บทที่136 หนีจระเข้มิพ้นเสือ
เสียงเอะอะโวยวายเกิดขึ้นทั่วทั้งเมืองไม่ว่าจะเป็นเหล่ากองกำลังทหารประจำเมือง หรือเหล่ามือปราบแห่งเมืองก็ต่างเคลื่อนไหวทั้งสิ้นพวกมันระดมกองกำลังปิดล้อมไปทั่วทั้งอาณาเขต กินพื้นที่ถึงผืนป่ารอบเมือง เส้าเทียนหากไม่มีปีกบินก็ยากที่หลบรอดโดยไม่ผ่านหูตาของพวกมัน!
เส้าเทียนไม่ว่าจะหลบหนีไปทิศทางใดก็ล้วนแล้วแต่มีกองกำลังทหารปิดกั้นหนึ่งในกลุ่มทหารก็มียอดฝีมือในมหาวิถีวจนะแซมอยู่ จึงไม่ง่ายที่จะตีฝ่าออกไป มันในตอนนี้ได้ถูกฝ่ายตรงข้ามล้อมกรอบมิอาจออกจากอาณาเขตของเมืองได้
“ดูเหมือนพวกมันจะทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างที่มีกับกับดักในครั้งนี้”
มันรู้ดีว่าฝ่ายตรงข้ามอาจซ่อนกับดักหรือกำลังคนรออยู่แต่ไม่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะทุ่มกำลังมากถึงเพียงนี้ หากพิจารณาดูแล้วกองกำลังทหารที่รักษาชายแดนก็คงถูกสั่งถอนกำลังให้มารวมตัวรออยู่ที่นี่อ๋องเว่ยหรือก็คือจักรพรรดิพระองค์ใหม่ผู้นี้มันยังให้ความสำคัญกับบัลลังก์มากกว่าความมั่นคงของแผ่นดินเสียอีก
“เจ้าช่างเห็นแก่ตัวแลไร้สามัญสำนึกจากก้นบึ้งอย่างแท้จริง!”
เส้าเทียนครุ่นคิดพลางโกรธแค้น ยิ่งนึกถึงเถ้าถ่านที่เก็บติดตัวมามันยิ่งต้องการเผชิญหน้าอ๋องชั่วผู้นี้เต็มที ทว่ามันในตอนนี้ทำได้เพียงแค่คิด ลำพังจะหนีรอดจากที่นี่ได้หรือไม่มันก็ยังไม่เห็นหนทาง
“ผู้ใดทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ที่นั่น!”
เสียงตวาดดังขึ้นจากเบื้องหลัง กลุ่มมือปราบประจำเมืองนับสิบผู้ต่างกุมจับด้ามกระบี่แลเยื้อย่างเข้ามา
“หันมาช้าๆ"
มือปราบเหล่านั้นยังตวาดต่อเนื่อง รอจนเห็นใบหน้าของเส้าเทียนได้อย่างชัดตาเสียงชิ้งจากการชักกระบี่อย่างพร้อมเพรียงค่อยดังมา
“เจ้าไม่ใช่คนของเมืองนี้"
“คำสั่งท่านหัวหน้ามือปราบ เมื่อราชโองการปรากฏเห็นใครแปลกหน้าให้สังหารทิ้งอย่าละเว้น!”
“ฆ่า!”
เส้าเทียนได้ยินเช่นนั้นก็พลันขมวดคิ้วหากสังหารคนแปลกหน้าทั้งหมดก็มิเท่ากับทำคนบริสุทธิ์เดือดร้อนหรอกหรือ
“ช่างเป็นราชโองการที่สารเลวนัก!”
ชายหนุ่มมีความโกรธแค้นอยู่แล้ว พอได้ยินถึงราชโองการให้สังหารคนไม่เลือกหน้ายิ่งทำให้มันเดือดดาลเป็นการใหญ่
“นายเลว ลูกน้องชั่ว ข้าจะล้างบางเงามืดอย่างพวกเจ้าให้สิ้น"
มือปราบผู้หนึ่งเสือกแทงกระบี่มาถึงแล้ว
“จะตายอยู่แล้วยังโอหังปากดี ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ….”
