หวนคืนสู่ห้วงฝัน

    จื่อเย่ผู้ลึกลับ

            ปราณกระบี่เป็นเส้นตรงพุ่งจัดร่างของสองผู้อาวุโสขอบเขตโอสถทองขั้นต้นตกตายไปอย่างง่ายดายนี่เป็นโอสถทองคนที่ 4 ที่จื่อเย่สังหารไปแล้ว ขนาดจางซวนที่เห็นภาพนี้ก็ยังต้องยอมรับว่าจื่อเย่คืออัจฉริยะที่ทรงพลังที่สุดเท้าที่เคยเห็นมาเมื่อเทียบกับพวกซวนหยวนป้ากับจื่อเย่แล้ว พวกซวนหยวนป้าไม่นับเป็นตัวอะไรเลยเทียบไม่ได้ไม่คู่ควรด้วยซ้ำ

            “นางหนูนี่ไม่เลวเลยขนาดไม่ได้ใช้ไพ่ตายทั้งหมดออกมากลับสังหารโอสถทองไปสี่คนส่วนคนสุดท้ายก็ไม่รอดอยู่ดี”อี้กล่าว

            ไม่นานโอสถทองคนสุดท้ายก็ตายผู้อาวุโสสำนักหลอมวิญญาณตกตายติดกันถึง5 คนเกรงว่าตอนนี้สำนักหลอมวิญญาณคงนั่งไม่ติดไปแล้ว

            “บ้าเอ้ยผู้หญิงคนนั้นอันตรายมากเกินไปไหนจะเจ้าเด็กแปลกๆนั่นอีกหากพวกมันรวมพลังกันละก็แม้แต่ข้าคง”ผู้นำกลุ่มหมาป่าขนแดงไม่สนใจลูกน้องทะยานร่างหนีทันที

            “หัวหน้าจะไปไหน”คนของกลุ่มหมาป่าขนแดงกลายเป็นงุนงงมองไปยังร่างของหัวหน้าตนวิ่งหนีไกลออกไป

            “หัวหน้าของพวกเจ้าหนีไปแล้วยังไงละฮ่า ฮ่า พวกเจ้าถูกทิ้งแล้ว” เจ้าเมืองเสินจีกล่าวขึ้นแม้สภาพจะน่าอนาถแค่ไหนแต่ก็เป็นของเขตโอสถทองบวกกับภาพตรงหน้าพวกเขากลุ่มหมาป่าขนแดงจึงแตกตื่นและวิ่งหนีกันคนละทิศคนละทาง

            “เป็นผู้ชายที่น่ารังเกียจมากถึงกับทิ้งผู้ติดตามของตัวเองได้อย่างหน้าตาเฉยแม้แต่คำสั่งถอยก็ไม่เอ่ยออกมา”จางซวนมองออกไปด้วยแววตาเย็นชา

            “ไม่เป็นไรอีกไม่นานข้าก็จะหลอมโอสถทองแล้วถึงตอนนั้นข้าจะเป็นคนไปสังหารเจ้านั่นเอง”จื่อเย่เดินเข้ามาสมบัติของผู้อาวุโสสำนักหลอมวิญญาณห้าคนในแหวนมิติมีไม่น้อยจางซวนมองไปยังแหวนมิติตาเป็นมันจนจื่อเย่อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม

            “เอาไปถึงยังไงเจ้าก็มีคุณความชอบดังนั้นพวกเราจะแบ่งสมบัติกันครึ่งหนึ่ง” จื่อเย่กล่าว

            “รวมค่าอาหารที่เจ้ากินทุกวัน7 ต่อ 3 เป็นอย่างไร ข้าเจ็ดส่วนเจ้า 3 ส่วน” จางซวนกล่าว

            “นี่เจ้าไม่โลภมากเกินไปหน่อยงั้นเหรอ6 ต่อ 4 ข้าให้เจ้า 6 ห้ามต่อลองไม่งั้นเจ้าจะไม่ได้แม้แต่นิดเดียว” จื่อเย่กล่าว

            “ไม่มีปัญหา”จางซวนยิ้มกว้างและรับสมบัติมาแม้สมบัติพวกนี้จะไร้ประโยชน์ต่อจากซวนเพราะมันไม่เหมาะกับวิชาที่จางซวนบ่มเพาะแต่ว่าสามารถนำไปขายได้

            “ขอขอบคุณทั้งสองท่านจริงๆที่ให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้แม้จะน่าเสียดายที่ไม่อาจสังหารหัวหน้ากลุ่มหมาป่าขนแดงแต่อย่างน้อยตอนนี้คนในกลุ่มส่วนใหญ่ก็ถูกจับกุมและสังหารไปแล้วพวกนั้นคงไม่อาจออกมาก่อเรื่องได้อีกนาน”เสินจีกล่าว

