อ๊ากกกก
ตอนี้หลินเฟิงร้องโหยหวดอยู่ภายในบ้าน โชคดีที่พ่อกับแม่ของเขาไม่อยู่ ไม่เช่นนั้นพ่อแม่ของเขาต้องเป็นห่วงแน่นอน
ตอนนี้ร่างกายของเขาเริ่มเสียหาย เซลล์ผิวหนัง หรือแม้กระทั้งกล้ามเนื้อของเขาเริ่มหลุดออกจากร่างกายของเขา แต่แน่นอนว่าหลินเฟิงไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้เพราะเขาหลับตาปี้และร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ส่วนเซล์ที่หลุดออกมานั้น ก็เริ่มกลายสภาพเป็นของเหลวสีดำ เหนียวเหนอะ แถมยังมีกลิ่นเหม็นอีกด้วย
ผ่านไปประมาณ ครึ่งชั่่วยาม เซลล์ร่ากายของหลินเฟิงก็หลุดออกจากร่างกายจนเหลือเพียงกระดูก รวมทั้งอวัยวะภายในเท่านั้นที่เหลืออยู่ และเรื่องราวน่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเริ่มมีเซลล์งอกเงยออกมาให้ ราวกับสร้างเซลล์ใหม่แทนที่เซลล์เก่าท่หลุดออกไป ส่วนอัตราการเกิดขึ้นใหม่ของเซลล์นั้นเร็วจนมองด้วยตาเปล่ายังรู้และเข้าใจเลย
แน่นอนว่ากระบวนการเหล่านี้หลินเฟิงก็ไม่รับรู้เช่นเคย เพราะเขาต้องจดจ่ออยู่กับความเจ็บปวดที่แสนสาหัสและทรมาน บางครั้งเขาก็คิดว่าการตายมันคงสบายกว่านี้ แต่เขานึกได้ว่าเพื่อความแข็งแกร่ง เขาจำเป็นต้องอดทนเอาไว้
อ๊ากกกกกกกกกกกกกก
และกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ของหลินเฟิงก็เจ็บปวดและทรมานมากกว่ากระบวนการกำจัดเซลล์เก่าเสียอีก เพียงดูจากสีหน้าและท่าทางที่แสนจะทรมานก็เดาได้ทันทีว่าความตายคงเป็นความเมตตาที่ใครก็ตามที่ถูกความเจ็บปวดเช่นนี้เข้าปราถนามากที่สุด
เวลาอีกหนึ่งชั่วยามก็ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายของหลินเฟิงใกล้จะสร้างเสร็จแล้วเหลือเพียงไม่นาน ในระยะเวลา หนึ่งชั่วยามนี้ หลินเฟิงต้องทนเจ็บปวดราวกับเข็มนับพันนับหมื่นทิ่มแทงเขาทั่วร่างกาย แต่ตัวหลินเฟิงที่ต้องทนกับความปวดนั้นไม่รู้เลยว่าเวลาไหลผ่านไปนานเท่าใด
สำหรับหลินเฟิงในช่วงเวลานี้นั้น เวลาของเขาไหลผ่านไปช้ามาก หนึ่งวินาทีราวกับหนึ่งวันสำหรับเขา เขาต้องร้องโหยหวนแบบไม่มีใครคิดว่ารุ่ยเยาว์อายุยังไม่ถึง 14 ปี ดีเลยด้วยซ้ำจะต้องมาทนรับความเจ็บปวดเช่นนี้
หลังจากนั้นไม่นานความเจ็บปวดที่หลินเฟิงได้รับก็เริ่มเบาบางลง จนสามารถหยุดร้องโหยหวนได้แล้ว แต่เขารู้สึกร่างกายของเขาอ่อนล้ามากจนลืมตาไม่ขึ้น และในที่สุดเขาก็หมดสติลงไปทั้งที่ยังแช่อยู่ในอ่างน้ำ
เช้าวันต่อมาหลินเฟิงได้สติพบว่าตัวเขานอนอยู่ในอ่างที่มีคาบสีดำเต็มไปหมดและฤทธิ์ของเลือดสัตว์อสูรก็หมดลงไปแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่รู้ว่าของเหลวสีดำข้นนี้คืออะไร และเขาก็คิดว่าคงเป็นเพียงของเสียที่ร่างกายขับออกมาตามที่เคยเจอมาในนิยาย