คำกล่าวพลันชะงักลง เมื่อแท่งโลหะสีดำได้สำแดงปาฏิหาริย์หนึ่งการลงมือ เหล่ามือปราบนับสิบก็ล้มระเนระนาดสิ้นชีพมิอาจตอบโต้ เป็นเพราะพวกมันในใจเต็มไปด้วยความอำมหิตมือเปื้อนเลือดผู้บริสุทธิ์มามิน้อย พวกมันจึงได้รับผลกรรมตอบแทนอย่างทันตา
เส้าเทียนหลบจากจุดที่ปะทะเมื่อครู่ออกไปยังอีกฟากหนึ่งเห็นศพพ่อค้าต่างเมืองนอนระเนระนาดพร้อมทรัพย์สินถูกรื้อค้น ได้นึกถึงคำสนทนาของเหล่ามือปราบเมื่อครู่หมัดของมันก็ยิ่งกำแน่น
“นี่มันต่างจากบ้านป่าเมืองเถื่อนตรงไหน!”
“โลกก็เป็นเช่นนี้ เพื่อความอยู่รอด ปลาใหญ่ไหนเล่าจะไม่กินปลาเล็ก”
เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นบริเวณหลังคาอาคารฝั่งตรงข้ามเส้าเทียนสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาที่แทรกมากับกระแสเสียง มันจึงกล่าวหยั่งเชิงออกไป
“ท่านกล่าวผิดแล้ว กฎของการดำรงตน ปลาใหญ่ไม่กินปลาเล็กก็สามารถดำรงชีพได้"
“นั่นคือปลาที่ใหญ่แต่ตัว แต่ไม่มีความกล้าพอจนน่าหัวร่อ"
เส้าเทียนส่ายศีรษะ
“นั่นคือปลาใหญ่ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงต่างหาก”
“เก่งกาจ มากคุณธรรม เฮอะ จะไปหาปลาใหญ่เช่นนั้นได้จากไหนยิ่งเหยียบในจุดที่สูงยิ่งมองเห็นได้ไกล เมื่อเห็นได้ไกลยิ่งต้องอยากที่จะเห็นได้ไกลกว่าเช่นนั้นจึงจำต้องอาศัยปลาเล็กเบื้องล่างเป็นหินรองขึ้นไป"
เส้าเทียนแหงนหน้าขึ้นไปบนหลังคา มองบุรุษวัยกลางคนที่นอนไขว่ห้างอยู่บนนั้น
“แล้วท่านเล่าเป็นปลาใหญ่ในแบบใด"
บุรุษกลางคนผู้นั้นลุกนั่งขึ้นมา
“ข้าเป็นปลาใหญ่ที่ถูกขังในบ่อทองคำที่สุดไพศาล"
เส้าเทียนผงกศีรษะ
“เช่นนั้นท่านก็คงเป็นได้เพียงปลาใหญ่ที่ถูกชักนำผู้หนึ่ง”
บุรุษกลางคนผู้นั้นกลับไม่มีทีท่าโกรธขึงมันกล่าวอย่างยอมรับ
“ก็ในเมื่อเจ้าของบ่อคือผู้เลี้ยงปลาข้าจะไม่ถูกควบคุมได้อย่างไร”
เมื่อมันลุกนั่งค่อยเห็นรูปร่างหน้าตาของบุรุษกลางคนได้อย่างชัดเจนคนผู้นี้ขนาดนั่งอยู่ยังดูสูงใหญ่ ผิวคล้ำ ใบหน้าเหลี่ยมหนาปกคลุมด้วยเคราดกดำ ข้างเอวเหน็บไว้ด้วยดาบปลายโค้งพร้อมเชือกม้วนยาวมันผู้นี้ครั้งหนึ่งเคยไล่ล่าแลหยุดยั้งฮุ่ยจวินและจางจวิ้นที่หน้าผาขาด มันก็คือผู้เฝ้าประตูแห่งวิหารยุทธ์นามของมัน อู่ถง!
