กำแพงประกอบไปด้วยสี่ด้านเท่า นอกจากประตูเพื่อเข้าออกแล้ว มีเพียงหน้าต่างบานเล็ก ๆ บานเดียวพร้อมท่อนเหล็กติดเป็นดั่งกรงขังดูแล้วไม่สบายตา ภายในห้องนอกจากเตียงนอนแล้วมีเพียงโต๊ะพร้อมเก้าตัวเดียวสำหรับคนเดียวเพียงเท่านั้น โชคยังดีที่ยังมีเครื่องปรับอากาศให้พอใช้ชีวิตไม่ลำบากจนเกินไปนัก แต่มันน่าอึดอัดที่มีกล้องคอยสอดส่องอยู่ตลอดเวลา คงมีเพียงแต่ในห้องน้ำเท่านั้นที่ยังพอให้มีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง
ปลายฝนนั่งเศร้าสร้อยอยู่บนเตียงคนเดียว เธอไม่ได้เศร้าที่ถูกจับตัวมา แต่เธอเศร้าที่ภายในห้องนี้ไม่มีอะไรทำนอกจากนั่งหายใจทิ้งไปวัน ๆ เธอรู้สึกเคืองตรงที่เธอพยายามร้องขอกระจกถ่ายทอดเพื่อใช้หาอะไรดูแก้เบื่อ แต่ศัตรูก็ปฏิเสธคำขอของเธออย่างไม่ไยดี
ตลอดที่อยู่ภายในห้องรับรองที่ใช้ขังตัวเธอ มีเพียงธัญญ่าที่จะมาทุกเวลาอาหารเท่านั้นที่จะพอให้เธอแก้เบื่อได้บ้าง
เนื่องจากธัญญ่าอยู่ที่นี่ในฐานะวีรสตรีของอาณาจักรศิขาที่เป็นคนนำตัวปลายฝนมาส่งกับกองทัพศิขากับมือของเธอเอง อีกทั้งยศระดับพันตรี มันยิ่งทำให้เธอรอดพ้นการสงสัยในพฤติกรรมของเธอ บวกกับปลายฝนได้เล่นบทนางร้าย เธอโวยวายทุกครั้งที่ไม่ใช่ธัญญ่ามายังห้องที่เหมือนคุกของเธอ แต่ทุกอย่างล้วนอยู่ในแผนการที่ธัญญ่าบอกให้เธอทำตาม หากมิฉะนั้นแล้ว แม้จะเป็นธัญญ่าเองก็คงยากที่จะหาทางมาพบกับปลายฝนเช่นนี้
“นี่เสื้อผ้าสำหรับวันนี้ค่ะ” ธัญญ่าวางเสื้อผ้าลงบนเตียง
“ขอบคุณค่ะ” ปลายฝนยิ้มเล็กน้อยให้ธัญญ่า
ธัญญ่าเห็นแบบนั้นก็แอบอดสงสารไม่ได้ เธอพูดด้วยเสียงที่อ่อนโยนแต่ภายนอกยังดูแข็งเกร็ง “อดทนอีกหน่อยนะคะ”
“รู้แล้วหรือยังคะว่าพี่คิมหันต์อยู่ที่ไหน?” ปลายฝนถามเข้าตรงประเด็นที่อยากรู้ทันที
ก่อนจะตอบ ธัญญ่าเดินเพื่อปรับองศาของตนเองให้บังกล้องวงปิดที่คอยสอดส่องพวกเธอไว้ เธอได้ลองตรวจสอบมาแล้วว่ามันไม่ได้มีเสียงมีแต่ภาพเท่านั้นที่คนเฝ้าดูจะได้เห็นแต่ไม่ได้ยิน
“ยังเลยค่ะ” ธัญญ่าส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อไม่ให้สังเกตเห็น “ฉันเกรงว่าเขาอาจขังคุณคิมหันต์ที่นี่เหมือนกัน หากเป็นเช่นนั้นจริง การหาคุณคิมหันต์จะเป็นเรื่องยากขึ้นและพวกเขาอาจสงสัยฉันมากขึ้นได้”
ปลายฝนยิ้มให้กับธัญญ่าอย่างอ่อนโยนพร้อมกับกล่าวว่า “ขอบคุณนะคะ พี่ธัญญ่า”