            “การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ข้าใกล้จะทะลวงขอบเขตโอสถทองแล้วรอให้ข้ากลายเป็นโอสถทองก่อนข้าจะออกไล่ล่าเจ้านั่นเอง”จื่อเย่กล่าว

            “เช่นนั้นข้าขอเป็นตัวแทนชาวเมืองขอบคุณเซียนกระบี่จื่อเย่ล่วงหน้า”เสินจีกล่าว

            “การต่อสู้ครั้งนี้ทางข้าและร้านสมุนไพรต่างๆก็ใช้สมุนไพรไปจนหมดเกรงว่าคงไม่อาจเปิดร้านได้อีกหลายวัน”จางซวนกล่าว

            “นักปรุงยาจางไม่ต้องกังวลเรื่องในครั้งนี้ข้าได้แจ้งไปยังองค์จักรพรรดิของอาณาจักรแล้วแม้อีกฝ่ายจะส่งกำลังเสริมมาไม่ทันแต่ค่าชดเชยยังต้องมีดังนั้นทั้งสองจะได้รับรางวัลและการชดเชยอย่างแน่นอน” เจ้าเมืองเสินจีกล่าว

            “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านเจ้าเมืองแล้วข้าเป็นแค่คนยากจนไม่มีเงินทองมากนัก” จางซวนหัวเราะ

            ผ่านไปหนึ่งวันกองกำลังส่วนใหญ่ของกลุ่มหมาป่าขนแดงก็ถูกจับและสังหารใครก็ตามที่ขัดขืนล้วนแต่ถูกสังหารทันทีส่วนคนที่ยอมแพ้จะถูกจับและถูกส่งตัวไปเป็นทาสแรงงานอีกที

            พวกจางซวนก็วิ่งวุ่นคอยช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของพวกทหารและผู้คนในเมืองจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนส่วนจื่อเย่กลับไปเตรียมความพร้อมในการหลอมโอสถของตัวเองแล้ว

            สามวันต่อมาคนของเมืองหลวงก็มาถึงและได้เข้าตรวจสอบสถานการณ์เมื่อเห็นว่าเมื่อถูกรักษาเอาไว้ได้ก็เอ่ยชื่นชมเจ้าเมืองยกใหญ่แน่นอนว่าย่อมต้องมาพบกับจางซวนด้วยตัวเอง

            “ครั้งนี้นักปรุงยาจางสร้างผลงานใหญ่หลวงไม่เพียงแต่ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้กับผู้คนเม็ดยาที่นักปรุงยาจางผลิตก็ดึงดูดผู้คนในเมืองหลวงไม่น้อยนักปรุงยาจางสนใจจะไปเมืองหลวงกับข้าหรือไม่ไปเปิดร้านที่นั่นท่านจะต้องมีชื่อเสียงแน่”ขุนนางคนหนึ่งกล่าว

            “ข้าคงต้องขออภัยเส้นทางของข้าไม่ได้ผ่านเมืองหลวงแต่อ้อมไปอีกเส้นทางหนึ่งหลังจากอยู่ที่เมืองเหิงอีกไม่ถึงปีข้าก็ต้องออกเดินทางต่อ”จางซวนกล่าว

            “คือว่าเป็นอย่างงี้”เจ้าเมืองกระซิบกับขุนนางข้างๆ

            เมื่อได้ฟังขุนนางก็ตกใจไม่กล้าเสียมารยาทกับจางซวนอีกส่วนจื่อเย่แน่นอนว่านางไม่สนใจจะพบอีกฝ่ายและด้วยสถานะที่ไม่ธรรมดาของจื่อเย่ขุนนางก็ไม่กล้าเสียมารยาทกับนางเช่นกัน

            หลังจากตรวจสอบผลงานแล้วขุนนางก็เขียนรายงานส่งกลับไปที่เมืองหลวงเพื่อให้ทางราชสำนักมอบรางวัลให้กับผู้กล้าที่ออกไปสู้รบในครั้งนี้

            หนึ่งเดือนต่อมาขบวนของราชสำนักก็มาถึงในขบวนขนทรัพยากรทั้งอาหารจำนวนมากเข้ามาในเมืองแล้วส่งมอบให้เจ้าเมืองไปแจกจ่ายให้กับเหล่าทหารกล้าส่วนพวกจางซวนแน่นอนว่าได้รับเป็นศิลาปราณเป็นการตอบแทนจางซวนได้ถึงหนึ่งพันก้อนเพราะจางซวนไม่แพงแต่ออกแรงต่อสู้และแต่ยังออกเงินและสมุนไพรส่วนตัวในการปรุงยารักษาผู้คนย่อมต้องได้รับค่าชดเชยมากหน่อย