นับแต่ที่อู่ถงได้สู้กับฮุ่ยจวิน ซึ่งเป็นฮุ่ยจวินที่ยังมิได้บัญญัติมหาวิถีเจ็ดดาราขึ้นมามันตอนนั้นยังรู้สึกตรึงมือมิน้อย แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมีพลังอ่อนด้อยกว่า เช่นนั้นมันจึงไม่ปรากฏความประมาทต่อผู้ใดอีกมันเป็นผู้ทะนงตน แต่ความทะนงก็แฝงไว้ด้วยความไม่ดื้อรั้น เช่นนี้มันจึงดูสุขุมแลน่ากลัวกว่าเมื่อคราที่อยู่หน้าผาขาดเป็นอย่างมาก
อู่ถงผู้นี้ประเมินเส้าเทียนมาพักใหญ่แล้วบุรุษหนุ่มผู้นี้เองก็อยู่ในมหาวิถีวจนะยุทธ์ เป็นจอมยุทธ์เหนือสามัญชั้นสูง แม้มีระดับพลังที่ต่ำกว่ามันหนึ่งระดับแต่ขึ้นชื่อว่าพลังปาฏิหาริย์ย่อมมีความพลิกแพลงซ่อนเร้นอยู่ ยิ่งมีเคล็ดวิชาดีก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งเสริมซึ่งกันมันเคยมีประสบการณ์ต่อสู้ในครั้งนั้น ครานี้จึงไม่ต้องการให้เรื่องราวในอดีตเกิดซ้ำซากอีก
เห็นท่าทีของอู่ถง เส้าเทียนก็รู้ถึงจุดประสงค์ของมันแต่หากประเมินจากพลังยุทธ์ในมหาวิถีวจนะที่แผ่กำจาย คนผู้นี้ย่อมเหนือกว่าตน เหตุใดจึงกลับกลายเป็นสุนัขรับใช้ของอ๋องเว่ยได้
“ไม่คิดว่ายอดฝีมือในเส้นทางแห่งจอมยุทธ์มหาวิถีวจนะจะเป็นปลาในบ่อให้แก่ราชวงศ์แคว้นหนึ่ง”
อู่ถงกลับพ่นลมหายใจออกมา
“เพียงราชวงศ์แห่งแคว้น ใยจะเป็นเจ้าของบ่อได้มันก็เป็นเพียงปลาอีกตัวที่อยู่ร่วมบ่อเดียวกันเท่านั้น”
เส้าเทียนมิใช่คนโง่ เพียงคำกล่าวนี้มันก็ทราบได้ทันที
“นิกายเทวะวจนะกลับช่วยถือหางมันเพียงนี้”
“ก็มันเป็นปลาที่อ้วนท้วนสมบูรณ์มากที่สุดเช่นนั้นเจ้าของบ่อจะไม่เลี้ยงไว้ให้ดีได้อย่างไร"
หากเอ่ยถึงสถานที่ที่ส่งเครื่องบรรณาการได้มากที่สุดและตรงเวลามิเคยขาดตกราชวงศ์แห่งแคว้นเว่ยย่อมถูกนึกถึงเป็นอันดับแรก เช่นนั้นมันจะมิได้รับการดูแลอย่างเป็นพิเศษได้อย่างไรผู้ใดก็คงไม่ต้องการสูญเสียอู่ข้าวอู่น้ำของตน
เส้าเทียนกำชับแท่งโลหะสีดำไว้แน่น อู่ถงก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ยอมเป็นปลาที่จำนน ยังดีกว่าดิ้นรนในอ่างที่เจ้าไม่มีวันหลุดพ้นจะดีกว่า"
เป็นครั้งแรกที่สายเลือดแห่งมังกรของมันเดือดพล่านอย่างรุนแรงนิกายเทวะวจนะอันยิ่งใหญ่ เจตจำนงของพวกมันดูไปมิต่างจากอ๋องเว่ยแม้เพียงนิด หรือจะบอกว่าอ๋องเว่ยสืบทอดเจตจำนงแลวิธีของพวกมันมาเลยก็ว่าได้
หากพวกมันมองว่าทุกชีวิตบนโลกคือปลา หากพวกมันขังปลาเพื่อค่อยๆกลืนกินจนหมดสิ้น เช่นนั้นตนที่เป็นปลา ก็จะขอเป็นปลามังกรที่ทะยานบินออกจากอ่างทองคำที่กว้างใหญ่เหนือไพศาลซักหน!
