องมาเคลียร์คดีลักพาตัวเด็กรึเปล่า? 

             

            หรืออาจจะเป็นมนต์รักบ้านทุ่งที่พระเอกทำคดีลักเด็กในเมืองแล้วเกิดพลาดโดนสั่งย้ายไปอยู่บ้านนา เจอนางเอกที่เป็นแม่เลี้ยงของลูกน้อยวัยสามขวบที่จริง ๆ แล้วเป็นลูกของพี่สาวและพระเอกเข้าใจผิดว่านางเอกสำส่อนท้องก่อนแต่งให้ตบตีกันพอประมาณแล้วเด็กน้อยก็จะเจอแก๊งลักเด็กจากตอนต้นเรื่องลักพาตัวพระเอกให้มาเคลียร์คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

             

            ‘...’

            เดี๋ยวนะถ้าพล็อตมันมาแนวนี้แล้วเกิดเขาดันไปเผือกแล้วทำให้เรื่องของนักเขียนนิยายคนนั้นพัง…

             

            พิจารณาเหตุและผลดีแล้วไตเติ้ลจึงตัดสินใจเหลือบมองหน้าของพี่ชายร้อยตำรวจโทปลอมตัวมาอีกให้แน่ใจว่าหน้าตาราศีดูคล้ายจะเป็นพระเอกในนิยายได้หรือเปล่าหากพอได้ตั้งใจสังเกตมองหน้าที่เนียนทาสีช็อกโกแลตกลบผิวขาว ๆ เอาไว้ไม่มิดแล้วก็ให้มองเห็นได้ชัดเจนว่า…

             

            ‘แม่เจ้าโว้ย! ศรราม เทพพิทักษ์[1] ปลอมตัวมา!?’

             

            ‘ศรราม หน้าตาเวอร์ชั่น 2539 วัยเอ๊าะนี่ยังหน้ากลมอยู่เลยนะเนี่ย’ 

            ตอนนี้ไตเติ้ลกำลังคิดในใจถึงยุคสมัยที่ตนเองเคยไปแหกปากตะโกนคำว่าเหินฟ้า[2]ที่ระเบียงโรงเรียนกับเพื่อน ๆ จนโดนฝ่ายปกครองตามมาเขกหัวอย่างนึกทึ่งเมื่อได้มายืนอยู่ต่อหน้าเหินฟ้าตัวจริง…เอ่อ…ตัวปลอมที่นักเขียนมโนเอาหน้าแกให้มารับบทเป็นพี่ร้อยตำรวจโทที่ต้องปลอมตัวอีกทีต่างหาก 

             

            อันที่จริงในปี 256X เขารู้สึกว่าศรรามหล่อเท่กว่านี้เยอะมาก ๆ ก็อารมณ์หนุ่มใหญ่วัยกำลังเท่ล่ะนะพอมาเห็นตอนที่ยังเอ๊าะ ๆ แถมอีกฝ่ายยังปลอมตัวอีกตอนแรกจึงไม่ชินตา จำหน้าไม่ได้แต่ถ้าเป็นระดับศรราม เทพพิทักษ์ปลอมตัวมาเองแบบนี้มันก็น่าจะชัดเจนแล้วล่ะนะว่าร้อยตำรวจโทคนนี้น่าจะเป็นพระเอกนิยายเรื่องใดเรื่องหนึ่งของนักเขียนที่ปลอมตัวมาสืบคดีอย่างแน่นอน 

             

            ‘….’

             

            แล้วยังไงล่ะฟะ!

             

            จะว่าไปแล้วไอ้นักเขียนนิสัยแย่ที่เติ้ลจำชื่อไม่ได้คนนั้นมันยังมีความแค้นกับเติ้ลอยู่ด้วยนี่หว่า

            ในความที่บังอาจใจคอโหดร้ายเขียนเรื่องให้เด็กดีน่ารักอย่างลูกพลับต้องเติบโตขึ้นไปเป็นวิญญาณร้ายเนี่ยเพราะฉะนั้นต่อให้นิยายมันจะพัง… 

             

            ก็ขอสาปส่งให้พังไปเลยก็แล้วกัน! 

             

            เด็ก ๆ แก๊งขอทานพวกนี้ดูแล้วก็ออกจะเป็นเด็กดีไม่ควรต้องดวงซวยโดนจับมาขอทานให้เติบโตขึ้นมามีอนาคตมืดมนแล้วเขาเองก็มีความคิดที่เป็นห่วงอยากจะช่วยเด็ก ๆ พวกนี้อยู่แล้วด้วยเพราะฉะนั้นงานนี้คงต้องขอเผือกโดยไม่สนใจเนื้อหาต้นฉบับของนักเขียนนิยายก็แล้วกันนะก็

             

            เติ้ลสะดวกของเติ้ลแบบนี้ มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะครับคุณนักเขียน!


    [1]ศรรามเทพพิทักษ์ ชื่อเล่น หนุ่ม (เรียกว่า หนุ่ม ศรราม) เป็นนักแสดง นักร้องพิธีกรชาวไทย โด่งดังจากบทเหินฟ้า (ละครเรื่องผยองปี 2536)ในปี 2537-2538 แสดงเรื่องดาวพระศุกร์ คู่กับคุณ กบสุวนันท์

    [2]ละครเรื่องผยองจะมีบทที่พระเอกของเรื่องจะไปแหกปากตะโกนชื่อตัวเองบนยอดเขาในยุคนั้นก็จะมีเด็กบ้า(เพื่อนไรต์เองค่ะ555+) จำนวนหนึ่งพยายามจะแหกปากตามแถว ๆโรงเรียน ตะโกนเหินฟ้า ตะโกนชื่อตัวเองบ้างเป็นเหมือนกันทุกโรงเรียนรึเปล่าก็ไม่รู้นะคะรู้แต่โรงเรียนเราเพื่อนฉันปัญญาอ่อนกันหนัก 5555+

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K! ที่คุณอ่าน