            ส่วนจื่อเย่ได้ศิลาปราณระดับต่ำ600 ก้อนสำหรับจื่อเย่นางไม่ได้สนใจมากนักเพราะตอนนี้นางถึงขอบเขตโอสถทองแล้วศิลาปราณระดับต่ำแทบไม่มีค่าสำหรับนางแล้ว

            “เจ้าจะออกเดินทางเมื่อไหร่”จื่อเย่มองจางซวนที่กำลังทำอาหารอยู่

            “อีกไม่เกิน8 เดือนข้าก็จะออกเดินทาง” จางซวนกล่าว

            “เจ้ามีเป้าหมายหรือไม่”จื่อเย่กล่าว

            “แน่นอนเจ้าถามข้าทำไม” จางซวนกล่าว

            “เพราะข้าไม่มีเป้าหมายยังไงละตอนนี้ข้ากำลังลังเลว่าจะไปที่ไหนต่อดีถึงอย่างไรก็เหลือเวลาอีกนานกว่าจะถูกเรียกตัวกลับ”จื่อเย่กล่าว

            “ว่าแต่ข้ายังไม่เคยถามเจ้าเลยว่าเจ้ามาจากสำนักไหน”จางซวนกล่าว

            “ข้าไม่ได้อยู่ในสำนักที่จริงสำนักของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่เอาเป็นว่าข้าแค่มาหาประสบการณ์เท่านั้น”จื่อเย่กล่าว

            “อ้อ.....”จางซวนแค่ร้องรับทีหนึ่งก็ไม่ได้ถามต่อเห็นได้ชัดว่าเรื่องของจื่อเย่มันซับซ้อนเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องถามให้มากความถึงอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับตน

            “ในเมื่อเจ้ายังไม่ออกจากเมืองเช่นนั้นข้าจะออกไปล่าหัวเจ้าสารเลวนั่นก่อน”จื่อเย่กล่าวเสร็จก็ขี่กระบี่พุ่งออกไปแน่นอนว่าสารเลวที่นางหมายถึงคือผู้นำกลุ่มหมาป่าขนแดง

            “นางถามแบบนี้คงไม่ใช่ว่าจะตามพวกเราไปหนอกนะ”ตู้เม่ากล่าว

            “ไม่หรอกมั้งนางและข้าไม่ได้สนิทกันขนาดที่ต้องออกเดินทางด้วยกันอีกอย่างพวกเราคือกลุ่มชายล้วนแต่นางเป็นผู้หญิงคนเดียวคงไม่เหมาะ”จางซวนกล่าว

            “นายท่านอ่อนต่อโลกเกินไปแล้ว”พวกตู้เม่าส่ายหน้าชายหญิงออกเดินทางด้วยกันในยุทธภพเป็นเรื่องปกติไม่มีอะไรไม่เหมาะสมแต่เห็นได้ชัดว่าจางซวนยังอายุน้อยประสบการณ์ยังไม่มากดังนั้นจึงไม่แปลกที่ถูกส่งออกมาหาประสบการณ์ด้านนอก

            หลังจากผ่านหายนะไปร้านของจางซวนก็กลับมาเปิดอีกครั้งเม็ดยาแต่ละชนิดขายดีเป็นอย่างมากจางซวนจึงได้กำไรไม่น้อยส่วนสมบัติและเหรียญทองที่มีมากเกินไปจางซวนให้อี้และตู้เม่าออกเดินทางไปเมืองใหญ่ข้างๆเพื่อทำการแลกกับทรัพยากรในการบ่มเพาะแทน

            ตอนนี้จางซวนบ่มเพาะถึงขอบเขตปราณแท้ทรัพยากรที่ใช้จำเป็นต้องวางแผนให้ดีและการหาทรัพยากรเกี่ยวกับธาตุทั้งห้าก็สำคัญต่อจางซวนมากเพราะการพึ่งพาแค่ศิลาปราณระดับต่ำมันช้าเกินไปจากการคำนวณของอี้ หากจางซวนใช้แค่ศิลาปราณระดับต่ำในการบ่มเพาะจะต้องใช้เวลา 10ปีในการทะลวงขั้นย่อยจากต้นไปกลาง 50 ปีจากกลางไปสูง 100 ปีจากสูงไปสมบูรณ์และจำนวนศิลาปราณระดับต่ำที่ใช้ในการบ่มเพาะมีแต่จะยิ่งมากมายมหาศาลแน่นอนต้องขอบคุณรากวิญญาณห้าธาตุของจางซวนที่ทำให้จางซวนเจอกับความลำบากขนาดนี้