แท่งโลหะสีดำคล้ายตอบสนองต่อความคิดของเส้าเทียนพลังยุทธ์ที่กอปรไปด้วยพลังปาฏิหาริย์ระดับเหนือสามัญชั้นสูงได้ก่อลักษณ์ โครงกระดูกรูปมังกรได้ฉวัดเฉวียนพันตู่มันจะขอดิ้นรนสู้เคียงข้างปลาเล็กอย่างชาวประชาทุกคน!
อู่ถงพ่นลมหายใจออกมาอีกครา มันมองแววตาที่ดื้อรั้นแน่วแน่ของเส้าเทียนคล้ายกับได้เห็นนัยน์ตาของฮุ่ยจวินเมื่อคราที่หน้าผาขาด
“บ่อน้ำแห่งนี้กลับมีปลาที่บ้าบิ่นและโง่งมขึ้นมาอีกตัวแล้วเมื่อครู่ข้าอุตส่าห์ให้โอกาสเจ้า เห็นความน่าสนใจในตัวเจ้า แต่เมื่อเจ้าคิดปฏิเสธน้ำใจนี้ข้าคงได้แต่ต้องจัดการปลาที่นอกคอกอีกตัวแล้ว!”
“พวกเจ้ามิใช่เจ้าของปฐพี อย่าได้คิดเลือกทางเดินชีวิตแทนผู้อื่น!”
ภายใต้เสียงคำราม เสียงอากาศที่ขวับเขี้ยวก็ติดตามมาแท่งโลหะสีดำปลดปล่อยพลังรูปโครงกระดูกมังกรสีเหลืองจางให้พุ่งฉวัดเฉวียน อู่ถงที่เป็นจอมยุทธ์ในมหาวิถีวจนะมีระดับพลังอยู่ในขั้น ราชันย์ยุทธ์ชั้นต่ำ แม้ตามระดับพลังของมันจะเหนือกว่าเส้าเทียนระดับหนึ่งแต่พอได้เผชิญเคล็ดวิชาที่ปลดปล่อยของบุรุษหนุ่ม มันก็บังเกิดความตรึงเครียดขึ้นทันทีหากพลังมังกรนี้สมบูรณ์ อานุภาพของพลังจะร้ายกาจเพิ่มพูนถึงเพียงไหน
อู่ถงกระโดดม้วนตัวหลบลงจากหลังคา เสียงตูมใหญ่พร้อมกับกระเบื้องดินเผามุงหลังคาก็กระจัดกระจายหายไปแถบหนึ่งอู่ถงนึกว่าตนหลบรอดแล้ว แต่ความปาฏิหาริย์ของพลังรูปโครงกระดูกมังกรนี้ก็เปิดเผย มันไม่เพียงมุ่งโจมตีแค่หนเดียวแต่มันสามารถแปรเปลี่ยนนำวิถี ติดตามจู่โจมเข้าหาร่างของอู่ถงอย่างต่อเนื่อง!
“วิชาที่ร้ายกาจ!”
อู่ถงคำรามลั่นพร้อมปลดปล่อยกายาราชันย์ยุทธ์ร่างของมันตอนนี้ปกคลุมไปด้วยไอควันขาว ร่างกายแดงก่ำร้อนจี๋ราวถ่านที่ลุกไหม้ รอจนพลังรูปโครงกระดูกมังกรมุ่งมาเพลงดาบตัดตะวัน เคล็ดวิชาประจำกายของมันก็สำแดงเดช
ดาบปลายโค้งเคลื่อนไหว ตวัดเฉียงจากล่างขึ้นบนนำพาพลังยุทธ์แดงก่ำคมกริบตัดเฉียงพลังรูปโครงกระดูกมังกร ดาบนี้ราวกับอัดแน่นด้วยพลังที่สามารถตัดตะวันทอดผ่านนภาเช่นนั้นมันจึงผ่าทะลวงโครงกระดูกรูปมังกรที่มุ่งมาได้!