“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษองค์หญิงที่ต้องลากองค์หญิงมาเจอเรื่องแบบนี้” ธัญญ่ารู้สึกขมขื่น
ปลายฝนส่ายหัวเพื่อปฏิเสธสิ่งที่ธัญญ่าคิดทันที “ไม่เลย โชคดีต่างหากที่สายลับคือพี่ธัญญ่า ไม่อย่างนั้นพวกเขาต้องรู้แล้วว่าจริง ๆ ฉันคือใคร และเรื่องนี้อาจจะเลวร้ายกว่าในตอนนี้”
“แต่ตอนนี้ฉันก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าพวกเราจะรอดไปจากที่นี่อย่างแน่นอน” สีหน้าธัญญ่าหม่นหมองขณะพูด
“พี่ติดต่อกลับไปหาใครให้มาช่วยไม่ได้เลยหรือคะ?” ปลายฝนมองธัญญ่าเพื่อหาคำตอบ
ธัญญ่าส่ายหัวเบา ๆ อีกครั้ง และพูดว่า “ฉันจำเป็นต้องทิ้งลูกแก้วสื่อสารไว้ที่ธารา ไม่อย่างนั้นเมื่อมาถึงพวกเขาจะยึดไป ส่วนตอนนี้ฉันยังหาโอกาสออกไปหาลูกแก้วสื่อสารที่ปลอดภัยอันใหม่ไว้ใช้ไม่ได้เลย ทันทีที่ฉันออกไปจากตึก พวกเขาก็ยังแอบติดตามคอยสอดส่องฉันอยู่เช่นกัน”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ปลายฝนก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เธอรีบถามว่า “แล้วที่พวกเราคุยกันอยู่นี่ล่ะคะ? จะไม่ทำให้พี่ธัญญ่าเดือดร้อนเหรอ?”
“เมื่อฉันเข้าตึกมา ด้วยความที่กล้องวงจรปิดมีอยู่แบบทุกที่ แม้แต่ในห้องนี้ก็มี พวกเขาจึงไม่ได้กังวลว่าจะฉันจะพาเธอหนีไปได้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว” ปลายฝนรีบหันมองไปรอบ ๆ พร้อมกับใบหน้าที่ตกใจทันที ธัญญ่ารีบดีดนิ้วเรียกปลายฝนหันกลับมามองที่เธอแล้วพูดต่อว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง เท่าที่ฉันไปตรวจสอบมา กล้องที่คอยสอดส่องมันไม่ได้จับเสียงไปด้วย มีแต่ภาพเท่านั้นที่พวกเขาเห็น”
ปลายฝนถอนหายใจโล่งอกออกมา แล้วเธอก็ถามว่า “แล้วแบบนี้เราจะทำยังไงดีคะ? หรือให้ฉันใช้กษาปณ์มีนแล้วพังที่นี่หนีไปเลยดี? แต่ปัญหาคือยังหาพี่คิมหันต์ไม่เจอเลย”
“ไม่ต้องรีบ เมื่อถึงเวลาคงได้ใช้แน่ ตอนนี้ฉันกำลังรอคอยความหวังอยู่” ธัญญ่ามองไปทางหน้าต่าง แววตาของเธอดูยากจะหยั่งถึง
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับปลายฝน เธอไม่รู้ว่าแท้จริงธัญญ่าวางแผนไว้อย่างไรบ้าง เธอจึงตัดสินใจถามออกไป “ความหวังที่ว่าคืออะไรหรือคะ?”
ธัญญ่ากัดริมฝีปากก่อนจะปล่อยแล้วพูดว่า “ความหวังที่ว่าเทพไทจะไม่โง่เกินไปนะสิ”