            “นักปรุงยาจางวันนี้ท่านมีเวลาหรือไม่ พอดีข้าล่ากวางมาได้อย่างจะชวนท่านไปทานด้วนกัน” ชายหนุ่มที่ย้ายมาอยู่ในเมืองก่อนการต่อสู้เริ่มขึ้นไม่นานพร้อมกันกับภรรยามักจะมาทักทายจางซวนอยู่บ่อยครั้งหลังจากทำความรู้จักกันจางซวนก็รู้ว่าชายหนุ่มคนนี้มีชื่อว่าป๋ายหลาง เป็นคนที่มีฐานะยากจนและอยากจะสอบเป็นขุนนางหลายปีมานี้เลยตั้งใจเก็บเงินซื้อตำรามาอ่านเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสอบขุนนางในอีก1 ปีข้างหน้า

            ส่วนภรรยาของป๋ายหลางนั้นเป็นหญิงสาวที่ไร้ครอบครัวว่ากันว่าครอบครัวของนางถูกโจรสังหารรอดมาได้แค่คนเดียวแล้วถูกป๋ายหลางช่วยเอาไว้ทั้งสองจึงเกิดมีความรู้สึกและแต่งงานกัน

            แม้ทั้งสองจะยากจนแต่ป๋ายหลางเป็นคนฉลาดขยันทำงานนอกจากรับจ้างเขียนตัวอักษรแล้วป๋ายหลางก็มักจะออกไปล่าสัตว์และนำกลับมาขายเพื่อแลกเงินหลังจากที่ภรรยาป่วยเมื่อไม่นานมานี้ป๋ายหลางที่ยากจนจึงไม่มีเงินไปซื้อยาแพงและได้มาเจอกับร้านของจางซวนจางซวนที่สงสารเลยมอบสมุนไพรให้อีกฝ่ายไปสองชุดเพื่อรักษาอาการป่วยของภรรยาป๋ายหลางทำให้ป๋ายหลางรู้สึกขอบคุณและมักจะมาหาจางซวนเพื่อขอบคุณและหากได้ปลาหรือล่าสัตว์ได้ก็มักจะนำมามอบให้กับจางซวนตลอดจนทั้งสองเป็นสหายกัน

            “สหายป๋ายไม่จำเป็นต้องลำบากเลยกวางที่ได้ไม่สู้นำไปขายแลกเงินมาเก็บไว้ดีกว่าส่วนเรื่องอาหาร ข้ายังพอมีวัตถุดิบอยู่เพียงพอ”จางซวนกล่าว

            “จะทำแบบนั้นได้อย่างไรข้าเป็นหนี้บุญคุณนักปรุงยาจางแค่แบ่งเนื้อสัตว์ป่าให้ไม่อาจแทบได้กับยาสองชุดที่นักปรุงยามอบให้ข้าหรอก”ป๋ายหลางกล่าว

            “ป๋ายหลางผู้นี้เป็นคนดีมากหากได้เป็นขุนนางคงได้เป็นขุนนางน้ำใสแน่กังวลแต่ว่าจะไม่รอบคอบพอตกเป็นเป้าหมายของพวกขุนนางสีดำ”ตู้เม่ากล่าว

            “นั่นสิในวงการขุนนางหากดีเกินไปมักจะอยู่ยากยิ่งไม่มีที่พึ่งยิ่งจบไม่สวย” ลูกน้องของตู้เม่ากล่าว

            “หุบปากไปซะหากพูดเรื่องดีๆไม่เป็นก็หุบปากไป” จางซวนหันมาถลึงตาใส่พวกตู้เม่า

            “ข้าก็แค่พูดความจริงนี่นา”ตู้เม่าบ่นในใจ

            “นักปรุงยาจางไม่จำเป็นต้องดุพวกเขาหรอกที่จริงสิ่งที่พวกเขากล่าวเป็นความจริงข้าเองก็ไม่ได้โง่ข้ารู้เรื่องนั้นดี ข้าจึงเตรียมแผนการต่างๆนาๆเพื่อเอาไว้รับมือสถานการณ์ยามที่ข้าได้เป็นขุนนางแล้ว”ป๋ายหลางกล่าว

            “เช่นนั้นข้าจะสอนวิชาแพทย์ง่ายๆให้กับเจ้าก็แล้วกันการทำพิษง่ายๆแต่ได้ผลดี รวมถึงการใช้สมุนไพรรักษาคนด้วยมันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้า”จางซวนกล่าว

             

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนสู่ห้วงฝัน ที่คุณอ่าน