ตูมมมม
เสียงระเบิดอย่างรุนแรงเกิดขึ้นตรงจุดใจกลางการปะทะส่งให้เหล่ามือปราบและกองกำลังทหารแห่กันมาอย่างรวดเร็ว แต่พวกมันยังช้ากว่าเพลงดาบตัดตะวันที่ลงมือต่อเนื่องอู่ถงฟันหนึ่งดาบออกไปในตำแหน่งที่เส้าเทียนยืนอยู่เพื่อหมายปลิดชีพชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
ทว่าเพียงร่างทะยานผ่านม่านฝุ่นผงที่ปกคลุมดาบตัดตะวันที่ฟันออกไปนี้กลับฟันถูกเพียงธาตุอากาศที่ว่างเปล่า
เส้าเทียนได้อาศัยจังหวะเมื่อครู่หลบหนีแล้ว
ที่แท้การโจมตีของเส้าเทียนมิได้หวังว่าจะชนะมันประเมินศัตรูแล้วเห็นถึงระดับที่เหนือกว่า มันจึงชิงโจมตีเพื่อสร้างโอกาสหลบหนีทว่าพลังสะท้อนจากเพลงดาบตัดตะวันที่ทำลายสุดยอดเคล็ดวิชาของมันก็ทำให้มันต้องบาดเจ็บภายในมิใช่น้อยการหลบหนีของมันจึงไม่ได้รวดเร็วนักเมื่อเทียบกับความเร็วของอู่ถงที่ติดตามมา
ดีที่หลบเข้ามาภายในเมือง อาศัยผู้คนพลุกพล่านจึงซ่อนตัวหลบรอดจากสายตาของอู่ถง แต่ในทางกลับกันมันก็ถูกกองกำลังทหารล้อมกรอบเข้ามาเรื่อยๆเหล่ามือปราบก็ปูพรมค้นหาแทบจะทุกซอกทุกมุม หนทางที่จะให้มันหลบหนีถูกจำกัดลงไปทุกขณะ
เส้าเทียนเดินกุมหน้าอกแหวกฝ่าฝูงชน ทางด้านหน้าเห็นเหล่ามือปราบเดินตรวจตราอย่างเคร่งเครียดมาที่เบื้องหลังก็มีกองทหารลาดตะเวนตามติดๆ เหล่านี้ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ที่น่ากลัวคืออู่ถงที่ทะยานขึ้นลงบนหลังคาต่างหากด้วยระยะเช่นนี้ต้องหลบมิพ้นสายตาของมันแน่ เส้าเทียนไม่มีทางเลือก เพื่อต้องหลบจากการตามหาของอู่ถงมันจึงทะยานกายเข้าไปภายในประทุนรถม้าคันหนึ่งที่จอดไว้ท่ามกลางรถม้าที่เรียงรายมันคิดอาศัยรถม้าของผู้อื่นหลบรอดจากสายตาของอู่ถงชั่วครู่ ทว่ามันกลับมิคาดคิดว่าภายในรถม้าที่มันสัมผัสไม่ถึงการดำรงอยู่ของคนแท้จริงกลับมีคนอยู่
คนที่อยู่บนรถม้ากลับเป็นสตรีสะคราญโฉมนางหนึ่ง!
แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่าการมีคนอยู่ก็คือเมื่อสังเกตชุดคลุมที่นางสวมใส่อย่างถี่ถ้วน ชุดคลุมสีฟ้าคราม มีลวดลายที่แสดงถึงอักขระก่อรูปเป็นดวงอาทิตย์สีทอง
นางกลับเป็นคนของนิกายเทวะวจนะ!