“ครึ่งขวดคงจะมากเกินไป หากยังเป็นเช่นนี้ร่างกายข้าคงพังก่อนแน่” หลินเฟิงครุ่นคิดถึงเรื่องเมื่อคืนที่เขาต้องพบเจอ แม้ว่าเขาจะทนได้ แต่เขาก็ไม่อยากทรมานมากขนาดนั้นอีกแล้ว
“เอาละ ไปฝึกฝนดีกว่า” หลินเฟิงกำลังจะลุกออกจากอ่างก็รู้สึกความเปลี่ยนแปลงของร่างกายทันที และนี้ทำให้เขาต้องตกตะลึงอย่างมาก
ร่างกายของหลินเฟิงนั้นเบามากๆรวมทั้งยังรู้สึกถึงพลังมากมายที่อยู่ภายในกล้ามเนื้อของเขา ตอนนี้เขารู้สึกว่าต่อให้ต้องรับการโจมตีของผู้ฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานขั้น 6 อย่างเต็มกำลัง เขาก็ไม่มีปัญหาใดๆเลยในการรับแบบตรงๆ
หลินเฟิงยังคงสำรวจร่างกายอย่างละเอียดถีถ้วน แล้วเขาก็พบว่าร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก มันมากจนเขายังต้องตกตะลึง เพราะหากเป็นเช่นนี้เขาสามารถฝึกฝนวรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกาย [ ปราการเหล็ก ] ได้ถึงขั้น 6เลย
ต้องรู้ก่อนว่าหลินเฟิงเพิ่งจะมาถึงขั้น 4 ในเมื่อไม่กี่วันก่อนเท่านั้น และนั้นคือสูงสุดที่ร่างกายของเขาสามารถฝึกฝนได้ แต่ตอนนี้สามารถฝึกฝนได้ถึงขั้น 6 แน่นอน มันช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปจริงๆ หลินเฟิงถึงกับยิกแก้มตัวเองแล้วปรากฏว่ามันไม่ใช่ความฝัน นี้ยิ่งทำให้เขาดีใจเข้าไปอีก
“การที่ต้องทนเช่นนั้น ก็ถือว่าคุ้มละนะ” หลินเฟิงแววตาเป็นประกายราวกับลืมความเจ็บปวดเมื่อวานไปสนิท ตอนนี้เขามีความคิดอยากลองแบบเมื่อคืนอีกครั้ง
“เอาละไว้คืนนี้ค่อยว่ากัน ตอนนี้ไปฝึกฝนก่อนดีกว่า”หลินเฟิงพรึมพรำพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนจะร่าเริง เพราะเขาจะฝึกฝนวรยุทธ์ [ ปราการเหล็ก ] ได้รวดเร็วมากขึ้นนั่นเอง
หลังจากหลินเฟิงเตรียมตัว เก็บกวาดทุกอย่างเรียบร้อยเขาก็ไปกินข้าวกับบิดามารดาของเขา จากนั้นเขาก็ไปฝึกฝนต่อโดยไม่บอกเรื่องเมื่อคืนให้คนอื่นๆฟัง ไม่เช่นนั้นพวกเขาต้องเป็นห่วงหลินเฟิงและไม่ต้องการให้หลินเฟิงทำแน่นอน
หลินเฟิงตัดสินใจฝึกฝนวรยุทธ์ป้องกัน [ ปราการเหล็ก ] ต่อทันที วรยุทธ์นี้ยากเพราะต้องใช้เวลาในการฝึกฝนร่างกาย มักทำให้หลายๆคนท้อไปก่อน แต่สำหรับหลินเฟิงที่มีวิธีการและแนวทางการฝึกฝนรวมทั้งทรัพยากรมากมายนั้น หาได้ขาดตกอันใดไป และเมื่อรวมกับพรสวรรค์ในการเรียนรู้ฝึกฝนวรยุทธ์แล้วละก็ ไม่ถือว่าเสียเวลาอันใดเลย
ตลอดเวลาทั้งวันหลินเฟิงฝึกฝนเพียงวรยุทธ์ป้องกัน [ ปราการเหล็ก ] เท่านั้น และเขารู้สึกว่าเขาสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วกว่าเมื่อก่อนหายเท่านัก ทำให้เขาคิดว่าคงใช้เวลาเร็วกว่าที่เขาคิดไว้สัก สองเท่าก็จะบรรลุขั้น 5 ได้แน่นอน
หลินเฟิงไม่ได้กลับบ้าน เขาออกไปข้างนอก บริเวณป่าหลังตระกูล เพราะเขาไม่อยากให้พ่อแม่เขารู้ว่าเขาฝึกฝนพิศดารอันใด แล้วพวกเขาต้องเป็นห่วง จะยิ่งทำให้หลินเฟิงมีข้อจำกัดตามไปด้วย ดังนั้นเขาจึงเตรียมตัวไว้ตั้งแต่ออกมาจากบ้านเมื่อเช้าแล้ว
“เอาละ เอามาลองกันอีกครั้งดีกว่า” หลินเฟิงไม่รอช้า เขาผสมเลือดสัตว์อสูรที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งลงไป และไม่รอช้า เขากระโดดลงไปทันที
ตูมมมม
หลินเฟิงรู้สึกถึงความเจ็บปวดทรมาน แต่ทว่ามันไม่มากเท่าเมื่อวาน มันเป็นความเจ็บปวดที่หลินเฟิงสามารถทนได้ และเขารู้สึกว่ามันไม่ถึง 1 ใน 10 ของความเจ็บปวดที่ขาได้รับเมื่อวานนี้ด้วยซ้ำ ทำให้เขาคิดว่าร่างกายของเขาคงพัฒนาได้ไม่มากเท่าเมื่อวานแน่นอน
หนึงชั่วยามก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลินเฟิงก็ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอีก และเขาก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาไม่ได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดเช่นเดียวกับเมื่อวานทำให้เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย การพัฒนานี้ไม่พอที่จะทำให้เขาฝึกฝนวรยุทธ์ป้องกัน [ ปราการเหล็ก ] ไปจนถึงขั้น 7 แน่ หากเป็นเช่นนี้คงใช้เวลาร่วมเดือนในการพัฒนาแน่นอน
จากสำรวจร่างกายและครุ่นคิดทุกอย่างหลินเฟิงก็เดินทางกลับบ้านของเขาด้วยสีหน้าหมองหม่นและผิดหวังอย่างมาก ตอนนี้เขาราวกับคนที่ถูกหญิงสาวหักอกมาอย่างไรอย่างนั้น ไม่นานเขาก็ถึงบ้านแล้วนอนพักเมื่อฝึกซ้อมในวันถัดมา
หากมีพวกผู้อาวุโสที่มีอายุและตำแหน่งสูงๆ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลไหนหรือใครก็ตามที่มีความรู้มากหน่อย ย่อมรู้ว่าสิ่งที่เกิดกับหลินเฟิงคืออะไร และหากเขารู้ความคิดของหลินเฟิงที่ว่ามันจะเกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากที่มันเพิ่งจะเกิดไปเพียงวันเดียว พวกเขาคงจะรุมฆาตกรรมหลินเฟิงเป็นแน่ เพราะสิ่งที่เกิดกับหลินเฟิงมันถถูกเรียกว่า การจุติร่างกาย
ในปัจจุบันนี้ ไม่มีใครที่สามารถทำให้เกิด การจุติร่างกายได้ มันคือสิ่งที่อยู่ในเรื่องเล่าตำนานเท่านั้น ปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถทำเช่นหลินเฟิงได้ และหากใครที่สามารถทำให้เกิด การจุติร่างกาย ได้ ร่างกายของพวกเขาจะพัฒนาไปสู่ระดับใหม่ แข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆมาก มันอาจจะคล้านกับการชำระร่างกาย แต่มันได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากๆ มันเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนต่างใฝ่ฝัน เพราะการชำระอาจจะยาก แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่การจุติร่างกายนั้นมันเป็นสิ่งที่ผ่านมาหลายร้อยหลายพันปีก็ยังไม่สามารถพบเจอได้เลย